
| QUOTE |
| เม้ามอยกันจ้ะ hashtag #gottabeYJ |
มันตื่นเต้นเหมือนกันนะ เวลาที่ยืนอยู่ในครัว...ลงมือทำอาหาร แล้วอยู่ๆก็ถูกเขากอดจากด้านหลัง เหมือนในมิวสิควิดีโอเนื้อหาน้ำเน่าสักเรื่อง แล้วเราก็ก้มหน้า...ไม่รู้สาเหตุของการเขินครั้งนี้เลยว่าเขินอะไรเพราะนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำแบบนี้ เวลาเขาสูดดมความหอมจากซอกคอของเราแล้วเราก็เอียงคอนิดหน่อยเพราะจั๊กจี้กับไรหนวดของเขา แล้วเขาก็กลายเป็นผู้สร้างเสียงหัวเราะแรกของวันนี้...หลังจากที่เป็นคนสร้างรอยยิ้มสุดท้ายของเมื่อคืนนี้ไปแล้ว
...
อา...เวลานี้เหมือนเขาโตขึ้นสองสามปี เขาแพรวพราวมากพอที่จะเลิกเรียกว่าเจ้าหมีหรือหนุ่มฟิกเกียร์ได้แล้ว...
“รอเดี๋ยวสิ ซุปยังไม่เดือดเลยนะ” แจจุงคุยไว้ว่าทำอาหารฝรั่งเก่ง วันนี้ยุนโฮก็เลยจะขอพิสูจน์สักหน่อย
“หิวแล้วครับ”
“โธ่...ใจเย็นๆได้มั๊ย~ ออกมาจากป่าหรือไงเจ้าหมี”
“อืม~”
“กอดแน่นไปหรือเปล่า...เอวฉันจะหักอยู่แล้ว”
“ปล่อยก็ได้”
“ไม่ได้บอกให้ปล่อย...แต่คลายลงหน่อยน่ะได้หรือเปล่า”
เจ้าหมียิ้ม ก่อนที่จะคลายกอดลงนิดหน่อยแล้วก็ขโมยหอมแก้มฮันนี่คนดีอีกหนึ่งฟอดใหญ่ๆ คนโดนหอมหัวเราะใหญ่
“ทำไม ผมตลกเหรอ?”
“ไม่....แต่เราเหมือนคู่ผัวเมียแต่งงานใหม่ยังไงก็ไม่รู้สิ”
“แล้วไม่ใช่ตรงไหนครับ”
“ตรงที่ฉันไม่คิดจะแต่งงานกับหมีนี่แหละ”
“เข้าใจแล้ว...” โชคดีเหลือเกินที่หันหลังอยู่ ไม่อย่างงั้นยุนโฮคงได้แซวเรื่องหน้าแดงอีกแน่ๆ ขอบคุณที่เขาเอาคางมาเคยแถวๆหูแจจุง แล้วก็ฮัมเพลงเก่าๆออกมาจากในคอพลางจับคนดีของเขาโยกตัวไปซ้ายทีขวาทีทำท่าท่าเหมือนตุ๊กตามาสคอตของอควาเรี่ยมที่ใดที่หนึ่งในโลก “ว่าแต่เมื่อคืนใครอยู่ให้ผมกอดทั้งคืนน๊า”
“ไอ้หมีเจ้าเล่ห์...”
“คนดี”
“เรียกหรอ?”
“สงสารผมเถอะ...”
“หืม?”
“ผมหิว”
เขาน่ารักมากจริงๆ แจจุงไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาชมเขาได้แล้ว เพราะมันคงไม่มีคำไหนเหมาะเท่ากับคำว่า ‘น่ารัก’ อีกแล้ว
เช้านี้เขาใส่เสื้อนอนของแจจุงกับกางเกงบ็อกเซอร์ของตัวเอง ส่วนเสื้อผ้าที่เขาใส่มาเมื่อคืนกำลังถูกปั่นหมุนติ้วๆอยู่ในเครื่องซักผ้า แจจุงสั่งว่าให้เขารอจนเสื้อผ้าถูกตากจนแห้งก่อนถึงจะใส่กลับบ้านด้วย นอกจากนั้นยังสวนกลับทันทีที่ยุนโฮเถียงว่าเขาเคยใส่เสื้อผ้าไม่แห้งออกจากบ้านอยู่บ่อยๆ แจจุงพูดถึงเรื่องเชื้อราและแบคทีเรียที่มีชื่อไม่ต่างจากภาษาต่างดาวให้ยุนโฮฟัง แล้วเขาก็พยักหน้ารับส่งๆไปอย่างนั้น กว่าจะบ่นเสร็จก็ตอนทีซุปมะเขือเทศเสร็จแล้วนั่นเอง
“โอ้! อร่อยแฮะ”
“ฉันเคยบอกเหรอว่าทำไม่อร่อย”
“ร้ายกาจจริงๆ”
“เอาล่ะ...ระหว่างกิน ช่วยรายงานตารางวันนี้ให้ฉันรู้หน่อยได้หรือเปล่าครูยุนโฮ?”
