
| QUOTE |
| เม้ามอยกันจ้ะ hashtag #gottabeYJ |
-------------
เวลาที่ฟังเพลงสักเพลง ยิ่งถ้าหากได้หูฟังคุณภาพดีสักอัน...คุณจะได้ยินแทบทั้งหมดของเพลงอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเสียงเบส เสียงร้อง เสียงคอรัส คุณจะเข้าใจทั้งหมดที่เพลงบอก แบบนี้ก็คงจะดีเหมือนกันถ้าหากโลกนี้มีหูฟังที่ดีกว่าหูฟังอันไหนๆ เอาไว้ให้คนที่คุณรักฟังความรู้สึกของเรา...ในกรณีที่ไม่ว่าจะพูดหรือกระทำอย่างไรก็ยังดูเหมือนว่าเขาไม่เชื่อคุณ....
แต่ในเมื่อมันไม่มี...
สิ่งที่ควรทำต่อไปคงไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากแสดงความรู้สึกของคุณต่อไป
“เฮ้อ...”
“เบื่อเหรอ?”
“นี่มันไม่ใช่เวลามานั่งกินไอติมนะยุนโฮ ไหนว่าให้มาช่วยเลือกของไง”
“มองออกไปข้างนอกสิพี่แจจุง”
“อะไรอีกล่ะเนี่ย” คนหน้างอมองตามที่อีกคนใช้ช้อนไอติมชี้ออกไป
“แดดร้อนขนาดนี้ถ้าออกไปเดินเดี๋ยวพี่ก็จะบ่นเรื่องผิวอีก”
“อย่ามารู้ดี”
“ก็รู้ดีจริงๆหรือเปล่าล่ะ? แทนที่พี่จะเอาแต่ทำหน้าพองๆแบบนั้นสู้หยิบช้อนไอติมอีกอันขึ้นมาแล้วนั่งกินไอติมซันเดถ้วยนี้กับผมไม่ดีกว่าเหรอครับ?”
“นายนี่มัน...”
“รู้ใจอ่ะดิ”
“พูดเองเออเองตลอดเลยต่างหาก” ถึงจะบ่นงึมงำมาตลอดแต่สุดท้ายแล้วใครบางคนก็หยิบข้อนไอศกรีมอีกอันขึ้นมาแล้วจิ้มตักไอศครีมรสช็อคโกแล็ตจากถ้วยเดียวกันเข้าปากโดยไม่อิดออด พอๆกับอีกคนที่ดูเหมือนจะอร่อยมากจนแทบจะกินช้อนไปด้วยอยู่แล้ว
“อร่อยนะว่ามั๊ย?”
“อื้ม”
“หรือพอหมดถ้วยนี้แล้วผมควรสั่งอีกถ้วย...พี่ว่าไง”
“นี่ถามจริงเถอะยุนโฮ พอดีว่าสังเกตนายมาสักพักแล้วล่ะ เวลากินอะไรนี่ไม่ยั้งจริงๆ ไม่อ้วนบ้างเหรอ? ลืมไปหรือเปล่าว่านายเป็นนักเต้นนะ”
“ผมว่าหุ่นผมกำลังดีเลยล่ะ”
“เป็นแบบนี้อีกแล้วนะ!”
“ทำไมอ่ะ? พี่ว่าไม่ดีเหรอ? หรือผมควรจะเล่นกล้าม?”
“โอย~ ทำไมนายถึงได้กวนประสาทขนาดนี้เล่า ต่อไปฉันจะไม่ถามอะไรแล้ว!”
“ไม่เอาๆ อย่าโกรธผมสิ...ถามว่าอะไรนะ? ผมไม่อ้วนบ้างเหรอ ใช่มั้ย? อืม~ ถ้าพี่ถามผม ผมว่าตราบใดที่ยังเต้นได้ มันก็เท่ากับว่าทุกอย่างยังโอเคนะ”
“อืม~”
ลูกค้าคู่หนึ่งในร้านบาสกิ้น รอบบินส์ ที่กำลังเปิดเพลง Stero Hearts อยู่ตอนนี้คือ ชองยุนโฮ และคิมแจจุง คนหนึ่งก็เป็นครูและนักเต้นที่มีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อยในวงการอีกคนก็หัวหน้าฝ่ายคอสตูมของรายการดังแถมยังพ่วงตำแหน่งดีไซน์เนอร์ฝีมือน่าจับตามองด้วย เอาเป็นว่าใครๆก็รู้ว่านี่ยังเป็นช่วง ‘ตามจีบ’ สำหรับชองยุนโฮอยู่ ใครๆในแผนกคอสตูมก็รู้ดีว่าหัวหน้าคนนี้มีน้องชายวัย23จองตัวเอาไว้แล้ว ส่วนลูกศิษย์คุณครูยุนโฮทุกคนก็พูดกันติดปากเรียบร้อยแล้วว่าแฟนของครูยุนโฮชื่อคุณคิมแจจุง!
