
Title: Their room
Author: i3e-dwz
Pairing: YUNHOxJAEJUNG
Rating: PG-NC
Genre: ROMANTIC EROTIC
Theme song : อยากให้ฟังนะ><
http://youtu.be/ADmCFmYLns4 {MAROON5 - Never Gonna Leave This Bed}
http://youtu.be/t5Sd5c4o9UM {Katy Perry ft.Kanye West - E.T.}
ยุนโฮลืมตาตื่นขึ้นมาตอนตีสาม เขาตกใจเล็กๆที่รู้ว่าข้างๆเขาไม่มีแจจุงนอนอยู่ คืนนี้ก็ไม่ได้จะตกลงกันว่าจะกลับไปค้างที่บ้านหรืออะไร แต่แจจุงไปไหน?
ไม่นานนักก็ได้คำตอบเพราะแสงไฟจากหน้าจอแล็ปท็อปของเจ้าตัว... อันที่จริงก่อนที่จะหลับไปยุนโฮตั้งใจที่จะรอจนแจจุงเข้านอนและความทรงจำสุดท้ายก่อนที่จะหลับสนิทก็คือเสียงพิมพ์ต๊อกแต๊กๆของท่านผอ.แจจุงนั่นแหละ
“คุณ...”
“..........” แจจุงหลับไม่รู้เรื่อง มีงัวเงียนิดหน่อยแต่ก็ยังไม่ยอมลืมตาตื่นขึ้นมา ยุนโฮจัดการกดเซฟงานให้และปิดแล็ปทอปที่ทำงานหนักมาตั้งแต่ค่ำจากนั้นจึงอุ้มคนขี้เซาไปนอนสบายๆที่เตียงและเขาก็หุบยิ้มไม่ได้เลยเมื่อเห็นว่าพอถึงเตียงแจจุงก็ซุกตัวอยู่ในผ่าห่มทันที
“เหลือเวลานอนอีกสองชั่วโมง...ฝันดีนะครับแจจุง”
ผู้ชายคนนี้ชื่อคิมแจจุง อายุสามสิบเอ็ดปี เคยแต่งงานแล้วก็หย่าอย่างละหนึ่งครั้ง... มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการของฝ่ายขาย ปัจจุบันอยู่กินกับชองยุนโฮ ชายหนุ่มสุดเพอร์เฟควัยยี่สิบสี่ปี นักรักผู้ทุ่มเท.. คิมแจจุงครองหัวใจของยุนโฮตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอกัน จากจูบแรกที่ไม่ได้จริงจังในคืนนั้นนำมาซึ่งความสัมพันธ์ที่หลบๆซ่อนๆอย่างการคบชู้...บทรักอันหอมหวาน และในที่สุดก็อยู่ในรูปแบบชีวิตคู่จนได้ ผู้ชายสองคนนี้รักกันโดยหลับหูหลับตาไม่สนใจกระแสสังคมและกฎเกณฑ์ธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง เรื่องราวของพวกเขาถูกใครหลายๆคนรับรู้ รัก หรือแม้กระทั่งเกลียดก็มี แต่ก็ไม่เห็นจะต้องสนใจ..........
ยุนโฮไม่ทำงาน เขาเป็นลูกรักของพ่อแม่...สิ่งที่ทำตามใจพ่อแม่ครั้งสุดท้ายก็คือการเรียนจบปริญญา เขาเรียนดีมาตลอด กิจกรรมก็เด่นใช่ย่อย และเขาคงไปได้ดีในเส้นทางของกีฬาถ้าไม่ทำตามใจบุพการีตั้งแต่ตอนนั้น ก่อนหน้านี้เขาเสียดายอนาคตที่ทิ้งไปกับมือแต่ตอนนี้กลับชื่นชมตัวเองยกใหญ่ที่เลือกทำแบบนี้ ...ไม่อย่างนั้นเขาคงจะอยู่ในหอพักนักกีฬา ฝึกซ้อมทั้งเช้ากลางวันเย็น ไม่ได้เจอกับสุดที่รักอย่างแจจุงที่โซซัดโซเซมาให้เขาจีบในคืนนั้นแน่นอน....
เมื่อคืนพวกเขาถกเถียงกันเรื่องงานของแจจุง... ยุนโฮรู้มาว่าตั้งแต่เขาหย่ากับภรรยาที่ไม่ได้อยากแต่งมาตั้งแต่แรกพ่อกับแม่แทบไม่มองหน้าเขา เข้าใจว่าที่ทุกวันนี้ต้องทำงานหนักคงเป็นเพราะต้องการเรียกความเชื่อใจกลับมา แต่บางครั้งมันก็มากเกินไป แจจุงทำงาน ทำงาน และทำงาน...คิดมากกับมันจนปวดหัวบ่อยๆ แจจุงยังรักกันเหมือนเดิมก็จริง...ในขณะเดียวกันก็รักงาน รักบริษัท แต่บางครั้งก็ไม่เห็นเลยว่าจะรักตัวเองและนั่นทำให้เขารู้สึกว่าแจจุงกำลังพาตัวเองไปสู่หลุมอะไรสักอย่าง ที่จะดูดกลืนเอาความมีชีวิตชีวา ความเย็นชาในแบบฉบับของคิมแจจุงไปจนหมด เหลือแต่มนุษย์เงินเดือนที่พบเห็นได้ทั่วไป หักโหมงานหนักเพื่อที่จะให้ตัวเองบรรลุจุดหมาย เช้าไปทำงาน เย็นกลับบ้านด้วยรอยยิ้มดีใจแต่สมองก็ยังคิดถึงแต่งาน ..ทิ้งความเป็นตัวของตัวเองไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ ยุนโฮเข้าใจว่าแจจุงของเขากำลังถูกงานเอกสารลักพาตัวไป
...จะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว...