“อา...วันนี้ผมว่างจนถึงเที่ยงผมต้องไปถึงโรงเรียนภายในครึ่งชั่วโมงและสอนต่อตอนบ่ายโมงสิบห้านาที...สอนเสร็จตอนสามโมงเย็น ผมว่าจะไปฟิตเนสถ้าพี่ไม่ชวนไปไหน...ผมจะพยายามถึงบ้านตอนหกโมงเย็น อ่า....”
“ดี...กลับไปเก็บข้าวของเกะกะในบ้านด้วย”
“ไม่รวมเลโก้ที่ยังต่อไม่เสร็จใช่มั๊ย”
“ก็ได้ แต่พวกของเล่นชิ้นอื่นๆ นายควรจะเก็บมันใส่กล่องเหมือนเดิม นายควรจะเก็บเลโก้ที่ยังไม่ได้ต่อใส่กล่องของมันให้เรียบร้อยด้วย นี่ฉันไม่อยากจะสารภาพหรอกนะว่าวันนั้นฉันเดินเตะเลโก้ชิ้นนึงจนมันกระเด็นไปอยู่ใต้ตู้ที่ใส่หุ่นกันดั้มน่ะ”
“หา?”
“ตามนั้น...”
“นี่แปลว่าผมต้องกลับไปมุดตู้หามันก่อนเลยใช่มั๊ย”
“ก็ ทันทีที่นายถึงบ้าน”
“นี่ถ้าพี่ไม่บอกผมนะ...หลังจากนี้ผมคงประสาทเสียแน่ๆ”
แจจุงยิ้มกว้าง ราวกับจะทำให้เขามองข้ามเรื่องเลโก้ไปหรืออะไรอย่างนั้น และยุนโฮตอบได้เลย.... แจจุงทำสำเร็จ
“แล้วตารางของพี่ล่ะคนดี?”
“หืม? ฉันต้องบอกด้วยเหรอ”
“แน่นอน ต้องบอก!”
“ก็ได้ ฉันจะทำงานถึงห้าโมงเย็น เสร็จแล้วก็จะแวะไปคุยกับเพื่อนๆที่ร้านสักหน่อย อะไรอีกล่ะ....ฉัน...อ้อ ฉันจะกินมื้อค่ำตอนหนึ่งทุ่ม จะอ่านหนังสือให้จบเล่ม เขียนแบบ แล้วก็นอน ทั้งหมดมีแค่นี้”
“พี่เคยบอกผมว่าพี่จะเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนนอนไม่ใช่เหรอ ทำไมวันนี้มีทั้งเขียนแบบ แล้วก็อ่านหนังสือเลย?”
“เพราะฉันตั้งใจจะเขียนแบบเมื่อคืนนี้ แต่ก็ดันพังหมด... นายก็รู้ว่าเพราะอะไร”
“แน่นอน ผมรู้...”
ใช้เวลาไม่นานนักสำหรับมื้อเช้า ก่อนที่แจจุงจะเป็นฝ่ายออกไปก่อน เจ้าตัวบอกรหัสล็อคห้องให้ยุนโฮจัดการสำหรับเวลาที่จะออกไป พวกเขาทำตัวไม่ต่างอะไรกับคู่แต่งงานใหม่อย่างที่พุดกัน... มีการจูบลาก่อนที่จะแยกย้ายกัน ยุนโฮแซวแจจุงซะด้วยว่าลิปมันรสใหม่อร่อยมากและเขาก็ได้มาแค่การโดนเขกหัวหนึ่งทีเป็นรางวัลให้คนช่างพูด
อย่างไรก็ตาม... เช้านี้ของพวกเขาเป็นเช้าที่มีความสุข พวกเขาจูบกันมากกว่าสองครั้งก่อนที่แจจุงจะออกจากบ้านไปก่อน
xxxxxxxxxxxxxxxxxx
ชางมินติดต่อมาในสามวันต่อจากนั้น เขาส่งรถมารับแจจุงที่บ้านและพาไปที่สวนสาธารณะอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง ชางมินใส่สูทสีดำ ไม่มีเนคไท แต่ก็ยังคงเป็นรองเท้าหนังแพงๆคู่เดิมอยู่ดี เขาตัดผมใหม่...จากผมสีน้ำตาลหยักศกของเขากลายเป็นผมตรง มีหน้าม้าแหลมๆปาดข้างไปหน่อย แต่นั่นทำได้เห็นหูกางๆและตาของเขาชัดเจนขึ้น
เขานั่งหันหน้าออกไปทางแม่น้ำ หลังตรงตั้งฉากกับพื้น มีแก้วอเมริกาโนของร้านดังวางอยู่ข้างตัวเขาสองแก้ว และพอเขารับรู้ถึงการมาของแจจุง เขาหันมายิ้มให้เล็กน้อย
“ไม่ทำงานเหรอ”
“ผมมีประชุมอีกครั้งในสองชั่วโมงหลังจากนี้”
“อืม~”
“เหมือนเราไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”
“อืม” แจจุงรับคำ แล้วก็นึกอะไรได้ก่อนจะเปิดกระเป๋าหยิบกล่องแหวนของชางมินมาส่งคืนให้เจ้าของตามที่คิดมาตั้งแต่แรก “เอาคืนไปเถอะ ฉันคงรับไว้ไม่ได้หรอก”
“ครับ” แจจุงแปลกใจที่เขาพูดง่ายกว่าที่คิดแต่ก็ถือว่านี่เป็นเรื่องดี หวังว่าเขาจะไม่ทำตัวเหมือนครั้งที่แล้ว
“ชางมิน...เรื่องที่คุยกันไว้”
“แหม” เขาหัวเราะเบาๆ “คุณนี่จะชะลอการบอกเลิกผมไปหน่อยไม่ได้เลยใช่มั๊ย มีใครเร่งคุณอยู่หรือไง”
“เห?”
