August 18, 2012

[FIC] Gotta be you [YUNHOxJAEJUNG][02]


user posted image
QUOTE
เม้ามอยกันจ้ะ hashtag #gottabeYJ

-------------



“ยิ้มอีกแล้วน๊า...” ใบหน้าหวานๆภายใต้แว่นสายตากรอบสีดำหันไปมองต้นเสียงคุ้นหูที่มักจะได้ยินว่าแซวคล้ายๆอย่างนี้ทุกวันแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆก่อนจะส่ายหน้าให้รุ่นน้องในแผนกที่ล่าสุดแปรพรรคไปเข้าข้างยุนโฮแล้วเรียบร้อยหลังจากที่พาไปเจอกันที่ร้านเหล้าข้างทางเพียงครั้งเดียว “ยุนโฮส่งข้อความมาเหรอ?”

“เด็กนั่นชอบส่งข้อความมาบอกให้ฉันกินข้าวจริงๆ เป็นอะไรของเขากันนะ”

“ก็คนเขาเป็นห่วงน่ะสิพี่แจจุง!”

“น้อยๆหน่อยจุนซู~”

คิมจุนซูถอนหายใจแล้วก็เดินเข้ามาเอาคางเกยไหล่รุ่นพี่ที่กำลังถือกล้องถ่ายภาพเสื้อผ้าแต่ละชุดอย่างตั้งใจ ถึงแม้จะเขาจะเป็นพนักงานประจำที่อายุ23แล้วแต่ก็ยังชอบทำตัวเหมือนเด็กประถมอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะกับหัวหน้าที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก

“เอาน่า...คุณหัวหน้า มีคนคอยเป็นห่วงน่ะน่าอิจฉาจะตาย”

“จะคิดอย่างนั้นก็แล้วกันนะ”

“โถๆๆดูสิทำเป็นไม่ค่อยเต็มใจ ผมเห็นนะว่ามีรูปคู่กันอยู่ในมือถือด้วยน่ะ”

“ก็แค่ถ่ายรูปด้วยกัน...”

“แบบว่าหน้าห่างกันไม่ถึงคืบ”

“ก็มันจะหลุดเฟรม”

“ยิ้มแป้นเลยด้วย”

“แล้วใจคอจะให้ฉันร้องไห้ใส่กล้องหรือไง?”

“พี่รักเด็กไปแล้วรู้ตัวบ้างมั๊ยเนี่ย!?”

“ยังไม่ขนาดนั้นหรอก...ฉันไม่ได้ปล่อยตัวปล่อยใจไปทั้งหมดสักหน่อย” แจจุงสะบัดตัวหนีเด็กขี้อ้อนไปทำอะไรสักอย่างกับสมุดโน๊ตของตัวเอง

“ก็แล้วทำไมไม่ปล่อยไปให้หมดเลยล่ะ”

“แล้วแบบที่เป็นอยู่มันไม่ดีหรอ”

“พี่นี่โคตรเห็นแก่ตัวเลย”

“หา!?”

“พี่ว่าที่เป็นอยู่มันดีแล้วใช่มั๊ย? แล้วพี่ว่ายุนโฮคิดว่าดีเหมือนพี่หรือเปล่า...นี่ สำหรับทุกกรณีน่ะนะ คนให้ยังไงก็เสียเปรียบคนรับอยู่ดีนะ ยุนโฮก็ให้พี่ ให้ๆๆ ให้อยู่นั่น...พี่ก็รับๆๆๆ แล้วก็ยิ้มให้เป็นทิปนิดหน่อย ผมสงสารยุนโฮนะ”

“เปลี่ยนเรื่องเถอะจุนซู”

“พี่คิดดีๆสิยุนโฮน่ะดีมากเลยนะ ถึงจะไม่ค่อยรวยแต่เขาก็เท่ดีนะ เขากล้ารักพี่มากกว่าคนเก่านั่นตั้งเยอะ”

“...............”

“ดีแล้วที่พี่ตัดใจได้”

“...อืม”

“เพราะงั้น...อย่าปล่อยให้ยุนโฮเพื่อนผมรอนานกว่านี้เลยน๊า~~”

“ปลื้มมากนักก็ไปเป็นแฟนกับยุนโฮเองซะเลยสิเรานี่ คงหลงเสน่ห์หนุ่มฟิกเกียร์เข้าแล้วเต็มๆสินะ”

“ไม่ได้หลงแบบนั้นหรอกนะ ก็แค่อยากให้พี่ลงเอยกับคนดีๆบ้างน่ะ...”