xxxxxxxxxxxxxxx
เลขาหนุ่มจบใหม่ค่อยๆลากเก้าอี้และนั่งลงในคาเฟ่เล็กๆริมถนนในย่านธุรกิจของเมืองด้วยท่าทางเกร็งๆ เมื่อเช้านี้มีสายเข้าจากชองยุนโฮ คนที่ทั้งออฟฟิศรู้ดีว่าเป็นใครเข้ามา เขานัดว่าเที่ยงตรงให้มาเจอกันที่นี่พร้อมกับนำตารางงานของผอ.คิมแจจุงมาด้วย และผู้ชายคนนั้นก็อยู่ที่นี่ เขาสวมแว่นกันแดดเลนส์ดำ...ใส่เสื้อยืดสีขาวกับยีนส์ซีด วางทั้งบุหรี่ ไฟแช็ค กุญแจรถและกระเป๋าสตางค์ไว้บนโต๊ะข้างๆกับแก้วกาแฟของเขา
“คุณเลขา....สั่งอะไรดื่มหรือยังครับ”
“ไม่เป็นไรครับ ..เอ่อ ...ผมอีกีกวัง เลขาของท่านผอ.คิมแจจุง ยินดีที่ได้พบครับ”
“เช่นกันครับ...เชิญนั่งเลยคุณเลขา”
“ครับ” เลขาท่าทางทึ่มๆด้วยแว่นกรอบหนาสีดำและทรงผมเรียบแปล้รับคำสั้นๆแล้วจึงนั่งลงตามคำเชิญ “เอาตารางงานของคุณผอ.มาตามที่ผมบอกหรือเปล่า”
“แน่นอน..ผมปรินท์ไว้ตั้งแต่ก่อนพักเที่ยงสิบนาที เป็นตารางงานล่าสุดในตอนนี้แน่นอนครับ”
ยุนโฮยิ้ม ค่อยๆไล่สายตาดูตารางงานที่ไม่แน่นเอี้ยดอย่างที่คิดไว้เท่าไหร่อย่างละเอียด
“ประชุมใหญ่ต้นเดือนหน้า”
“ครับ ...ท่านผอ.ต้องเสนอแผนงานกับท่านประธานในที่ประชุมครับ”
“อืม~~ เดือนนี้ไม่มีงานอะไรแล้วไม่ใช่เหรอ”
“ใช่แล้วครับเพราะบริษัทจากออสเตรเลียที่จะเข้ามาติดต่ออาทิตย์นี้ขอเลื่อนออกไปเป็นกลางเดือนหน้าเลย ก็เท่ากับว่าตอนนี้ท่านผอ.ไม่มีงานด่วนหรือสำคัญที่ไหนแล้วครับ”
สมกับเป็นเลขาของแจจุงที่ชอบความชัดเจนจริงๆ ยุนโฮนึกในใจ...เลขาคนนี้เพิ่งเข้ามาทำงานแทนแม่เลขาคนเก่าได้แค่สองสามเดือน แต่ดูท่าทางคงจะทำงานถูกใจแจจุงแน่ๆเพราะอธิบายอะไรเข้าใจง่ายโดยไม่ต้องถามซ้ำให้น่ารำคาญเลย
“เข้าใจแล้ว... เออ ผมถามหน่อยนะคุณเลขา บรรยากาศที่ออฟฟิศเป็นยังไงบ้าง แจจุงเขายุ่งมากมั๊ย”
“เห็นว่าคนถามเป็นคุณชองผมก็จะตอบตามตรงเลยนะครับว่าตอนนี้ท่านผอ.กำลังเร่งทำผลงานให้ท่านประธานเห็น ตอนนี้ทุกคนในออฟฟิศกำลังจับตามองว่าเขาจะหล่นจากตำแหน่งผู้สืบทอดกิจการหรือเปล่า ...ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่เร็วๆนี้เพิ่งจะมีลูกพี่ลูกน้องของท่านผอ.กลับมาจากยุโรป ว่ากันว่าเขาจะมาแย่งตำแหน่งของท่านผอ.ไปน่ะครับ”
“เขาอายุเท่าไหร่ คนมาใหม่นั่นน่ะ?”
“ไม่เกินยี่สิบห้าครับ”
“ถ้าเขาทำอย่างนั้นจริงๆก็เท่ากับว่าทำร้ายจิตใจแจจุงมาก...ดังนั้นแจจุงก็เลยทำทุกทางให้ตัวเองอยู่ที่เดิมได้สินะ”
“ครับ....ขอผมพูดตรงๆนะครับคุณชอง ตั้งแต่ที่ข่าวเรื่องเขากับคุณเริ่มแพร่ออกมาทำให้หุ้นส่วนและผู้ร่วมทุนหลายๆคนไม่ค่อยชื่นชมเขา บางคนถึงขั้นต่อต้าน...แผนงานครั้งที่แล้วก็ถูกเสียงข้างมากในที่ประชุมโหวตให้ไม่ผ่านด้วยครับ”
ปัญหาไร้สาระนี่อีกแล้ว...
“.............”
“ท่านผอ.เข้มงวดมากเวลาทำงานแต่กลับได้ใจฝ่ายขายทุกคนรวมถึงเลขาทุกคนในสำนักเลขาที่ท่านเป็นคนคัดเลือกเองด้วย แต่ไม่ว่ายังไงตอนนี้เสียงในที่ประชุมของผู้ร่วมทุนทุกคนสำคัญที่สุด...ไม่มีใครรู้หรอกครับว่าวันไหนท่านประธานจะเลือกใคร”
เมื่อคืนก่อนยุนโฮเริ่มพูดถึงการทำงานที่ไม่มีขอบเขตเวลาของแจจุง แต่ก็ได้คำตอบมาว่า ‘เธอไม่เข้าใจหรอก’ และตอนนั้นเขาคิดว่าแจจุงบอกปัดเฉยๆ ไม่รู้เลยว่าจริงๆแล้วเขาก็ไม่เข้าใจอะไรเลยจริงๆ
“...ลองบอกผมหน่อยว่าถ้าบริษัทนี้ไม่มีแจจุงจะเกิดอะไรขึ้น”
“เรามาพูดถึงผลกระทบต่อตัวท่านผอ.ก่อนดีกว่าครับ คือเขาอาจจะโดนปล้นหุ้นไป ..แล้วก็อาจจะไม่เหลืออะไรที่เป็นของตัวเองเลย สำหรับผลกระทบกับทางบริษัท...เราอาจจะเสียลูกค้ารายใหญ่ไปก็ได้ครับ ท่านผอ.น่ะเป็นเหตุผลหลักๆเลยที่พวกเขาต่อสัญญา ไม่รู้ว่าเพราะคารมดีหรือเพราะลักษณะภายนอกที่...เอ่อ.....ก็...ตามที่คุณเห็นนั่นแหละครับ” กีกวังกำลังจะอธิบายว่าผอ.น่ะน่ารัก ยิ้มก็สวย ตาก็สวย แต่พอเห็นหน้าคู่สนทนาที่กำลังส่งสายตาอำมหิตมาให้เท่านั้นแหละเป็นต้องสงบปากสงบคำทันที
“อืม...เข้าใจแล้ว”
“ว่าแต่ทำไมคุณไม่ถามท่านตรงๆล่ะครับ”
“เพราะผมรู้ว่าเขาจะไม่ยอมตอบตามตรง”
“ไม่ใช่ว่าได้คำตอบจากผมแล้วจะไล่ผมออกอย่างคนที่แล้วนะครับ..ได้ยินว่าคุณ......”