“ผมรู้...ผมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแจจุง”
“.........”
“เอ้า....ดื่มกาแฟหน่อยสิ ผมรู้ว่าคุณชอบอเมริกาโน”
แจจุงรับแก้วกาแฟมาจากชางมินและไม่มีอะไรทำให้แจจุงคิดที่จะดื่มมัน ไม่แสดงท่าทางใดๆไปมากกว่าการนิ่งเงียบ ทั้งที่อยากจะถามแทบตายว่าชางมินรู้อะไรส่วนอีกใจก็ภาวนาว่าขอให้ไม่ใช่เรื่องยุนโฮ
“ผมรู้จักกับนักสืบคนนึง”
“........”
“เขารู้จักคุณด้วยนะแจจุง”
“ใครกัน?”
“เขารู้ด้วยว่าคุณมีคนอื่น”
แจจุงสะดุ้งแล้วมองเขาอย่างตกใจ
“อะไรนะ?”
แม้ชางมินจะแน่ใจได้จากการตอบสนองของแจจุงว่าอีกฝ่ายไม่มีความระมัดระวังเลยแม้แต่น้อย แต่เขาก็ยังอุตส่าห์พยายามควบคุมกองไฟกองใหญ่ในใจที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างได้ด้วยการกระทำและคำพูดไม่กี่คำเอาไว้ได้ เขารู้ว่าแจจุงอาจจะรู้สึกไม่ต่างจากการถูกของแข็งตีเข้าที่หัว อาจจะมึนงง เจ็บปวดหรืออะไรสักอย่าง ชางมินเดาได้เลย เพราะเขาได้ผ่านจุดนั้นมาแล้ว
“อย่าบอกนะว่าชางมินจ้างนักสืบให้ตามดูฉันน่ะ บ้าสิ้นดี!”
“คุณบอกผมว่าคุณไม่สบาย...ไม่โทรหาผมเพราะนอนซมอยู่บนเตียงตั้งสองสามวัน เป็นขนาดนั้นก็ไม่ยอมไปหาหมอ”
“............”
“เป็นคุณต้องโวยวายแน่ถ้าป่วย แต่นี่คุณทำเหมือนว่ายินดีที่ได้นอนป่วย....ไม่สิ ดูเหมือนจะยินดีที่ได้บอกผมว่าป่วยแล้วก็ขับรถไปเฝ้าไอ้หมอนั่นที่ผับกระจอกๆนั่น”
“...ช...ชางมิน.....” แก้วอเมริกาโนจากร้านดังหลุดมือและร่วงลงกับพื้น แจจุงรู้สึกเหมือนถูกกระชากระหว่างที่กำลังนั่งใช้ความคิดอยู่เพียงลำพัง ขณะนั้นชางมินก็ยังนั่งไขว่ห้างอยู่ข้างๆบนม้านั่งตัวเดียวกัน เขาดูโกรธขึ้นมาทันทีเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ซึ่งพอมาลองคิดดีๆแล้ว แจจุงว่าไม่แปลกเลย...อันที่จริงชางมินควรจะโกรธแล้วสบถด้วยคำหยาบคายออกมาเลยด้วยซ้ำ
ถ้าเป็นยุนโฮเขาคงจะทำเช่นนั้น... เขาคงสบถออกมาเป็นคหยาบพลางกำมือแน่นๆระบายความโกรธที่ทำได้ยากไปแล้ว
“ล่าสุดผมติดต่อคุณไม่ได้ ผมพยายามไม่คิดแล้วนะว่าคุณไปกับมัน...แต่จริงๆแล้วคุณก็ไปขลุกอยู่กับมันทั้งคืน”
“.........”