“ที่ผ่านมาฉันลงเอยกับคนไม่ดีมาตลอดเลยงั้นสิ”

“ก็มีคนที่แล้วนี่แหละที่พอจะพูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่าไม่ดี!”

“อย่าพูดถึงเขาแบบนั้นสิ”

“แน่ะ!!”

“มาช่วยกันทำงานดีกว่าเจ้าลูกน้อง หัวหน้าอยากจะออกไปสูบบุหรี่สักหน่อย”

พอเอาตำแหน่งในหน้าที่การงานมาพูด จุนซูก็ต้องยอมทำตามอย่างไม่อิดออด แล้วแจจุงก็ได้พาตัวเองออกมาข้างนอก เขานั่งสูบบุหรี่คิดอะไรไปเรื่อย จนกระทั่งที่คำพูดของจุนซูที่ได้ยินเมื่อครู่นี้วนกลับมาให้ขบคิดเป็นเรื่องเป็นราวอีกครั้ง

คนที่แล้ว...
ที่ยังไม่ได้บอกเลิกกันเลยน่ะเหรอ?

“หึ...”

แจจุงหัวเราะราวกับเย้ยหยันตัวเอง... สมน้ำหน้าในความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่ทว่าหัวใจกลับไม่เคยรู้สึกเป็นอิสระจากคนเก่าที่ผ่านมาแล้วก็ติดเป็นสติ๊กเกอร์อยู่ในใจเลยสักวัน
สติ๊กเกอร์แผ่นใหม่ก็มีเข้ามา... แต่แจจุงติดทับแผ่นเก่าไม่ได้ แม้จะลองพยายามแล้วหลายครั้ง
ติดยุนโฮได้ทุกที่ ยกเว้นหัวใจที่ไม่เคยว่างเปล่าอย่างแท้จริง ซึ่งนี่เป็นความจริงที่คงไม่มีใครรู้นอกจากตัวเอง

คนที่แล้ว...
คนอายุน้อยกว่าที่ไม่เคยคบกันอย่างราบรื่นเพราะถูกครอบครัวของอีกฝ่ายกีดกัน แต่ถึงกระนั้นก็ยังดันทุรังจับมือกันอยู่ได้ตั้งหนึ่งปีเต็ม พอจบปริญญาตรี ฝ่ายนั้นก็หายหน้าไป...รู้ข่าวอีกทีก็เมื่อมีคนมาบอกว่าเขาไปต่อโทอยู่ที่ไหนสักที่ในอังกฤษ หากขณะนั้นก็นึกถามอยู่ในใจว่านอกจากการหายไปอย่างเงียบเชียบแล้วจะไม่มีการบอกอะไรอีกจริงหรือ?
อีเมลล์ทุกฉบับที่ตอบกลับแค่ฉบับเดียวด้วยการบอกว่าขอโทษที่ต้องทำแบบนี้ ยังรักอยู่ไม่เคยเปลี่ยน ...อะไรสักอย่าง
มันเป็นความรักที่ลำบาก และมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการถูกข่มขู่จากผู้ชายตัวใหญ่หน้าโหดว่าถ้าไม่ยอมเลิกกับลูกชายของท่านประธานผู้ยิ่งใหญ่คนนั้น ร้านเสื้อผ้าที่ร่วมลงทุนกับกลุ่มเพื่อนจะมีปัญหา การที่ถูกบีบให้ลาออกจากที่ทำงานเก่าและหลังจากนั้นก็ต้องส่งใบสมัครไปทั่วเพราะร้านเสื้อผ้าที่เพิ่งเปิดยังต้องค่อยๆเติบโตและคงใช้เวลาอีกมากกว่าจะได้ทุนคืน

แจจุงได้รับคำขอโทษจากแฟนเก่ามามากมายเหลือเกิน
อาจจะสูสีหรือมากกว่าคำว่ารักแล้วด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่เคยเบื่อ กลับยินดีด้วยซ้ำที่ได้รับรู้ว่ามีใครสักคนสนใจในเรื่องเล็กๆพวกนั้น มันเป็นเช่นนั้นเสมอก่อนที่เขาจะหายไปและติดต่อกลับมาแค่อีเมลล์ฉบับเดียวฉบับนั้น

ในขณะนี้มันยังเป็นรักอยู่หรือไม่ก็ไม่มีใครรู้
แต่ความรักที่มีกันตอนนั้นมันมากมายเหลือเกินจนไม่สามารถละทิ้งไปได้ง่ายๆ
เหตุนี้ก็เลยไม่ตัดใจ...