“เหตุผลหลักๆที่คุณจะไม่ได้ทำงานกับแจจุงน่ะก็คือ.. หนึ่ง คุณจุ้นจ้าน พูดอะไรไม่เข้าหูเขา สอง คุณหลงรักแฟนของเขา สาม คุณทำงานให้คนอื่นนอกจากเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต..”
“ค...ครับ....”
“ถ้าคุณไม่เข้าข่ายก็วางใจเถอะ ...ผมมีเรื่องกวนเวลาพักเที่ยงของคุณเท่านี้ล่ะ ขอบคุณมากนะครับคุณเลขาอี”
“ยินดีครับ”
จากนั้นกีกวังขอตัวกลับออฟฟิศที่อยู่ห่างไปแค่สองตึก ยุนโฮบอกลาง่ายๆตามประสาคนยังไม่สนิทกันแต่เขาไม่รู้หรอกว่ากีกวังเดินสวนกับใครที่ประตูร้าน จนกระทั่งมีคนมานั่งแทนที่กีกวังที่เพิ่งลุกออกไปและก็ดันบังเอิญว่าโลกกลมๆนี้อาจมีขนาดเท่าลูกปิงปองก็ได้เลยทำให้คนมาใหม่เป็นคนที่คุ้นเคยแถมอยู่ตัวติดกันทุกวันอย่างแจจุงเสียได้
“เครื่องชงกาแฟที่บ้านเสียหรอ?”
“คุณ!!” ยุนโฮขยำกระดาษตารางงานของแจจุงแทบไม่ทัน แต่ไม่ว่ายังไงก็ส่อพิรุดมากอยู่ดีนั่นแหละ โชคดีที่แจจุงไม่สน...ไม่สิ..แจจุงแค่แกล้งไม่สนใจในเวลานี้เท่านั้น
“ตกใจอะไร? ฉันมานึกว่าจะดีใจซะอีก”
“รู้ได้ไงว่าผมอยู่นี่” สุดหล่อยิ้มทำเนียน แต่ถามอีกฝ่ายเพราะสงสัยจริงๆ
“เธอซื้อมือถือแบบคู่รักให้ฉันใช้...มันมีGPSบอกตำแหน่งคนรักของเราได้ว่ากำลังอยู่ที่ไหน” ท่านผอ.ที่คร่ำเครียดกับงานมากเป็นพิเศษในช่วงนี้ชูโทรศัพท์มือถือขึ้นมาประกอบคำพูด เวลานั้นที่ยุนโฮต้องอุทานคนเดียวดังๆในใจว่า ‘จริงด้วย!!!!!!’ “เห็นว่าเธออยู่ใกล้ออฟฟิศฉันมากก็เลยลองเดินมาหา...”
“อ่า...แบบว่ามีคนแนะนำร้านนี้กับผมมาน่ะ แบบว่าลาเต้อร่อย”
“งั้นเหรอ?......แล้วทำไมเธอถึงสั่งอเมริกาโน่ล่ะ” ปลายนิ้วชี้ไปที่แก้วอเมริกาโน่เย็นสีเข้ม เจ้าของแก้วรีบยกขึ้นมาจิบให้เห็นกันจะๆอย่างรีบร้อน
“ไม่สิ!! ผมตั้งใจจะบอกบูว่าอเมริกาโน่มาตั้งแต่แรกแล้ว” ยุนโฮอยากจะตบหัวตัวเอง.. ให้แจจุงหน้างอใส่ตั้งแต่แรกมันจะดีกว่ามานั่งสวยคุยกับเขาในสถานการณ์อย่างนี้จริงๆนะ “อเมริกาโน่เขาอร่อย...คุณจะลองมั๊ย”
แจจุงส่ายหน้า ยิ้มให้ยุนโฮต่อ
“บู...เสาร์นี้ไปเชจูกัน”
“ช่วงนี้ไม่ได้”
“ค้างแค่คืนเดียวเอง”
“ฉันไม่มีอารมณ์จะเที่ยวไหนทั้งนั้นล่ะ เธออยากไปก็ไปสิ คิดซะว่าไปเที่ยวช่วงปิดเทอมใหญ่ก็ได้นะ”
“โธ่....”
“โอกาสหน้านะยุนโฮ ให้ฉันไม่ค่อยยุ่งแบบตอนนี้ก่อนแล้วค่อยหาเวลาไปกัน” แจจุงคิดแบบนั้นมาตั้งนานแล้ว เขาก็อยากสลัดทุกอย่างทิ้งแล้วไปเที่ยวที่ไหนสักที่กับยุนโฮอยู่เหมือนกัน ..แบบที่ว่ายิ่งไกลยิ่งดี
“....ก็ได้ แต่ระวังนะครับ เดี๋ยวอยู่ๆผมอาจจะไปโผล่ที่เชจูกับคนอื่นก็ได้ ใครจะไปรู้...”