“ต่อจากนั้นคุณไม่ยอมให้ผมจูบง่ายๆ คุณจะรู้มั๊ยว่าวันนั้นคุณมีพิรุธที่สุด... รู้หรือเปล่าว่าผมรู้มาตลอดว่าคุณทำอะไรอยู่บ้าง”
น้ำตาไหลออกมาเต็มแก้มของแจจุงเลยเมื่อความกดดันในความรู้สึกมันเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆก็พาลทำให้หายใจไม่สะดวกไปพร้อมๆกัน ก้อนสะอื้นตีขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้แจจุงร้องไห้เหมือนเด็กๆที่ไม่มีใครปลอบ
“ใช่...ฉัน.....ฉันนอกใจ”
“แล้วคุณก็มาพูดวะสวยหรูเลยว่าผมเปลี่ยนไป ผมนิสัยแย่ ไม่เข้าใจคุณ คุณทำแบบนี้ทำไมกันแจจุง!!!”
“เพราะชางมินก็เปลี่ยนไปด้วยยังไงล่ะ!”
“งั้นเหรอ!?” มือที่แข็งแรงกำข้อมือของแจจุงจนเจ้าตัวต้องเบ้หน้า เป็นที่แน่นอนแล้วว่าชางมินกำลังโกรธ...และเขาไม่ต่างอะไรจากผู้ร้ายในหนัง แววตาของเขาบอกแบบนั้น “ผมเปลี่ยนไปมากสินะคุณถึงหักหลังผมแบบนี้!!”
“ปล่อยนะชางมิน!!”
“ชองยุนโฮเหรอ? ผมสั่งเก็บมันเดี๋ยวนี้ยังได้เลยคุณรู้มั๊ย!!?!”
“อย่านะ” ราวกับเป็นชีวิตตัวเอง แจจุงแทบจะคุกเข่าขอร้องชางมินที่กำลังเดือดดาลเพื่อขอชีวิตยุนโฮอยู่แล้ว “อย่านะชางมิน...มีสติหน่อย ได้โปรด”
“ผมขาดสติไปตั้งแต่วันแรกที่ผมรู้ความจริงแล้ว! แจจุง! คุณนี่มัน....” ชางมินง้างมือ ถ้าเขาขาดการควบคุมตัวเองไปอีกแค่นิดเดียว หน้าแจจุงคงได้มีรอยฝ่ามือของเขาติดไปแน่ๆ “ไอ้หมอนั่นมันตรงข้ามกับผมสินะ มันพาคุณไปเดินซื้อของ ไปกินข้าว พาคุณทำตัวกระจอกๆอย่างนั้นได้ใช่มั๊ยคุณถึงทำแบบนี้กับผม!?”
แจจุงร้องไห้จนตัวโยน ปากยังคงพรอดร้องขอชีวิตให้ชองยุนโฮที่ตกอยู่ในอันตรายโดยไม่รู้ตัว ในความจริงแล้วถ้าชางมินยกหูโทรศัพท์ สั่งการกับเลขาหรืออีกนัยหนึ่งคือผู้ช่วยคนสนิทให้ชัดเจนในเวลาสั้นๆ ผู้ชายที่ชื่อชองยุนโฮอาจจะไม่รอดเลยถ้าเขาดวงไม่ดี แต่ใครก็รู้ว่าการฆ่าคนไม่ใช่เรื่องเล็ก ต่อให้ชางมินทำจริงๆแล้วเรื่องจะไม่มีทางมาถึงเขาให้ลำบากก็เถอะ และนี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ถึงขั้นจะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ด้วย
ชางมินมีสติมากกว่าที่แจจุงคิด
“เมื่อก่อนชางมินไม่เคยเป็นแบบนี้กับฉันเลยนะ!”
“ผมโตแล้วแจจุง!!” เขาตวาด “ผมโตพอที่คิดจะเป็นผู้นำ เป็นหัวหน้าครอบครัวแล้ว!! ผมพยายามอย่างมากที่จะเป็นคนนำคุณไปเจอกับอะไรที่ดี ผมอยากให้คุณสบายเวลาอยู่กับผม นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงพยายามยัยเยียดสิ่งดีๆให้คุณ....คุณไม่คิดบ้างเหรอว่าไม่มีใครให้คุณได้เท่ากับที่ผมให้แล้ว ผมรักคุณนะ! คุณไม่คิดบ้างเลยเหรอ”
“คุณไม่เข้าใจ...ชางมินไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันคิดหรอก”
“ก็คงงั้นล่ะ ผมจะไปเข้าใจคนที่นอกใจแฟนได้ยังไง ในเมื่อผมไม่เคย!”
“ฉันเคยจะไปบอกเลิกเขาแล้วชางมิน ตอนที่คุณกลับมา...สาบานเลยว่าฉันคิดจะเลิกติดต่อเขาเพื่อชางมิน แต่เขา...”
“..............”
“เขาแน่วแน่เหลือเกิน เขาพูดว่าเขารักฉัน...และเขาจริงใจจนฉันต้านไม่ไหว รู้ตัวอีกทีก็หลงรักเขาบ้างแล้ว”
“แล้วผมล่ะ ผมไม่จริงใจ? ผมไม่รักคุณเหรอ คุณก็ถามผมบ้างสิแจจุง!”