ระหว่างแจจุงกับคนใหม่อย่างยุนโฮที่ต่างกันทั้งรสนิยม ความชอบและอายุก็เลยมีอะไรบางๆกันอยู่ สติ๊กเกอร์แผ่นใหม่ก็ยังไม่สามารถติดลงบนหัวใจแจจุงที่ไม่เคยแกะสติ๊กเกอร์เก่าแผ่นนั้นออกไปได้สักที

แจจุงอาจต้องแกะออก ถึงมันจะทำให้มีร่องรอย มีความถลอกปอกเปิกบ้างก็อาจต้องยอมแลก.........................

หรือ ยุนโฮอาจจะต้องดีกว่านี้ ดีมากขึ้น ดีจนไม่รู้จะดียังไงให้แจจุงเห็น


ต้องทำอย่างไรถึงจะมีความสุขกันสักที



“เฮ้อ...ทำงานต่อดีกว่า”


xxxxxxxxxxxxxxxxx



ยุนโฮมองแล้วมองอีกจนเขาคิดว่าคงเปลี่ยนไปมองอย่างอื่นรอบข้างไม่ได้อีกแล้วเมื่อแจจุงจับดินสอวาดแบบเสื้ออย่างคล่องแคล่ว เวลาทำงานแบบนี้แจจุงจะใส่แว่นสายตา ทำหน้าจริงจังโดยไม่รู้ตัวและขณะที่มือขยับไปตามจังหวะความคิดในสมอง ริมฝีปากกับลิ้นก็แตะกันแทบจะตลอดเวลาจนทำให้กลีบปากสีชมพูที่ดูจะนุ่มมากเพราะลิปมันกลิ่นวานิลลาที่เจ้าตัวทาติดจนเป็นนิสัยถูกเคลือบเป็นเงาเหมือนพวกนางแบบลิปสติกสักยี่ห้อที่เคยเห้น...น่าคิดลึกยิ่งกว่าปกติ
และมัวแต่นั่งดูไปดูมาแบบนี้ก็เพิ่งสังเกตได้เหมือนกันว่ากาแฟเย็นที่เจ้าตัวสั่งมาละลายไปมากแล้ว

“ผมว่า...กาแฟพี่ต้องรสชาติใช้ไม่ได้แล้วแน่ๆ”

“อืม ช่างมันเถอะ เดี๋ยวค่อยกิน”

“แต่ละลายแล้วจะกินยังไงล่ะ?”

“มันก็อร่อยในแบบของมันน่า...”

เขาไม่พูด หรือไม่ก็พูดไม่ออกเลยเมื่อแจจุงบอกอย่างนั้น แต่ดวงตาเรียวๆกลับจ้องมองงานของแจจุงต่อไปทั้งที่จริงๆแล้วเหตุผลของการออกจากบ้านวันนี้ไม่ใช่เพื่อมานั่งมองคนสวยคนนี้ทำงาน...แต่มันเป็นเพราะเจ้าตัวโทรมาหาต่างหากว่าอยากจะได้จักรยานอย่างเขาสักคัน...

“คุณดีไซน์เนอร์ครับ...เรื่องจักรยานที่โทรหาผมเมื่อเช้าน่ะ”

“อ๊า...ฉันลืมสนิทเลย!” คนเก่งหยุดมือแล้ววางดินสอทันทีที่ได้รับการเตือนสติ แถมยังเกาหัวแรงๆระบายอารมณ์หงุดหงิดกับความขี้ลืมของตัวเอง “ลืมไปเลยจริงๆ”

“ไม่เป็นไร...พี่ทำงานก่อนก็ได้นะ”

“โทษที เมื่อกี้หัวกำลังแล่นก็เลยลืมทุกอย่างไปหมดเลยน่ะ”

“งั้นแสดงว่าตอนนี้มันก็หยุดแล่นแล้วสิ”

“อือ”

“ผมขอโทษ”

“ช่างมันเถอะยุนโฮ...ส่วนเรื่องที่ฉันบอกว่าอยากได้จักรยานน่ะ......”