“อย่าทำอย่างนั้นเชียว! ไม่งั้นเธอตายแน่เลยพ่อหนุ่ม”
“ฮ่าๆๆ ผมล้อเล่นหรอก! ครั้งนึงมีควีนเคยบอกผมว่าถ้านอกใจคือตายแน่ ผมเหรอจะกล้า”
“ดีมาก! ว่าแต่ฉันยังไม่ได้กินกลางวันเลย”
พวกเขากินมื้อกลางวันที่นั่น ..ยุนโฮกับทีโบนสเต็กและขนมปังกระเทียม แจจุงกับซุปครีมไก่และแครกเกอร์สองสามชิ้น เห็นได้ชัดว่าแจจุงอยู่ในกรอบที่ดีมาตลอด.. ไม่ว่าจะที่ไหนอย่างไรแต่แจจุงก็จะมีมารยาทบนอาหารที่ดูดีมากเสมอ แต่แทนที่จะชื่นชมหรือภูมิใจที่คนรักมากิริยาท่าทางที่ดีแบบนี้ยุนโฮกลับเวทนาแจจุงนักที่ถึงแม้จะไม่ต่างกับเขาในเรื่องของชาติตระกูลและฐานะทางสังคมแต่แจจุงกลับต่างมากเหลือเกินในเรื่องของการเติบมาเป็นผู้ใหญ่อย่างทุกวันนี้ และต่อจากความเวทนาแล้วตามมาก็คือความเสียใจที่มันจะเกิดขึ้นกับตัวเขาเองแทบทุกครั้ง เขาเสียใจที่แจจุงเติบโตมาแบบนี้ ไม่รู้ว่าคนรักที่เขารักมากและยังเป็นรักแรกคนนี้ผ่านอะไรมาบ้าง ผู้ชายที่สวยงามหมดจดอย่างคิมแจจุงต้องเสียใจมาแล้วตั้งกี่ครั้งกัน
“กินแค่นี้จะอิ่มหรอ”
“อิ่มสิ...แครกเกอร์นี่ก็พลังงานล้วนๆแล้ว”
“คุณรู้อะไรมั๊ย?...เหมือนผมกำลังนัดบอดกับผู้หญิงที่ฝึกมารยาทบนโต๊ะอาหารมาอย่างดีเพื่อทำให้ผู้ชายประทับใจเลย”
“ฉันเข้าใจที่เธอรู้สึกดีนะ ตอนดูตัวน่ะเห็นมาจนชิน” แจจุงยิ้มมุมปากแล้วตักซุปสีครีมเข้าปากด้วยท่าทางดูดีอย่างที่เป็นตั้งแต่แรก ในสมองกำลังนึกถึงช่วงเวลาที่เขาไปดูตัวกับผู้หญิงสองสามคน พอพวกหล่อนเห็นแจจุงก็จะพยายามเก็บอาการตื่นเต้นเอาไว้อย่างสุดความสามารถแต่ท้ายที่สุดก็ไม่เป็นผลเพราะแจจุงดูออกแล้วก็เย้ยหยันทุกคนอยู่ในใจ... ช่างเป็นช่วงเวลาที่น่ารังเกียจไม่ต่างจากตอนสวมแหวนให้อดีตภรรยาต่อหน้าสักขีพยานทั้งหลายในงานแต่งงานเลย
“คุณดูตัวมาตั้งสี่ครั้งนี่”
“ถูกต้อง...แล้วฉันก็แต่งกับคนที่สี่ไง” ยุนโฮยิ้ม... แจจุงเคยเล่าให้ฟังว่าพ่อกับแม่เลือกผู้หญิงคนที่สี่ให้เพราะหล่อนไม่มีท่าทีจะสนใจแจจุงมากเท่าสามคนแรก พวกเขาเห็นว่าคงจะดีกว่าที่จะเลือกผู้หญิงที่แสดงออกว่าสนใจลูกชายของพวกเขามากขนาดนั้น...สะใภ้ของบ้านนี้จะมีลักษณะท่าทางที่ไม่งามแบบนี้ไม่ได้
แล้วเป็นยังไง.....
สุดท้ายลูกสะใภ้คนดีของพวกเขาก็แอบติดต่อกับผู้ชายหลายๆคน พวกเขาเดทและอาจเลยเถิดถึงขั้นขึ้นเตียงกัน ส่วนลูกชายที่พวกเขาบังคับมาตลอดชีวิตก็มีชู้
น่าสมเพชเสียจริง
“กลับบ้านกันเลยมั๊ย”
“ไม่ได้ ฉันยังทำงานไม่เสร็จ”
“....ช่วงนี้คุณแก่แล้วก็โทรมมากนะ”
“แก่?”
“หน้าคุณน่ะเนื้อหายไปตั้งเยอะแล้วบู คุณทำงานหนักเกินไป”
“ฉันเกลียดการทำงานหนัก...ดังนั้นสิ่งที่ฉันทำอยู่ทุกวันนี้มันไม่ใช่งานหนักเพราะฉันไม่ได้รู้สึกเกลียดมัน ไม่ได้เกลียดมันเลยสักนิด” คนรักของยุนโฮพูดจาดูเข้าใจยาก แต่น้ำเสียงย้ำชัดยิ่งกว่าอะไรและมันบอกได้ว่าแจจุงไม่ต้องการพูดซ้ำ
“เฮ้อ....งั้นเดี๋ยวผมจะมารับคุณตอนเลิกงานนะ โอเค?”
“อื้ม”
ดูนาฬิกาข้อมืออีกครั้งก็เลยเวลาพักเที่ยงไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว พวกเขาสองคนยืนสูบบุหรี่อยู่ด้วยกันหน้าร้านแค่คนละมวนก่อนจะแยกย้ายกันไป แจจุงไม่ยอมให้ยุนโฮไปส่งที่หน้าออฟฟิศเพราะบอกว่าตอนมาก็เดินมาเอง และจังหวะที่ยุนโฮกำลังจะออกรถ แจจุงบอกบางอย่างกับเขา
“อ้อ! ถ้าอยากจะถามอะไรจากกีกวังเลขาฉันก็เข้าไปที่ออฟฟิศได้ทุกเมื่อนะ ไม่ต้องเกรงใจ”
“........เอ่อ.....”