“ตอนที่เขามาจีบ...ฉันลืมไปแล้วว่าเป็นแฟนกับชางมิน ที่จริง...พอชีวิตมันยุ่งขึ้นทุกวันๆฉันก็ลืมเป็นพักๆ นั่นคือทั้งหมด...”
“ลืมเหรอ?”
“หลายครั้งที่ฉันนึกขึ้นได้ว่าชางมินกับฉันยังไม่ได้เลิกกัน แต่ฉันก็ตอบคำถามที่ตัวเองสงสัยไม่ได้เลยว่าตอนนี้มันเหมือนเดิมแค่ไหนแล้ว...ชางมินอยู่ไหน ทำอะไรอยู่ ฉันไม่รู้เลย” แจจุงเล่า ระหว่างนั้นชางมินค่อยๆคลายมือและปล่อยให้แจจุงเป็นอิสระ เขาถอนหายใจแล้วก็เอามือกุมขมับไว้อย่างสิ้นหวัง “ความรู้สึกของฉัน...เหมือนยุนโฮเข้ามาทำให้ใจฉันมีชีวิตอีกครั้ง เขาอาจจะรุ่นเดียวกับชางมิน แต่นอกนั้นแล้วเขาไม่มีอะไรเหมือนชางมินเลย เขาไม่ใช่คนฉลาด...ไม่เคยได้เอทุกตัวตอนที่จบม.ปลาย แต่เขาเป็นผู้ชายที่น่ารัก เขาอบอุ่น เอาใจใส่ เขาชนะใจฉัน ก็เหมือนที่ชางมินเคยทำได้...ฉันหมายถึง ในตอนนั้นน่ะ”
“ฟังนะแจจุง”
“........”
“ผมแพ้ไม่ได้ ผมถือว่าคุณเป็นของผม คุณมีค่ามากสำหรับผมแล้วผมก็รับได้ด้วยซ้ำถ้าหากคุณอยากจะทำให้เรื่องนี้มีแค่เราสองคนเหมือนเก่า ผมลืมเรื่องที่คุณนอกใจได้...สาบานเลยว่าได้ แค่คุณบอกมา”
“แต่ฉันทำไม่ได้ ครั้งที่แล้ว...ชางมินก็รู้ว่าฉันพูดโกหกเวลาที่ชางมินถามว่าฉันรักคนอื่นแล้วหรือเปล่า คำตอบจริงๆของฉันคือใช่ ฉันรักคนอื่นแล้ว...”
“แล้วผมล่ะ”
“ต้องมีคนดีๆอีกนับร้อยที่ชอบอาหารฝรั่งเศสหรือแหวนเพชรของชางมินอยู่แล้ว”
“คุณไง”
“ฉันไม่ใช่หนึ่งในร้อย ไม่ใช่คนพวกนั้น...ฉันไม่เคยพูดหรอกนะ แต่ฉันไม่ชอบอาหารพวกนั้น ไม่ชอบเสื้อผ้ายี่ห้อดังๆที่มีของก็อปปี้เต็มตลาด ฉันไม่ได้รักเงินหรือความสะดวกสบาย... ปัจจัยแรกของคนที่ฉันจะรักคือความเข้าใจ ถ้าเขาเข้าใจในตัวฉัน...ฉันจะรักเขา”
“สรุปอีกทีซิ...ทั้งหมดเป็นเพราะผมไม่ดีใช่มั๊ย”
“ไม่” แจจุงส่ายหน้า ในตอนที่เห็นน้ำตาของชางมินไหลออกมาบ้างก็ยื่นมือเข้าไปเช็ดให้ “มันสุดทางของเราแล้ว”
“ไม่ต้องมาปลอบใจ” เขาสะบัดหน้าหนี แววตาที่ดูเศร้าสร้อยเมื่อครู่กลับถูกความแข็งกร้าวเข้ามาแทนที่อีกครั้ง “มันก็แค่คำพูดสวยหรูของคุณ...จริงๆแล้วคุณอยากจะทิ้งผมไป คุณแทบนับวันรอว่าเมื่อไหร่ผมจะหายไปจากชีวิตคุณ แล้วคุณก็จะได้ไปมีความสุขกับไอ้หมอนั่น ไปกอดไปจูบกับมันอยู่ในผับเหมือนพวกใต้ดิน อย่าคิดว่าผมไม่รู้อะไรไปหน่อยเลยแจจุง! คุณแค่จะสลัดผมทิ้ง นี่คือทั้งหมด!!!”
“ชางมิน!!!!”
“คุณก็แค่หลายใจ...ฟังผมให้ดี คุณมันหลายใจแจจุง!!!”
“สรุปว่าเราจะคุยกันไม่รู้เรื่องอีกแล้วใช่มั๊ย”
“............”
“เลิกกันเถอะชางมิน ได้โปรด...”