เป็นแบบนี้มาห้าเดือนแล้ว
แจจุงไม่ได้ปิดกั้น แต่ก็ไม่ได้อยากให้ความหวังยุนโฮจนเกินไปเพราะเหตุผลบางอย่าง เจ้าตัวเคยถามตัวเองอย่างจริงจังแล้วว่าในตอนนี้เป็นยุนโฮจะดีแล้วจริงๆหรือ? แต่ตัวเองก็ตอบอย่างจริงจังเช่นกันว่า ‘ยังไม่ใช่’ ดังนั้นแจจุงยังไม่เคยมองเห็นเลยว่าเส้นทางของยุนโฮกับตนเองจะไปได้ไกลกว่านี้อีกได้ไหม? หรือถ้าไปได้...จะไปกันได้สักกี่ก้าว จะล้มกันเมื่อไหร่ จะยอมแพ้และถอดใจกันวันไหน...
นั่นคือสิ่งที่แจจุงคิด
แต่ยุนโฮกลับมองอีกมุมหนึ่ง เขาก็ไม่เคยเห็นเส้นทางของเขาเหมือนกัน ในทุกวันนี้เหมือนเขาไม่เคยเดินเคียงคู่กับแจจุง เขายังคงเป็นคนที่เดินตามแจจุงทีละก้าวสองก้าว ไม่กล้าปล่อยให้แจจุงคลาดสายตาไปไหนจริงๆจังๆตั้งแต่ที่รู้ตัวว่ารัก มันไม่ใช่ระยะห่างของวัยแน่ๆที่ทำให้เขาไม่ได้เดินคู่กับแจจุงสักที ไม่รู้ว่าคืออะไร...แต่มองตาแจจุงแต่ละครั้งเขาจะรู้ตลอดว่ามันมีอะไรบางอย่าง
ไม่เป็นไร...
จนกว่าจะตาย จนกว่าแจจุงจะไล่ ยุนโฮยังมีเวลาอีกหลายเดือนหลายปี...ยังมีเวลาเดินตามแจจุงแบบนี้ไปเรื่อยๆ
ใครบางคนบอกว่าเขางมงาย หลงแจจุงเกินไปแล้ว หากแต่คนพวกนั้นจะไปรู้อะไร...ถ้าพวกเขาไม่เคยเดินตกลงไปอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจตัวเอง หรือถ้าเคย...ในนั้นคงไม่มีแจจุงอยู่แน่ๆ
น้ำเน่าสินะ...
แจจุงก็เคยหัวเราะแทบตายเหมือนกันตอนที่ได้ยินแบบนี้
.
.
“แล้วคิดจะเต้นไปถึงเมื่อไหร่กัน”
“จนกว่าพี่จะบอกให้หยุดไง”
“...................”
แจจุงเงียบไปตอนที่ได้ยินยุนโฮตอบ... เขาตอบเหมือนกับตอบคำถามทั่วไปอย่างเช่น ‘สบายดีไหม?’ หรืออะไรประมาณนั้น ในขณะที่เขาก็เดินทำตัวเหมือนบอดี้การ์ดให้แจจุงขณะที่กำลังเดินอยู่ริมถนนที่เต็มไปด้วยร้านค้าและผู้คนมากมาย
“พี่แจจุง”
“หืม?”
“พี่ว่าเสื้อยืดตัวนั้นเป็นไง”
“ตัวไหน”
“นั่นไง สีขาว ที่ผู้หญิงคนนั้นกำลังจับอยู่นั่นน่ะ”
“ลายนกฮูกเหรอ?”