“อย่าหนีไปไหนล่ะ เรามีเรื่องต้องคุยกัน”
“ครับ” นั่นคือคำเดียวที่ยุนโฮมีสิทธิ์พูดในตอนนั้น
xxxxxxxxxxxxxx
บรรยากาศในรถดี...ดีมาก......ดีเกินไปในความคิดยุนโฮ เพราะมันมีไม่กี่ครั้งหรอกที่แจจุงจะหยิบซีดีแผ่นโน้นแผ่นนี้มาเลือกเปิดแล้วก็ยังร้องตามไม่ขาด มันพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือที่ถ้าเป็นปกติล่ะก็แจจุงจะต้องบ่นเรื่องรถติด เรื่องลูกน้อง เรื่องสัพเพเหระมากมายเท่าที่นึกออกในตอนนั้น และจะมีแค่สองอย่างที่ยุนโฮจะทำในเวลาดังกล่าวซึ่งนั่นก็คือ ฟังและแสดงออกว่าเห็นด้วย กับ ขับรถต่อไป... แต่ในตอนนี้มันดีเกินไปจริงๆ อันที่จริงเขาก็ควรจะเอนจอยกับแจจุง เคาะจังหวะกับพวงมาลัย ผิวปากตามเพลง หรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่นั่งปาดเหงื่อแบบนี้
“แอร์ไม่เย็นหรอ? ก็ไม่หนิ ทำไมเธอเหงื่อออกล่ะยุนโฮ” แจจุงซับเหงื่อให้ ถามไถ่อย่างดีจนยุนโฮยิ่งรู้สึกเกร็ง
“ไม่ ไม่เกี่ยวกับแอร์หรอก...แบบว่าที่ผมร้อนเนี่ยผมว่าผมอาจจะมีไข้นิดๆ”
“เป็นไข้มันจะรู้สึกหนาวไม่ใช่เหรอ”
ตึง~~~!!!!
“เอ่อ.........ถ้างั้นคงไม่ใช่ไข้แล้วล่ะผมอาจจะร้อนจริงๆแหละบู”
“ฉันเห็นด้วย เธอจะเป็นไข้ไม่ได้หรอกถ้าเรายังไม่ได้คุยกัน”
“อ่อ...อย่างนั้นสินะครับ”
“อาฮะ เพราะงั้นอย่าคิดจะขับรถอ้อม เพราะจะช้าจะเร็วยังไงเราก็ต้องได้คุยกัน เข้าใจมั๊ย”
“ครับ”
“ดี! เข้าใจง่ายๆแบบนี้ฉันชอบ”
แล้วองค์ราชินีจากเรื่องสโนวไวท์และคนแคระทั้งเจ็ดก็จากไปส่วนแจจุงที่มีความสุขจนผิดสังเกตก็กลับมา นอกจากในรถจะมีเสียงเพลงของนักร้องฝั่งตะวันตกแล้วมันยังมีเสียงถอนหายใจของยุนโฮแทรกอยู่เบาๆด้วย
...........
.
.
“ให้เลขาฉันเอาอะไรมาให้?”
“เปล่า~ เราแค่บังเอิญเจอกันเฉยๆน่ะบู”
“ถ้าบังเอิญจริงๆแล้วทำไมไม่บอกฉัน”
“ก็....ผมเห็นบูก็เลยเซอร์ไพรส์จนลืมเล่าไปเลยไง”
แจจุงนั่งกอดอกอยู่ข้างๆกับยุนโฮ หลังจากที่ถือน้ำเย็นมาเสิร์ฟให้ถึงที่แล้วก็ยิงคำถามอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำเอายุนโฮแทบสำลัก
“นี่ดูอะไรอยู่?” แน่ะ จู่ๆก็เปลี่ยนเรื่องอีกแล้ว
“เอ็มไอ..”
“ไม่เห็นสนุกเลย ปิดเดี๋ยวนี้” ด้วยคำสั่งโมโนโทนนี้...ยุนโฮรีบหยิบรีโมทปิดทีวีอย่างว่องไว “ถ้าโลกนี้มีคนอย่างพระเอกจริงๆน่ะเสร็จฉันไปนานแล้วเหอะ”
“ทำไมคุณพูดอะไรแบบนี้ต่อหน้าผมล่ะ”
“แล้วเธอจะอินกับเรื่องไม่จริงทำไมเด็กน้อย”
“เด็กน้อยอีกแล้ว...”
“ยังมีคดีติดตัวอยู่เลยนะ! อย่ามาหือกับฉัน!!”
“ครับ”
“ให้เลขาฉันเอาอะไรมาให้” ให้ตายเถอะ!! นี่มันคำถามเดียวกับเมื่อกี้เลย ระดับเสียงเท่ากันเป๊ะเสียด้วย นี่ถ้าหลับตาฟังยุนโฮจะคิดว่าแจจุงอัดเสียงเอาไว้ซะอีก.
“...เปล่า”
“ฉันถามดีๆก็ตอบดีสิ...หันหน้ามาทางนี้ด้วย”
“เปล่าครับ ไม่มีอะไรจริงๆ”
“ฉันไม่ชอบคนโกหกนะที่รัก”
“โอเคครับ ผมจะตอบตามความจริงแต่ขออะไรอย่างคุณหยุดทำหน้าดุ เสียงดุ หยุดทำตัวเป็นแม่เสือใส่ผมซะทีเถอะนะ” ยุนโฮวางแก้วลงกับโต๊ะข้างหน้า แล้วขยับตัวเข้าไปใกล้ๆแจจุงจนกอดกันได้ เขาวาดวงแขนรอบตัวของสุดที่รักแล้วก็พูดด้วย
“ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าฉันน่ะมีทักษะในการจับโกหกดีมากนะ”
“ผมก็จะไม่พูดโกหก ถึงแม้ผมจะถนัดมากก็เถอะ” พูดจบก็ขโมยหอมแก้มคนในอ้อมกอดแรงๆหนึ่งที และวินาทีต่อมาก็ถูกแช่แข็งด้วยสายตาเย็นชาที่เขารู้จักดีและนั่นทำให้ยุนโฮรู้ตัวว่าควรจะเข้าเรื่องได้แล้ว
“.............”
“โอเคบู เรื่องมันเป็นอย่างงี้ เพราะผมรักบู รักบูมากๆ มากที่สุดในโลก....”
“อาฮะ”
“และผมเห็นว่าบูทำงานจนดึกจนดื่นมาหลายวันแล้ว ในฐานะคนที่รักบู รักมากๆ มากที่สุดในโลกผมก็....”