“พี่จะขี่เองเหรอ? ถ้างั้นรออย่างเร็วที่สุดสักเดือนนึงได้มั๊ย เดี๋ยวผมประกอบให้เองเลย” ยุนโฮเคยทุ่มเทกับจักรยานของตัวเองมาครั้งหนึ่งแล้ว เขาคิดอย่างแน่วแน่เลยว่าถ้าจะทำให้แจจุงอีกสักคัน...คงไม่ยากเท่าไหร่

“เปล่า...ก็แค่อยากได้ไปแต่งร้านตอนเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่น่ะ เจ้าพวกหุ้นส่วนของฉันเห็นตรงกันว่าตอนนี้ไอ้จักรยานฟิกๆอะไรนั่นมันลงตัวที่สุดแล้ว พอได้ยินแบบนี้ฉันก็คิดถึงนายเป็นคนแรกเลย” ไม่รู้แจจุงแกล้งพูดให้ยุนโฮดีใจหรือเปล่า แต่นั่นทำให้คนตัวโตยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว “นายพอจะหาอีกสักคันที่ดูดีเหมือนของนายได้มั๊ย เอาแบบที่มองปราดเดียวแล้วรู้เลยว่าเป็นของดีมีราคาน่ะ” พยายามอธิบายไปตาก็มองจักรยานสีเขียวของยุนโฮที่จอดไว้ข้างนอกไป... “อ้อ! ล้อนั่นก็เท่มากเลย คลาสซี่สุดๆ ฉันอยากได้แบบนั้น”

“อยากได้แบบ...เอ่อ ...คลาสซี่ เลยใช่มั๊ย?”

“อื้ม”

“รีบมั๊ย?”

“รีบสิ จะเปิดตัวอยู่อาทิตย์สองอาทิตย์นี้แล้ว”

“โจทย์ยากแฮะ ไอ้ที่พี่ว่าคลาสๆซี่ๆอะไรนั่นน่ะผมสั่งมาจากเยอรมัน ส่วนอื่นๆก็เหมือนกัน...แทบหาไม่ได้ในประเทศเราเลย”
“จริงดิ?”

“แต่ถ้าถึงกับบอกว่าคิดถึงผมเป็นคนแรกล่ะก็....ผมจะช่วยพี่เต็มทีเลย”
“ยังไงก็ลองถามใครๆในแก๊งนายให้หน่อยเถอะนะ รับรองว่าพวกฉันไม่ขโมยไปขายต่อหรือขี่เองแน่”

“ผมไม่เคยคิดอย่างนั้นหรอก~”

“ก็ได้ยินว่าพวกนี้เขาต้องรักต้องหวงของอยู่แล้วนี่ แล้วไอ้รถฟิกๆอะไรนี่ก็ใช่ว่าจะถูกซะด้วย...ขนาดของนายยัง.....”

“แต่ถ้าพี่จะยืมน่ะ ผมไม่หวงหรอก จะเอาไปวันนี้เลยก็ได้นะครับ เพราะที่อู่เพิ่งโทรมาบอกว่ารถผมจะใกล้จะซ่อมเสร็จแล้วพอดีเลย”

“เอ๊ะ!?” แจจุงทำตาโตชวนให้ใจสั่น ดูจะตกใจมากที่ได้ยินอย่างชัดเจนในครั้งเดียวว่ายุนโฮจะให้ยืม “จะดีเหรอ?”

“ดีแล้วล่ะ ยังไงถ้าไปหายืมจากคนอื่นคนยากน่ะ”

“ถ้าอย่างงั้นก็ขอบคุณนายมากเลยนะยุนโฮ” ยุนโฮว่าแจจุงยิ้มเหมือนนางฟ้า ต่อให้คนทั้งโลกบอกว่าไม่เหมือนเขาก็ไม่สนใจ งั้นสมมุติไปเลยก็แล้วกันว่าโลกทั้งใบมีแค่เขากับแจจุงอยู่กันสองคน

“แต่...ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนนะครับ”

“หืม?”

“คืนวันเสาร์หน้าพี่ต้องไปกับผม”

“ไปไหน?”

“ที่ร้านเพื่อนผมจัดปาร์ตี้คนโสด”

“นั่นชื่องานเรอะ!? ไร้รสนิยมมาก!”