“ไม่ใช่...ลายเสือที่อยู่ข้างๆกันต่างหาก เห็นหรือยัง?”
“อา...อ๋อ....เห็นแล้ว! นายชอบเหรอ?”
“พี่ว่าดูเป็นไงบ้าง?”
“ฉันว่าฉันหาตัวที่เหมาะกับนายมากกว่านั้นให้ได้นะ เดินดูไปเรื่อยๆก่อนดีกว่า”
พวกเขาเลิกสนใจเสื้อยืดที่ร้านนั้นจนได้ แล้วก็เดินมุ่งหน้าไปยังร้านเสื้อผ้าที่แจจุงร่วมหุ้นอยู่กับเพื่อนซี้อีกสามคน ยุนโฮตัวสูงกว่า...เขาก็เลยยกโบรชัวร์ที่ได้จากร้านเค้กเปิดใหม่ที่เดินผ่านมาแล้วบังแดดให้แจจุงได้สบายหลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาพยายามถอดหมวกแก๊ปของตัวเองไปใส่ให้ คะยั้นคะยอยังไงเจ้าตัวก็ไม่ยอมรับไป แต่ยุนโฮดูรู้ว่าแจจุงหงุดหงิดกับแดดยามบ่ายที่ส่องเข้าหน้าเหลือเกิน
แจจุงแต่งตัวจัดทุกวันที่ออกจากบ้าน อย่างวันหยุดที่ยุนโฮโทรไปชวน ออดอ้อน ขอร้อง ให้ช่วยมาเดินเลือกซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆเป็นเพื่อนกันก็ยังออกมาพร้อมกับเสื้อยืด คาร์ดิแกน กางเกงทรงสกินนี่สีซีดๆ รองเท้าบูทสีดำ กระเป๋าถือของกุชชี่ แถมยังมีเครื่องประดับอีกหลายชิ้น ในมือก็ถือทั้งกระเป๋าสตางค์ ลิปมัน และโทรศัพท์มือถืออีกเครื่อง พะรุงพะรังไปหมดแต่พอจะช่วยถือก็ไม่ยอม ในขณะที่ยุนโฮออกจากบ้านแบบง่ายๆทุกวัน นอกจากหมวกแก๊ปที่มีเป็นของสะสม เสื้อยืดที่มีแว่นกันแดดเสียบอยู่และกางเกงที่จะใส่ทรงที่พอดีตัวแล้วพับขาเล็กน้อยในวันที่อยากขี่ฟิกเกียร์แล้ว เขาจะมีแค่กระเป๋าเป้หนึ่งใบ โทรศัพท์มือถือที่ร่วงแล้วร่วงอีกของเขาจะถูกเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงเสมอ ทั้งเนื้อทั้งตัวนอกจากหมวกและรองเท้าผ้าใบแล้วเขาไม่เคยพิถีพิถันกับอะไรไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ที่แน่ๆ เขาไม่เคยพกลิปมัน ...อันที่จริงก็เพิ่งได้มีไว้ทาบำรุงก่อนนอนตามที่คนบางคนสอนมาก็เมื่อไม่นานนี้เอง
“ผมต้องทาทุกคืนเลยเหรอ?”
“ได้ทุกคืนก็ดีนะ ขึ้นอยู่กับนายน่ะ...”
“มันบำรุงได้จริงเร๊อ~”
“จริงสิ”
“แสดงว่าปากพี่ต้องนุ่มมากแน่ๆเลย แบบนี้ต้องพิสูจน์หน่อยแล้วมั๊ง”
ต่อจากนั้นยุนโฮไม่ได้พูดอะไรอีก เพราะ...แจจุงตีเข้าที่หัวอย่างแรง
กลับมาที่ปัจจุบัน...
มีจังหวะหนึ่งที่แจจุงจะดูนาฬิกาข้อมือของตัวเอง แต่พอยกมือขึ้นมาแล้วมือของยุนโฮกลับรั้งเอาไว้อย่างไม่ตั้งใจ
อา...พวกเขาเดินจับมือกันมาตั้งแต่ตอนที่ชวนกันดูเสื้อยืดลายเสือเมื่อกี้แล้ว.......
ยุนโฮว่ามันตลกดีนะที่อายุขนาดนี้แล้วยังทำเขินเหมือนเด็กๆกันอยู่อีก
“แอบจับมือเหรอ?”