“เอาแต่พูดจาไร้สาระแบบนี้แสดงว่าคืนนี้อยากนอนโซฟาใช่มั๊ย”
“โอ้โห...ทำไมคุณโหดอย่างงี้ล่ะที่รักจ๋า~” ยุนโฮนั่งเอนตัวไปมา ในอ้อมแขนเขาจึงมีตุ๊กตาหน้านิ่งตัวหนึ่งนั่งเอนไปเอนมาด้วย “ทุกวันนี้ก็จะคลั่งรักคุณตายอยู่แล้วนะ อย่าเพิ่งดุเหมือนจะฆ่าผมแบบนี้ซี่~”
“เล่าต่อเลย ขอเนื้อๆด้วยนะ”
“โอเคครับผม! คือผมเห็นบูทำงานจนหลับคาคอมมาหลายคืนแล้วผมเป็นห่วงก็เลยแอบเอาเบอร์เลขาอีมาจากมือถือคุณแล้วก็โทรหาเขาจากนั้นก็ขอตารางงานคุณแล้วเราก็นัดเจอกันผมก็ถามถึงบรรยากาศในบริษัทแล้วก็ได้คำตอบแล้วก็ได้รู้อะไรเล็กๆน้อยๆมาคุยกันได้ครึ่งชั่วโมงเขาก็ขอตัวกลับออฟฟิศแล้วคุณก็โผล่มา.. จบครับ” แจจุงถอนหายใจยาว... ยุนโฮรีบเล่าจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ แต่ดีที่เขาจับใจความได้
“จากการแร็พของเธอ...ฉันจับใจความได้ว่า เธอขอให้เขาเอาตารางงานฉันมาให้ แล้วก็ถามเขาเรื่องนั้นเรื่องนี้ใช่ม๊ย”
“ครับ”
“ยุ่งจริงๆเลยเด็กบ้านี่!”
“โธ่...ก็ผมรักบู รักมากๆ มากที่สุดโลกไงล่ะ”
“เลิกตลกก่อนยุนโฮ!” แจจุงเสียงดังขึ้นมา จากนั้นห้องก็เงียบไปและไม่กี่วินาทีต่อมายุนโฮก็เริ่มที่จะพูดใหม่อีกครั้ง ...คราวนี้เขาจริงจัง
“บูไม่รู้เหรอว่าผมเป็นห่วง”
“รู้สิ ทำไมฉันจะไม่รู้ ..แค่มองตาเธอฉันก็รู้แล้วว่าเธอคิดอะไรอยู่บ้าง”
“นั่นแหละ ผมทำไปเพราะผมเป็นห่วงคุณ...ไม่เหนื่อยบ้างหรือไงแจจุง”
“มันก็สนุกดีนี่...สมองฉันไม่หยุดนิ่ง ฉันรู้สึกว่าฉันไม่แก่ตอนที่ทำงาน”
“คุณหลอกตัวเองอยู่ ผมดูออกนะบู คุณเหนื่อยกับงานหนักนี่มาก”
“ก็บอกว่านี่มันไม่ใช่งานหนักไงยุนโฮ”
“ต้องทำทุกอย่างให้ไม่โดนแย่งตำแหน่งเนี่ยมันไม่หนักหรือไงแจจุง? อีกอย่างคนที่รอจะนั่งแทนที่คุณก็มารออยู่แล้วด้วย ...ขนาดผมไม่ได้ทำงานยังรู้เลยว่ามันกดดันขนาดไหน”
“กีกวังเล่าเรื่องนี้ด้วยเหรอ”
“ก็ผมถาม”
“บ้าจริง!! ฉันจะไล่พวกฉลาดพูดออกให้หมดเลย!!” ตอนนี้แจจุงหงุดหงิดจริงๆ คิดไม่ถึงว่าเลขาที่ทำงานถูกใจคนนั้นจะเล่าเรื่องแบบนี้ออกมาด้วย นี่มันเป็นเรื่องใหญ่ที่ยุนโฮน่าจะได้รู้จากเขาโดยตรง
“ถ้าผมไม่ถามเขาก็ไม่เล่าออกมาหรอก ผมเองนี่แหละที่บังคับให้เขาพูด”
“แล้วไง? รู้แล้วเธอช่วยอะไรฉันได้เหรอยุนโฮ”
“อย่างน้อยผมก็หาสาเหตุที่ทำให้คุณบ้างานขนาดนี้ได้ก็แล้วกัน...พอเถอะนะแจจุงถ้ามันเหนื่อยนักก็เลิก คุณก็ทำงานตามตาราง ไม่ต้องดิ้นกับเรื่องนี้แล้ว”
“...ไม่ได้หรอก”
“ได้สิ”
“บริษัทนี้พ่อกับแม่ฉันสร้างนะ...ถ้าฉันที่เป็นลูกไม่ได้เป็นผู้สืบทอดฉันจะบาปแค่ไหน”
“ผมเพิ่งรู้นะว่าคุณกลัวบาปกับเขาด้วย”
“..............”
“คุณเคยโกหกพ่อกับแม่ว่าไปทรีทลูกค้า แต่จริงๆแล้วมาค้างกับผม...คุณไม่เห็นพูดถึงเรื่องบาปเลยนี่”
เหมือนเด็กถูกจับได้ว่าทำความผิดมา แจจุงก้มหน้า น้ำตาหยดแหมะลงบนแขนยุนโฮที่ยังกอดตนเอาไว้ และนั่นมันทำให้เจ้าตัวยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาไม่ได้
“บ้าจริง!”
“ไม่ต้องเช็ดหรอก...ให้ผมเห็นน้ำตาคุณบ้างเถอะ”
“...ฉันไม่อยากร้องไห้เลยจริงๆ”
“ผมก็จะให้คุณร้องกับผมคนเดียวเหมือนกัน...ร้องเลยถ้ามันจะทำให้คุณดีขึ้น ผมอยู่นี่แล้วจะปล่อยโฮขนาดไหนก็เอาเลย”
“ก็ได้ยุนโฮ....เธอชนะ”
“เปล่าเลย ผมแพ้คุณมาตลอดแจจุง...”