“ก็แหม...จัดกันในผับเล็กๆเอง งานใหญ่ที่ไหนเขาจะให้ผมเป็นดีเจล่ะ นี่นามบัตรร้าน... นะครับพี่แจจุง...เขาอัดรายการกันทุกวันศุกร์ไม่ใช่เหรอ ไปเถอะนะ....”

ยุนโฮเป็นดีเจกับเขาด้วย! เขารับจ๊อบตามผับบ้างอย่างในโอกาสพิเศษที่ชวนแกมบังคับแจจุงนี้ก็เช่นกัน ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าคงดีไม่น้อยเลยถ้าหากแจจุงไปอยู่ในปาร์ตี้คืนนี้... เป็นจุดในจุดหนึ่งให้เขามองเพื่อเอากำลังใจตอนที่ทำงาน

“ขอดูตารางก่อนนะ” คนพูดหยิบมือถือขึ้นมาดูปฏิทิน บางทีตารางอาจจะไม่ว่างก็ได้ “ว๊า...วันอาทิตย์ดันมีงานแต่เช้าน่ะสิ”

“............”

“เดี๋ยวใกล้ๆจะบอกอีกทีนะ”

สุดหล่อทำหน้าหงอยไปเลยในขณะที่แจจุงบอกสั้นๆว่าขอโทษแล้วก็เริ่มจับดินสอทำงานอีกครั้ง แจจุงอาจจะไม่ทันสังเกตว่าสีหน้ายุนโฮในตอนนี้แย่ลงไปขนาดไหน กว่าจะสนใจกันอีกทีก็ตอนที่รู้สึกว่าหนุ่มน้อยหน้างอตรงหน้ารวบข้าวของไม่กี่ชิ้นของตัวเองโยนลงในกระเป๋าเป้แล้วก็หุนหันพลันแล่นออกจากร้านไปโดยไม่ล่ำลา
...แล้วเขาก็ขี่จักรยานคู่ใจออกไปทันที ไม่ได้หันมามองแจจุงที่ออกมายืนมองอยู่หน้าร้านด้วยสีหน้าที่แย่พอกันเลย

“โตขนาดนี้แล้วยังจะงอนอยู่อีก...”


xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx



วันนี้เป็นวันศุกร์แจจุงประจำอยู่ที่ห้องแต่งตัวสำหรับพิธีกร หัวหน้าฝ่ายอย่างเขาก้าวฉับๆอย่างคล่องแคล่วไปดูแลเรื่องเสื้อผ้าและความเรียบร้อยกับแต่ละคนอย่างตั้งอกตั้งใจ พิธีกรหญิงอารมณ์ดีของรายการยังแซวแจจุงว่าเป็นขวัญใจของลูกสาวตัวน้อยของเธอเหมือนที่เคยพูดอยู่บ่อยๆ แจจุงเป็นที่ชื่นชอบมากในที่ทำงาน คงเพราะหน้าตาดี ทำงานเก่ง เพอร์เฟคไปหมดในสายตาพวกเขา ก็เลยถูกมองว่าน่ารักน่าเอาใจดังนั้นเวลาที่คุณหัวหน้าไม่เข้ากองถ่ายหรือสถานีในวันที่มีอัดรายการจะต้องมีคนถามหากันไม่ขาดปากทุกทีไป

จัดการเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลารอให้รายการถ่ายทำจนเสร็จแล้วดูแลรับผิดชอบเสื้อผ้าที่ทั้งยืมทั้งซื้อมาเป็นขั้นตอนสุดท้าย ระหว่างที่กำลังมีความสุขกับหน้าเว็บลุคบุ้คเด็กฝึกงานก็วิ่งโร่เข้ามาบอกว่ามีคนมารอพบอยู่ที่ชั้นล่าง เจ้าหล่อนไม่ยอมบอกชื่อตั้งแต่แรก เอาแต่พูดซ้ำๆอยู่นั่นเองว่าเขาหล่อ สูงชะลูด แต่งตัวดีมีคลาส อิจฉาพี่แจจุงจริงๆที่มีแต่คนหล่อๆมาหา...