“เปล่าครับ”
“จริงๆเล๊ย~~”
บ้านของพวกเขาไปทางเดียวกัน ดังนั้นเมื่อเช้ายุนโฮที่ไม่มีรถยนต์ขับชั่วคราวเพราะรถมรดกจากพ่อดันมาโดนชนจนท้ายยุบก็เลยขี่ฟิกเกียร์ออกมาหาแจจุงที่บ้าน ขอฝากลูกรักคันสีเขียวนั่นไว้ที่บ้านของแจจุงก่อนที่ตัวเองจะอาสาขับรถให้แจจุงทั้งขาไปและขากลับ
ก่อนที่ยุนโฮจะออกไป เขาลาแจจุงอีกครั้ง บอกแจจุงว่าฝันดีเป็นรอบที่ห้า โบกมือหยอยๆจนต้องโดนอีกฝ่ายทำหน้าเอือมใส่ก่อนถึงจะหยุด แจจุงยืนมองดูยุนโฮปั่นจักรยานเด็กๆในความคิดตัวเองไปจนถึงทางแยกที่ต้องเลี้ยวไปทางขวาถึงจะออกไปถนนใหญ่ได้ก่อนที่จะขึ้นลิฟท์กลับห้อง ใส่รหัสล็อคและเข้าไปนอนทิ้งตัวอยู่ที่เก้าอี้นวมตัวใหญ่ ก่อนที่จะถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆออกมาแล้วก็ค้นพบว่า
“โธ่...ลืมกินวิตามินได้ไงเนี่ย!?”
…
ยุนโฮกลับถึงบ้าน เขาส่งข้อความบอกแจจุง...พร้อมอีโมชั่นหน้ายิ้มเชยๆไปให้
‘ถึงบ้านแล้วครับ...พี่หลับไปหรือยังไม่รู้แฮะ
‘
ก่อนจะเข้าไปอาบน้ำและพุ่งลงเตียงนอนอย่างว่องไว เขาหยิบโทรศัพท์มือถือรุ่นเดียวกับแจจุงแต่สภาพเยินกว่ามากของเขาเองขึ้นมาเชคอะไรๆก่อนนอนรวมถึงดูรูปที่ถ่ายคู่กับแจจุงอีกครั้ง หลังจากนั้นข้อความก็เข้า...เป็นข้อความตอบกลับจากแจจุงที่เขาส่งหาไปตั้งแต่สิบห้านาทีที่แล้ว ว่า...
‘อืม’
ยังไงก็...ฝันดีครับพี่แจจุง....
(รอบที่6แล้วนะ)
xxxxxxxxxxxxxxxx
ห้าเดือนที่แล้ว...
ในย่านช็อปปิ้งที่พลุกพล่านที่สุด ผู้ชายคนหนึ่งเข้าไปคุยกับผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนสูบบุหรี่อยู่คนเดียว เขาชูแว่นกันแดดในมือให้อีกฝ่ายดู แล้วถามว่า
‘คุณเป็นเจ้าของไอ้นี่หรือเปล่า’
ผู้ชายคนนั้นรีบทิ้งบุหรี่ทั้งหน้าตาตื่น แล้วจึงบอกว่านั่นคือแว่นของเขา
ผู้ชายที่มีน้ำใจดีคนนั้นตอบตัวเองไม่ได้เลยว่าเขาหลงคอนแทคเลนส์สีน้ำตาลอ่อนหรือว่าเจ้าของมันกันแน่ แต่เขามั่นใจว่าใจเขาเต้นหนักๆเหมือนกับเวลาเต้นติดต่อกันนานๆไม่มีผิด มันโครมคราม อึกทึกอยู่ในอก
เขาตัดสินใจชวนอีกฝ่ายคุย ถามนั่นถามนี่ตามประสาคนอัธยาศัยดีอยู่แล้ว สุดท้ายเขาสารภาพไปอย่างซื่อๆตรงๆว่าเขาชอบคุณคนนั้น ก่อนที่เขาจะได้เบอร์โทรมา
กว่าเขาจะโทรไปก็สองวันผ่านมาแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นโทรไปทีไรก็มีแต่สายไม่ว่าง ไม่ก็ปิดเครื่อง ไม่ก็ไม่มีคนรับสาย แต่มันก็ยังมีดีอยู่บ้างที่วันนั้นเขาโทรไปหลังจากที่เพิ่งสอนจบคอร์สฮิพฮอพไป คุณคนนั้นรับสาย และพวกเขาเริ่มคุยกันถูกคอมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ
ได้เบอร์โทรศัพท์ที่เขาบอกทีหลังว่าเป็นเบอร์ส่วนตัว ไม่ใช่เบอร์ที่เอาไว้คุยติดต่อเรื่องงานเหมือนกับเบอร์เก่า
พวกเขาคุยกันเรื่อยมา...