“ยอมรับก็ได้ว่ามันเหนื่อยมาก....ฉันเหนื่อยจนไม่รู้จะพูดคำว่าอะไรออกมา ...พวกเขาไม่คิดจะพิจารณางานของฉันด้วยซ้ำ พ่อก็ปล่อยให้พวกเขาโยนงานฉันทิ้งแบบไม่มีค่า นี่แหละยุนโฮ....มันคือผลของบาปที่เราทำไป” ยุนโฮที่เป็นผู้ฟังจูบที่หางตาเป็นการปลอบ..ลิ้นเขาอาจจะเสียการรับรสไปแล้วเพราะน้ำตาของแจจุงมันขมมาก อาจจะกลั่นมาจากความขมขื่นที่เจ้าตัวเก็บไว้ตลอด
“มันไม่ใช่บาปหรอกที่รัก ความรักของเราไม่ใช่บาป”
“...แล้วทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ล่ะ ทำไมฉันถึงรู้สึกเหมือนยืนอยู่ปากเหว ใครๆก็พร้อมจะผลักฉันลงไป...นี่มันบ้า!! เด็กคนนั้นที่กำลังจะได้มานั่งแท่นผู้สืบทอดแทนฉันไม่มีทั้งประสบการณ์แล้วก็สายเลือดของบ้านเรา เธอว่าฉันจะปล่อยบริษัทให้คนแบบนั้นได้ยังไง”
“แล้วคุณได้อะไรจากการปกป้องบริษัทแล้วก็ตำแหน่งของตัวเองครั้งนี้บ้าง? จะรอให้เขาโหวตให้งานที่คุณทำไม่ผ่านอีกหรอ? คุณจะต้องเจอเรื่องแบบนี้ จะต้องเหนื่อยแบบนี้อีกกี่ครั้งกันที่รัก”
“แต่ฉันก็ควรจะสู้ให้ถึงที่สุดไม่ใช่เหรอ คิดว่าฉันควรจะอยู่เฉยๆหรือไง”
“...มาทำงานกับผม”
“.............”
“ถึงบริษัทสายการบินของเราจะไม่ได้ทำธุรกิจหลากหลายอย่างบริษัทของพ่อแม่คุณแต่ผมรับประกันว่าที่นั่นจะมีที่นั่งให้คุณทำงานอย่างมีความสุข คุณจะได้เจอกับลูกค้าหลากหลายเหมือนที่คุณทำอยู่แน่นอน”
ทั้งๆที่เห็นภาพที่ยุนโฮพูดแล้วแต่แจจุงก็ยังส่ายหน้า
“ไม่ได้...จนกว่าฉันจะโดนพวกเขาถีบออกมาจากบริษัท ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น”
“ถึงแม้จะต้องกลายเป็นพนักงานธรรมดาน่ะเหรอ? แจจุง...คุณอย่าคิดว่าพวกเขาจะไม่ทำกับคุณแบบนั้นนะ”
“ต่อให้ต้องเป็นคนเดินเอกสารฉันก็จะทำ”
“คุณมันบ้าจริงๆให้ตาย!!”
“ฉันอกตัญญูมามากพอแล้ว...เหลือแค่เรื่องงานนี่แหละที่ฉันพอจะทำให้พวกเขาได้”
“ทั้งที่พวกเขาจับคุณใส่กรอบมาตั้งแต่เล็กจนโต สั่งให้คุณสอบเข้าที่นั่นที่นี่ จับคุณไปดูตัวกับผู้หญิงพวกนั้นแล้วก็แต่งงาน และนี่เขากำลังจะให้คนอื่นที่ไม่ใช่ลูกแท้ๆมารับตำแหน่งผู้สืบทอดด้วยนะ”
“อืม ฉันรู้”
“....แล้วทำไมคุณถึง.......”
“เพราะฉันปฏิเสธไม่ได้ไงว่าเขาเป็นพ่อแม่ฉัน ...สมมุติเอาละกันว่าเธอเป็นฉัน....ถ้าพ่อแม่เธอกำลังไม่เชื่อมั่นในตัวลูกอย่างเธอขณะเดียวกันพวกเขาดันไปเชื่อมั่นในตัวคนอื่นมากกว่า ฉันเชื่อว่ายังไงเธอก็ต้องทำทุกอย่างทุกวิถีทางให้เขากลับมาเชื่อเธอ...เหตุผลเดียวที่เธอจะทำอย่างนั้นก็คือเธอไม่เคยลืมเลยว่าพวกเขาเป็นพ่อแม่เธอ เธอไม่อยากให้เขารู้สึกว่าที่ผ่านมามันไร้ค่าและสูญเปล่า เธออยากให้สิ่งที่เธอทำมาตลอด31ปีมันเป็นอะไรที่จับต้องได้ เธออยากลบคำสบประมาท ลบแผลที่เขาเคยตบหน้าเธอตอนที่รู้ว่าเธอเป็นเกย์ เธอจะทิ้งทุกอย่างที่เขาทำให้เธอเสียใจ... เธอรู้ว่าเธอต้องทำ....”
ราวกับทุกอย่างหยุดนิ่ง...แจจุงใช้เวลานี้พูดมันออกมาทั้งหมด และยุนโฮที่คิดตามในสิ่งที่ได้ฟังก็เข้าใจ แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อว่าเรื่องราวของเขากับแจจุงเป็นบาปและไม่เชื่อว่านี่คือผลจากการทำบาปของตนและแจจุง นี่ก็แค่การกดดันลูกชายของตัวเองของพ่อแม่แจจุง พอพวกเขารู้ว่าลูกชายของเขาเป็นเกย์...ทุกอย่างก็จบสิ้น โลกแห่งความหวังในตัวลูกชายคนนี้แตกเป็นเสี่ยงๆ จากนั้นจึงต้องการจะผลักเขาออกไป...
พวกเขาบ้า ยุนโฮเข้าใจว่าอย่างนั้น
“เห็นมั๊ย....ผมแพ้คุณอีกแล้วที่รัก”
ยุนโฮคลายกอด เขาจับแจจุงหันหน้ามามองกันตรงๆ..แต่แล้วก็ต้องยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าน้ำตาของอีกฝ่ายนั้นแห้งไปหมดแล้ว นอกจากนั้นแจจุงยังยิ้มให้เขา ขอบตาบอบช้ำจากการร้องไห้จนบวมแดง แผงขนตายังเปียกน้ำตาอยู่นิดหน่อย ....
แต่ยุนโฮก็หยุดยิ้มไม่ได้เมื่อหยุดคิดอะไรบางอย่างได้...
แป๊บเดียวจริงๆ แจจุงร้องไห้แค่แป๊บเดียว แป๊บเดียวเท่านั้นเอง
“คุณมันบ้า....”
“แต่เธอก็หลงรักฉัน”
“’งั้นผมก็คงจะบ้าเหมือนกันนั่นแหละ!”