“เขาบอกว่าชื่อชางมินล่ะ”

พอได้ยินแล้วแจจุงก็นิ่งจนเพื่อนร่วมงานต้องถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง แต่จากนั้นเจ้าตัวก็ส่ายหน้าบอกว่าไม่มีอะไรแล้วก็หยิบของที่ต้องติดตัวทุกครั้งอย่างโทรศัพท์มือถือเดินออกไปหาคนที่มารอพบทั้งที่อะไรในหัวกำลังตีกันยุ่งเหยิงไปหมดไม่รู้จักหยุดจักหย่อน
ถ้าขณะนี้จุนซูไม่ลากิจไปดูมินิคอนเสิร์ตของวันไดเรคชันก็คงจะโวยวายยกใหญ่...


ชิม ชางมิน
...

เขายังคงสูงโปร่งไม่เปลี่ยนเลย วันนี้เขาใส่สูทสีดำคัตติ้งละเอียดยิบอย่างของแบรนด์เนมระดับไฮเอนด์ ใส่รองเท้าหนังสวยๆ ดูดีมีระดับเป็นที่สุด และอีกอย่างที่ยังไม่เปลี่ยนไปเลยคือรอยยิ้มที่สดใสและอบอุ่น เขายังยิ้มให้แจจุงแบบนั้น ชายหนุ่มมีช่อกุกลาบสีโอลด์โรสอยู่ในมือและเขายื่นให้แจจุงก่อนที่จะทักทายกันเสียอีก เขาเลือกดอกไม้ถูกใจอีกแล้ว...
มันไม่ต่างเลยกับวันที่พวกเขาจับมือกัน ฝ่าฟัน และปลอบแจจุงด้วยคำพูดดีๆเมื่อไม่อาจกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป...
เขากลับมาแล้ว

“ผมขอโทษ”

“ชางมิน...”

“แต่ว่า...ต่อไปนี้จะไม่มีปัญหาอะไรอีกแล้วนะ”

“หืม?”

“ผมได้เป็นประธานบริษัทแล้ว” เขาจะบอกว่าเป็นอิสระจากแม่จอมบงการแล้วหรือยังไงกัน? “จะไม่มีใครมาขัดขวางเราอีกแล้วนะครับแจจุง”

“ดี...ดีจังเลยนะ”

แจจุงยิ้มด้วยความตื้นตัน แต่ก็รู้สึกว่ามันอยู่ในระดับนึงเท่านั้น ไม่ได้ทำให้หัวใจลิงโลดไปมากกว่านี้ได้ น่าแปลกใจ...แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งคิดให้วุ่นวายมันเป็นเพราะอะไร

“ผมปล่อยให้คุณรอนานไปหรือเปล่า...ขอโทษนะ”

“นี่มัน...สวยมาก...” ดวงตากลมๆทอดมองช่อกุหลาบที่เพิ่งได้รับแล้วก็ทำน้ำตาหยดลงไปในช่อดอกไม้นั่นสักหยดสองหยด ก่อนที่จะได้เช็ดน้ำตาอันเปียกปอนก็ถูกดึงเข้าไปกอดเสียก่อน “...ชางมิน!?”

“โทษที...ผมแค่อยากบอกคุณ...ผมอยู่นี่แล้วนะแจจุง ต่อไปนี้ผมพร้อมแล้วที่จะดูแลคุณเหมือนเดิมแล้ว”

“อืม”

“ขอโทษที่ทำได้แค่ตอบอีเมลล์ฉบับนั้น ผมขอโทษที่ขี้ขลาด...คุณโกรธผมหรือเปล่า” เขากอดแจจุงแน่นๆพลางจูบกระหม่อมอย่างรักใคร่หวงแหน พูดกับแจจุงด้วยน้ำเสียงที่ตรงกับความรู้สึก “ผมกลัวว่าคุณจะไม่เชื่อผมแล้ว...กลัวจริงๆเลยแจจุง”

“เชื่อสิ...ฉันเชื่อชางมิน...”

“งั้น...” เขาดึงแจจุงออกจากอก และเพราะสูงกว่าก็เลยต้องก้มเล็กน้อยเพื่อใช้ปลายหัวแม่มือปาดน้ำตาของแจจุง “กลับมาเป็นเหมือนเดิมกันนะครับ”

“.........” แจจุงไม่มีคำพูดใดไม่ว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธ เจ้าตัวกลับปล่อยน้ำตาให้ไหลลงมาอีกระลอก ร้องไห้อย่างไม่นึกอายสายตาใครต่อใครที่มองตั้งแต่ตอนที่พวกเขากอดกันอีกต่อไปแล้ว

มันทั้งตื้นตัน สับสน และเจ็บปวด...
ทำไมแจจุงถึงเห็นภาพชางมินที่แสนดีและภาพครูสอนเต้นช่างเอาใจซ้อนทับกันในขณะนี้ ทำไมนะ?