“.........” ชางมินเจ็บสุดๆกับคำว่า ‘ได้โปรด’ ของแจจุง แจจุงกำลังนั่งตัวงอและขอร้องให้เขายอมเลิก ขอร้องให้เขาไป แจจุงขอร้องเพราะอยากไปรักกับใครอีกคน แค่อยากทิ้งเขาไป แค่นั้นจริงๆ
แต่นี่คือเรื่องลำบากใจมากสำหรับเขา...เพราะแจจุงเป็นคนเดียวที่เขารักมาเป็นปี ถึงตอนนี้เขาจะกำลังเจ็บเพราะการกระทำของแจจุงอยู่ก็ตาม แต่มันไม่เคยง่ายเลยที่จะยอมเลิกรากับคนที่หัวใจยังรักแบบหยุดไม่ได้ อย่างในตอนนี้
เขาไม่เคยชอบเลยเวลาที่แจจุงมาร้องไห้ต่อหน้าไม่ว่าจะเรื่องอะไร ครั้งล่าสุดก่อนที่ได้เห็นก็ตอนที่แม่ของเขากลั่นแกล้งแจจุงอย่างหนัก เขารู้ว่านั่นเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากสำหรับแจจุง ช่วงเวลาที่เมื่อนึกย้อนไปในตอนนี้เขาก็โมโหตัวเองจริงๆที่ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากกอดปลอบแจจุงที่กำลังร้องไห้...แค่นั้น
“ชางมิน”
“ผมถามคุณหน่อย...” เขาลุกขึ้น แล้วก็ถามออกมาโดยที่ไม่มองหน้าแจจุง “คุณแน่ใจแล้วใช่มั๊ยว่าไอ้กระจอกนั่นมันดีจริงๆ”
“เขาไม่ใช่ไอ้กระจอก”
“ก็ได้...ชองยุนโฮน่ะ เป็นคนดีจริงๆใช่มั๊ย”
“เขาเป็นคนดี...ฉันแน่ใจ”
“ถ้าคุณแน่ใจขนาดนั้นก็เช็ดน้ำตาแล้วตามมา...” ผ้าเช็ดหน้าสีครีมถูกยื่นมาตรงหน้าแจจุง ชางมินเป็นเจ้าของ...แล้วเขาพยายามยิ้มให้แจจุงทั้งที่มันยังเป็นเรื่องยากมากสำหรับเขา “ผมจะพาคุณไปส่งที่ออฟฟิศ”
“ฉันอยากกลับบ้าน”
“ครับ ผมจะไปส่งคุณที่บ้าน”
ชางมินเดินนำหน้าไปรอที่รถ เห็นเขาพูดอะไรบางอย่างกับเลขาที่เป็นคนพาแจจุงมาตอนแรกก่อนที่ฝ่ายนั้นจะขับรถคันหนึ่งออกไป จากนั้นเขาก็ยืนสูบบุหรี่อยู่ที่รถของตัวเอง...สงสัยที่เขาว่าจะพาไปส่งนั่นคงหมายถึงว่าจะเป็นคนขับรถพาไปด้วยตัวเองเองแน่ๆ
xxxxxxxxxxxxxxxxxxxx
“เฮ้! ฮันนี่~ ผมรีบบึ่งมาเลยตั้งแต่ที่ได้ข้อความของพี่”
คนพูดส่งเสียงตั้งแต่เข้าห้องมา ได้ยินว่าเขาเรียกหาเจ้าของห้องไปทั่วและมาหยุดที่ห้องนอน เขาไม่รีรอที่จะกระโจนขึ้นเตียงไปหาก้อนผ้าห่มที่มีตากลมๆโผล่มา กลิ่นกายเขาหอม เซ็กซี่ และคงจะยวนใจมากไม่น้อยถ้าไม่ได้อยู่ในเวลาแบบนี้
ยุนโฮสอนเต้นเสร็จตอนบ่ายสาม เขาเช็คข้อความในมือถือแล้วก็รีบบอกลาทุกคนที่โรงเรียนเพื่อรีบหามาแจจุงที่บอกว่ากลับมาอยู่ที่บ้านแล้ว นั่นแปลว่านัดกินบาสกิ้น รอบบิ้นส์กันสองคนตอนห้าโมงครึ่งอาจจะต้องถูกเลื่อนไปก่อน
“หน้าเครียดเลย...เป็นอะไร? แล้วทำไมพี่ถึงกลับบ้านเร็ว? เกิดอะไรขึ้น?”
“เปล่า...ฉันแค่รู้สึกว่าตัวเองคงไม่ไหวแน่ถ้าหากจะต้องกลับไปทำงานจนถึงเวลาเลิกน่ะ”
“อ้าว?”
“ยุนโฮ...ฉันเลิกกับชางมินแล้ว”
“...........”