เหมือนมีอะไรดึงดูด.... พวกเขาจูบกันและขณะนั้นหัวใจก็ยังเต้นแรงเฉกเช่นทุกครั้ง แจจุงยกแขนคล้องไว้ที่คอของยุนโฮก่อนที่จะสอดมือเข้าไปในกลุ่มผมสีน้ำตาลเข้มเหมือนกับที่ยุนโฮกอดรัดเอวของเขา เสียงครางแว่วออกมาจากภายใน ริมฝีปากของทั้งสองดูดดึงกันจนเป็นสีแดงและฉ่ำน้ำใสๆไม่ต่างกัน จูบนี้ชักจะล้ำลึกดูดดื่มมากขึ้นเรื่อยๆ เสี้ยววินาทีหนึ่งแจจุงแทบหมดสติเพราะหายใจไม่ทัน หรือไม่แน่...เสี้ยววินาทีนั้นพวกเขาอาจจะกำลังดึงดูดวิญญาณของกันและกันมาผูกติดและเกี่ยวพันกันเอาไว้ จะได้ไม่มีใครจากไปไหน..
“รับปากผมหน่อย”
“ว่า?”
“เวลาคุณหอบงานกลับมาทำบ้าน คุณจะนั่งทำงานถึงสามทุ่มเท่านั้น...”
“สามทุ่ม? ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลยนะ”
“ในเวลาแบบนี้นะแจจุง” คุณควรจะทำตัวว่าง่ายสักหน่อย... ยุนโฮหมายถึงอย่างนั้น
“...ก็ได้”
“อีกอย่าง”
“ว่ามา...”
“เครียดให้น้อยๆลงหน่อยแล้วคุณจะกินอะไรๆในปริมาณปกติได้เอง” เพราะช่วงนี้แจจุงกินได้น้อยมาก น่าจะมาจากความเครียดแน่ๆ
“ฉันจะพยายาม”
“อ้อ...มีอีกอย่าง สุดท้ายแล้ว”
“...เรื่องมากจริงๆเลย!!”
“หลังสามทุ่มทุกคืน...โอเค สามวันต่อสัปดาห์ก็ได้.. ไม่นับเสาร์กับอาทิตย์...มีเซ็กส์กัน”
“ว่าแล้วว่าต้องเรื่องนี้....กะจะไม่ปล่อยวางจริงๆใช่มั๊ยเนี่ยยุนโฮ”
“ก็จนกว่าเราคนใดคนนึงจะไม่ไหวนั่นแหละ เถอะน่าแจจุง ไม่งั้นผมหงอยเป็นหมาป่วยแน่ๆเลยนะ”
“สามวันอะไรก็ไม่รู้ไร้สาระ! เอางี้....อยากเมื่อไรวันไหนก็ทำ แต่ถ้าวันไหนฉันมีนัดหรือประชุมสำคัญคืนนั้นจำเป็นต้องงดนะ”
“จริงอ่ะ?”
“ถามมากเดี๋ยวก็เปลี่ยนใจซะหรอก!”
“งั้นตกลงเลยครับควีน!”
“...ฉันไม่อยากให้เธอห่วงฉันจนหงอย ดังนั้นฉันจะทำงานนอกเวลาให้น้อยลง แล้วมีอะไรก็จะเอามาระบายกับเธอ...จะให้เธอรู้ตารางงานของฉันทุกเดือน ...พอมั๊ย?”
ถ้าเทียบกับหลายๆวันในช่วงนี้... วันนี้แจจุงใจดีกับยุนโฮมากถึงแม้ก่อนหน้านี้จะดุไปหน่อยก็ตาม ยุนโฮรักช่วงเวลานี้มาก เขามักจะอ้อนแจจุงเหมือนเด็กๆและแจจุงก็จะเขินแต่พยายามจะเก็บอาการ สุดท้ายก็จะตามใจเขาไปหมด
ก็คงจะจริง....เขามันเด็กน้อยของแจจุง
“...ผมกำลังคิดอยู่ว่าจะขออะไรอีกดี”
“คงเป็นเรื่องอย่างว่าอีกล่ะสิพ่อนักรัก”
“เสาร์นี้ไปเชจูกัน...ผมเชคตารางแล้วว่าคุณว่าง แล้วถ้าไปก็อย่าเอาแต่ทำงาน ได้โปรดเที่ยวกับผม นอนกับผม เหตุผลก็คือผมรักบู...”
“รักมากๆ มากที่สุดในโลก...จนฉันพูดตามได้แล้วนะเนี่ย!”
“ตกลงก่อนสิคุณ”
“...ก็ได้! ไปก็ไป!!”
“ดีมาก~~ ให้ผมจูบอีกทีเนอะ”
“อื้ม”
ราวกับพวกเขาจูบกันในโบสถ์หลังจากที่สวมแหวนหรือไม่ก็หลังจากว่าคำสาบานว่าจะรักและอยู่ด้วยกันไปตลอดไม่ว่าจะในยามสุขหรือเศร้า
ไม่มีสักขีพยานสักคน ไม่มีบาทหลวง ไม่มีใครหรืออะไรทั้งสิ้นนอกจากพวกเขาแค่สองคน ....
TBC
ตอนที่สามนี่เป็นอะไรที่อวลหัวใจมากเลยค่ะไรเตอร์
ReplyDeleteบอกไม่ถูกจริงๆ น้ำตามันจะไหลเพราะความรักของสองคนนี้
หัวใจทำงานหนักจริงๆกับฟิคของไรเตอร์ TT[]TT
จะรอตอนต่อไปนะคะ เป็นกำลังใจให้กับไรเตอร์และบูกับเด็กน้อยด้วยค่ะ ><
คือยุนน่ารักมากกกกกกกกกกกกกก ♥♥
ReplyDeleteเป็นสามีที่ห่วงแจเว่อร์ๆได้อีกอ่ะ =..=
มีเรียกเลขามาพบเป็นการส่วนตัวด้วย 5555
แต่คุณสมบัติเลขานี่ เค้าเป็นไม่ได้จริงจัง
เพราะข้อสองนะ แอบชอบแฟนแจ TT
ฮืออออ ขอชองยุนโฮก็อปปี้สัก 1 คนได้ไหมมมมม ?