ห้าเดือนแล้ว.........
คนหนึ่งไม่ถอยแต่อีกคนหนึ่งก็ไม่เคยก้าวเข้าไปหา ราวกับมีกำแพงกั้น...
TBC
แต่ในเมื่อมันไม่มี...
สิ่งที่ควรทำต่อไปคงไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากแสดงความรู้สึกของคุณต่อไป
“เฮ้อ...”
“เบื่อเหรอ?”
“นี่มันไม่ใช่เวลามานั่งกินไอติมนะยุนโฮ ไหนว่าให้มาช่วยเลือกของไง”
“มองออกไปข้างนอกสิพี่แจจุง”
“อะไรอีกล่ะเนี่ย” คนหน้างอมองตามที่อีกคนใช้ช้อนไอติมชี้ออกไป
“แดดร้อนขนาดนี้ถ้าออกไปเดินเดี๋ยวพี่ก็จะบ่นเรื่องผิวอีก”
“อย่ามารู้ดี”
“ก็รู้ดีจริงๆหรือเปล่าล่ะ? แทนที่พี่จะเอาแต่ทำหน้าพองๆแบบนั้นสู้หยิบช้อนไอติมอีกอันขึ้นมาแล้วนั่งกินไอติมซันเดถ้วยนี้กับผมไม่ดีกว่าเหรอครับ?”
“นายนี่มัน...”
“รู้ใจอ่ะดิ”
“พูดเองเออเองตลอดเลยต่างหาก” ถึงจะบ่นงึมงำมาตลอดแต่สุดท้ายแล้วใครบางคนก็หยิบข้อนไอศกรีมอีกอันขึ้นมาแล้วจิ้มตักไอศครีมรสช็อคโกแล็ตจากถ้วยเดียวกันเข้าปากโดยไม่อิดออด พอๆกับอีกคนที่ดูเหมือนจะอร่อยมากจนแทบจะกินช้อนไปด้วยอยู่แล้ว
“อร่อยนะว่ามั๊ย?”
“อื้ม”
“หรือพอหมดถ้วยนี้แล้วผมควรสั่งอีกถ้วย...พี่ว่าไง”
“นี่ถามจริงเถอะยุนโฮ พอดีว่าสังเกตนายมาสักพักแล้วล่ะ เวลากินอะไรนี่ไม่ยั้งจริงๆ ไม่อ้วนบ้างเหรอ? ลืมไปหรือเปล่าว่านายเป็นนักเต้นนะ”
“ผมว่าหุ่นผมกำลังดีเลยล่ะ”
“เป็นแบบนี้อีกแล้วนะ!”
“ทำไมอ่ะ? พี่ว่าไม่ดีเหรอ? หรือผมควรจะเล่นกล้าม?”
“โอย~ ทำไมนายถึงได้กวนประสาทขนาดนี้เล่า ต่อไปฉันจะไม่ถามอะไรแล้ว!”
“ไม่เอาๆ อย่าโกรธผมสิ...ถามว่าอะไรนะ? ผมไม่อ้วนบ้างเหรอ ใช่มั้ย? อืม~ ถ้าพี่ถามผม ผมว่าตราบใดที่ยังเต้นได้ มันก็เท่ากับว่าทุกอย่างยังโอเคนะ”
“อืม~”
ลูกค้าคู่หนึ่งในร้านบาสกิ้น รอบบินส์ ที่กำลังเปิดเพลง Stero Hearts อยู่ตอนนี้คือ ชองยุนโฮ และคิมแจจุง คนหนึ่งก็เป็นครูและนักเต้นที่มีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อยในวงการอีกคนก็หัวหน้าฝ่ายคอสตูมของรายการดังแถมยังพ่วงตำแหน่งดีไซน์เนอร์ฝีมือน่าจับตามองด้วย เอาเป็นว่าใครๆก็รู้ว่านี่ยังเป็นช่วง ‘ตามจีบ’ สำหรับชองยุนโฮอยู่ ใครๆในแผนกคอสตูมก็รู้ดีว่าหัวหน้าคนนี้มีน้องชายวัย23จองตัวเอาไว้แล้ว ส่วนลูกศิษย์คุณครูยุนโฮทุกคนก็พูดกันติดปากเรียบร้อยแล้วว่าแฟนของครูยุนโฮชื่อคุณคิมแจจุง!