“เลิกแล้วจริงๆ” แจจุงมองตายุนโฮ แล้วก็หลุบลงเหมือนเดิม
“แล้วพี่รู้สึกยังไง” เจ้าหมี เจ้าป่า หนุ่มฟิกเกียร์ หรืออะไรก็แล้วแต่ถามคนรักที่ยังเอาแต่อยู่ในก้อนผ้าห่มเหมือนดักแด้ ก่อนที่เขาจะพยายามสอดมือเข้าไปในผ้าห่ม หาตำแหน่งตรงหัวใจที่ต้องการแล้วก็สัมผัสอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ “เจ็บหรอ”
“ไม่....ไม่รู้สิ.... เขาขับรถมาส่งฉันที่นี่โดยที่ร้องไห้มาตลอดทาง ฉันแค่ไม่เคยเห็นเขาร้องไห้”
จริงๆยุนโฮก็อยากรู้รายละเอียด อยากถามว่าพวกเขานัดกันเมื่อไหร่ คุยอะไรกันบ้าง อยากจะขอให้แจจุงเล่าอย่างละเอียดประโยคต่อประโยคไปเลยด้วยซ้ำ จะติดก็แต่สีหน้าและท่าทางของแจจุงที่ดูไม่ค่อยเป็นปกติสักเท่าไหร่
ยุนโฮเคยบอกไว้ว่า...
‘ ถ้าชางมินรักแจจุง...เขาจะปล่อยแจจุงไปเพราะอยากให้แจจุงมีความสุข ’
และถ้าที่แจจุงเล่าเป็นความจริงซึ่งเขาเองก็ไม่เคยคิดว่าแจจุงจะโกหกอยู่แล้วมันก็ตอบได้อย่างเดียวเลย...
“เขาเป็นคนดี และรักพี่จริงๆด้วยสินะ”
“ยุนโฮ?”
“อา...ขอผมนอนด้วยคนนะฮันนี่” ชายหนุ่มนอนลงข้างๆก้อนผ้าห่ม เขาพาดแขนข้างหนึ่งไว้บนก้อนผ้าห่มที่เหมือนหลุมหลบภัยของแจจุงด้วย “ไปคุยกับเขามาเป็นยังไงบ้าง? เขาทำร้ายพี่หรือเปล่า”
“เขาก็แค่เกือบจะสั่งฆ่านาย”
“หา?”
“ตามนั้น... ฉันนึกว่าเขาจะไม่ยอมซะอีก นายรู้มั๊ยว่าเขาสงสัยฉันมาตั้งนานแล้ว เขาจ้างนักสืบให้คอยตามฉัน...ทุกครั้งที่ฉันไปไหนกับนาย เขารู้หมดเลย...ชางมินรู้ทุกอย่างเลยยุนโฮ”
“โอ้....งั้นเขาคงไม่ใช่คนดีแล้วล่ะมั้ง”
“พวกเราคุยกัน ฉันกลัวเขาจะฆ่านายแทบบ้า...แต่สุดท้ายเขาก็ยิ้มให้ฉันแล้วก็บอกว่าจะพาไปส่งบ้าน แต่พอรถออก...เขาร้องไห้ออกมา ฉันพยายามที่จะปลอบ แต่เขาก็ยกมือห้ามฉัน...”
“เขาต้องเสียใจอยู่แล้วที่ต้องปล่อยคนที่เขารักไปแบบนี้”
“ชางมินเขาเป็นบอสของลูกน้องตั้งหลายคนแถมแต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยร้องไห้ แต่การที่เขามาร้องไห้เพราะฉันบอกเลิกนี่มัน....ฉันคู่ควรแล้วเหรอ”
“ผมจะย้ำอีกทีนะ...ก็เพราะเขารักพี่”
“ฉันมันแย่จริงๆยุนโฮ” พอแจจุงทำท่าจะร้องไห้ยุนโฮก็คว้าเข้ามากอดและจูบหน้าฝากเป็นการปลอบ “ไม่....พี่ดีแล้ว ดีแล้วนะ”
“อือ~~”
“ฮันนี่กอดผมสิ...พนันได้เลยว่าผมอุ่นกว่าตุ๊กตาเท็ดดี้แบร์ที่พี่ร้องจะเอาตอนที่เราไปเดทกัน...”
ยุนโฮไม่หึงเลย
เขาพอทำความเข้าใจกับทฤษฎีการผูกพันของคนเราได้ แจจุงกับชางมินรู้จักกันมานาน...และการเลิกกันครั้งนี้ไม่ได้มีสาเหตุเกี่ยวกับความเกลียดชังของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลย โดยเฉพาะคนอย่างแจจุงที่นิสัยดีอย่างนี้ด้วย ต่อให้เลิกกับชางมินแล้วเจ้าตัวก็ไม่คิดจะเปลี่ยนสถานะกลายเป็นคนไม่รู้จักกันไปแน่ๆ
มันก็ไม่แปลกหรอกถ้าแจจุงจะรู้สึกผูกพันกับชางมิน
นั่นคือทั้งหมด
“เขาร้องไห้ตลอดทางเลยนะ...น้ำตา....น้ำตาเยอะไปหมด....ฉัน......”