“โถ...ที่รัก” ชางมินกอดแจจุงอีกครั้ง คราวนี้เขาตั้งใจจะให้แจจุงร้องเสียให้พอถ้าหากน้ำตาพวกนั้นถูกเก็บกักเอาไว้นานแล้วตั้งแต่ที่เขาไม่อยู่ ยินดีให้แจจุงระบายความอัดอั้นออกมาเต็มที่


ชางมินน่าจะได้รู้จักยุนโฮ... เขาจะได้รู้ว่าวันนี้น้ำตาของแจจุงไม่ได้ไหลออกมาเพราะความขี้ขลาดของเขาเพียงคนเดียวแต่มันอาจไหลออกมาเพราะความดีของยุนโฮด้วยก็ได้


.
.



และนั่นอาจเป็นก้าวแรกที่ครูสอนเต้นรูปหล่อยอมถอยตั้งแต่ที่เขาได้เจอกับพี่แจจุง... เขาไม่รู้ว่าที่รู้สึกอยู่ตอนนี้คืออะไร หรือนี่มันคืออะไรที่เขาเรียกมันว่าความเจ็บปวด? หรือมันคือเข็มพันๆเล่มทิ่มหัวใจของเขา หรือมันคือมีดสักเล่มที่ปักอยู่กลางอก หรือเป็นเพราะต้นไฮเดรนเยียที่เขาถือมายังไม่ทันได้ออกดอกสวยๆไปเทียบกับช่อกุหลาบสีโอลด์โรสนั่น อาจเป็นเพราะพวกเขากอดกัน อาจเป็นเพราะไม่รู้มาก่อนเลยว่ามีใครที่ทำให้แจจุงร้องไห้ได้ขนาดนั้น อาจเป็นเพราะเขามาทีหลัง

อาจเป็นทุกอย่าง...



เขาวางกระถางต้นไฮเดรนเยียที่ตั้งใจจะซื้อมาง้อโทษฐานที่ขี้งอนอย่างไร้สาระเมื่อวันก่อนลงกับพื้นหลังจากที่ประคับประครองมันใส่กระเป๋าเป้ใบเก่งแล้วปั่นจักรยานคู่ใจมาที่นี่ก่อนจะนึกได้ว่าควรจะไปให้พ้นจากที่นี่แล้วหาอะไรดีๆทำให้ไม่ต้องฟุ้งซ่าน เพราะดูแล้วคืนพรุ่งนี้คงจะสนุกกับการเป็นดีเจที่ผับจนไม่มีเวลานอนแน่ๆ สุดหล่อทำใจแล้วว่ายังไงคืนปาร์ตี้ที่แจจุงบอกว่าชื่อมันห่วยนั่นเขาคงจะไม่ได้มองไปที่แจจุงแล้วก็เปิดเพลงเท่ๆ ชวนแจจุงเต้นด้วยเพลงจังหวะสนุกๆจากเขาอย่างที่ตั้งใจเอาไว้แล้ว

ตอนเด็กๆยุนโฮเคยสงสัยว่าโตไปแล้วจะร้องไห้เพราะอะไรและตอนไหนบ้างนะ?
คงไม่ใช่การขังตัวเองในห้องแล้วก็นั่งกอดเข่าร้องไห้ประชดแม่เหมือนตอนเด็กๆแล้วแน่นอน แต่ตอนนี้เขารู้แล้ว... เขาร้องไห้เพราะปวดใจ ร้องในขณะที่กำลังปั่นฟิกเกียร์กลับบ้าน

อีกสิ่งหนึ่งที่เขารับรู้ได้ในเวลานี้คือนอกจากจะหยุดน้ำตาไม่ได้แล้วเขายังหยุดตอกย้ำตัวเองว่ารักแจจุงไม่ได้ด้วย...ถึงอย่างไรแจจุงก็คือคนที่เขารัก แล้วมันก็เหมือนเดิมตลอด... เขารักแจจุงโดยไม่ได้หวังอะไรตอบแทนเลย แม้ภาพบาดใจพวกนี้ก็ไม่เคยนึกเคยฝันว่าจะได้มาเห็นกับตาเหมือนกัน



.
.



TBC


No comments:

Post a Comment