“โอ๋~ ฮันนี่ สูดหายใจลึกๆครับ เขาต้องโอเคสิ...ผู้ชายโดนทิ้งน่ะเรื่องธรรมดาจะตาย ใครๆก็รู้”
.
.
.
จุนซูก็เป็นอีกคนที่ได้รับข้อความจากแจจุงแล้วก็รอที่จะไปขอฟังรายละเอียดในคืนนี้กับเจ้าตัว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพอรู้เรื่องของแจจุงกับชางมินแล้วก็ดีใจแปลกๆ อาจเพราะจุนซูไม่เคยชอบชางมินอยู่แล้ว หรืออาจเป็นเพราะจุนซูเชียร์ยุนโฮหมดตัว หนึ่งในสองนั่นแหละ...ต้องเป็นสักข้อที่ทำให้จุนซูอารมณ์ดีพอที่จะทำงานได้โดยไม่บ่นอิดออด แล้วก็ใจเย็นพอที่จะไปชงกาแฟมานั่งพาดขากับโต๊ะทำงานพร้อมกับกินคุ้กกี้ข้าวโอ๊ตไปด้วย
และโลกส่วนตัวที่กำลังสร้างและสมบูรณ์แบบมากขึ้นเรื่อยๆในเวลางานของคิมจุนซูกลับต้องแตกโผละเหมือนฟองสบู่เมื่อนักศึกษาฝึกงานที่เป็นลูกน้องเข้ามาโหวกเหวกรบกวนด้วยเสียงแหลมๆเฉพาะตัวและเสียงรองเท้าส้นสูงถึงในห้อง
“เปิดทีวีเลย! เปิดทีวีด่วน!!!” เจ้าหล่อนว่า พลางกดรีโมทด้วยมือสั่นๆ ทั้งที่ตัวเองก็ใช่ว่าจะอยู่นิ่งๆได้ “โอ๊ย....เหมือนฉันคุมสติไม่ได้เลย!”
“ไม่ใช่แค่เหมือนแล้วหล่อน!”
“พี่จุนซู มองทีวี ดูข่าวนี้สิ!!!”
ถ้าพี่แจจุงอยู่ในห้องนี้ด้วยยัยเด็กฝึกงานนี่คงได้โดนบ่นยาวไปสามวันโทษฐานรบกวนแน่นอน แต่โชคดีที่วันนี้เป็นจุนซูที่กำลังอารมณ์ดีสุดๆ เจ้าตัวก็เลยไม่ได้พูดอะไรออกไปได้แต่เงยหน้ามองทีวีตามที่เจ้าหล่อนร้องบอก
.
‘ ทางสำนักข่าวของเราได้รับแจ้งว่า เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ในย่านอับกูจอง โดยมีCEOหนุ่มไฟแรงแห่งชิมคอร์ป หรือชิมชางมินเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสเพียงรายเดียว พยานผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่าเขาขับรถมาด้วยความเร็วสูงและถูกรถยนต์ขนาดใหญ่อีกคันพุ่งชนจนรถพลิกคว่ำ
ในเบื้องต้นทราบว่าเขามีเขาหมดสติและมีร่างกายบอบช้ำจากแรงกระแทก
ขณะนี้ได้ถูกนำตัวไปที่โรงพยาบาลเรียบร้อยแล้วค่ะ ทางสำนักข่าวของเราจะรายงานความคืบหน้าของเหตุการณ์นี้ให้ทราบอีกครั้ง..... ’
“คุณพระช่วย...”
“นั่นแฟนพี่แจจุงใช่มั๊ยคะ?”
“ฉันต้องโทรบอกพี่แจจุง....เธอช่วยหยิบโทรศัพท์ให้ฉันทีซิ”
TBC
ขอบคุณมากอีกครั้งค่ะน้องบีดิว ที่เอามาโพสให้บนบล็อกตามคำเรียกร้อง...
ReplyDeleteคืนวันศุกร์ทีไรคิดถึงหนุมฟิกเกียร์จริงด้วย เหมือนว่าอาการนี้จะเป็นกันหลายคนนะเนี่ย
โอย.. ตอนนี้อ่านแล้วเจ็บเข้าไปในใจเลย เจ็บปวดกับแม่สาวคนดีจริงๆ ยุนโฮก็น่ารักเกินไป ชางมินก็สงสารเขาเหมือนกัน เขารักของเขามาก่อน จะเป็นอย่างไรต่อไปนะ
สรุปว่าคนดีข้อเท้าแพลงหายสนิทแล้วเนาะ หายตั้งแต่วันนั้นเลยหละ เจอสิงโตเจ้าป่าเข้าไปต้องตกใจจนลืมเจ็บข้อเท้าแน่นอน เชื่อว่าผู้อ่านส่วนมากก็ลืมเช่นกัน ถ้าบีดิวไม่บอกก็ลืมไปแล้ว. (^_^)
ขอบคุณอีกครั้งค่ะ