เป็นแบบนี้มาห้าเดือนแล้ว
แจจุงไม่ได้ปิดกั้น แต่ก็ไม่ได้อยากให้ความหวังยุนโฮจนเกินไปเพราะเหตุผลบางอย่าง เจ้าตัวเคยถามตัวเองอย่างจริงจังแล้วว่าในตอนนี้เป็นยุนโฮจะดีแล้วจริงๆหรือ? แต่ตัวเองก็ตอบอย่างจริงจังเช่นกันว่า ‘ยังไม่ใช่’ ดังนั้นแจจุงยังไม่เคยมองเห็นเลยว่าเส้นทางของยุนโฮกับตนเองจะไปได้ไกลกว่านี้อีกได้ไหม? หรือถ้าไปได้...จะไปกันได้สักกี่ก้าว จะล้มกันเมื่อไหร่ จะยอมแพ้และถอดใจกันวันไหน...
นั่นคือสิ่งที่แจจุงคิด
แต่ยุนโฮกลับมองอีกมุมหนึ่ง เขาก็ไม่เคยเห็นเส้นทางของเขาเหมือนกัน ในทุกวันนี้เหมือนเขาไม่เคยเดินเคียงคู่กับแจจุง เขายังคงเป็นคนที่เดินตามแจจุงทีละก้าวสองก้าว ไม่กล้าปล่อยให้แจจุงคลาดสายตาไปไหนจริงๆจังๆตั้งแต่ที่รู้ตัวว่ารัก มันไม่ใช่ระยะห่างของวัยแน่ๆที่ทำให้เขาไม่ได้เดินคู่กับแจจุงสักที ไม่รู้ว่าคืออะไร...แต่มองตาแจจุงแต่ละครั้งเขาจะรู้ตลอดว่ามันมีอะไรบางอย่าง
ไม่เป็นไร...
จนกว่าจะตาย จนกว่าแจจุงจะไล่ ยุนโฮยังมีเวลาอีกหลายเดือนหลายปี...ยังมีเวลาเดินตามแจจุงแบบนี้ไปเรื่อยๆ
ใครบางคนบอกว่าเขางมงาย หลงแจจุงเกินไปแล้ว หากแต่คนพวกนั้นจะไปรู้อะไร...ถ้าพวกเขาไม่เคยเดินตกลงไปอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจตัวเอง หรือถ้าเคย...ในนั้นคงไม่มีแจจุงอยู่แน่ๆ
น้ำเน่าสินะ...
แจจุงก็เคยหัวเราะแทบตายเหมือนกันตอนที่ได้ยินแบบนี้
.
.
“แล้วคิดจะเต้นไปถึงเมื่อไหร่กัน”
“จนกว่าพี่จะบอกให้หยุดไง”
“...................”
แจจุงเงียบไปตอนที่ได้ยินยุนโฮตอบ... เขาตอบเหมือนกับตอบคำถามทั่วไปอย่างเช่น ‘สบายดีไหม?’ หรืออะไรประมาณนั้น ในขณะที่เขาก็เดินทำตัวเหมือนบอดี้การ์ดให้แจจุงขณะที่กำลังเดินอยู่ริมถนนที่เต็มไปด้วยร้านค้าและผู้คนมากมาย
“พี่แจจุง”
“หืม?”
“พี่ว่าเสื้อยืดตัวนั้นเป็นไง”
“ตัวไหน”
“นั่นไง สีขาว ที่ผู้หญิงคนนั้นกำลังจับอยู่นั่นน่ะ”
“ลายนกฮูกเหรอ?”
“ไม่ใช่...ลายเสือที่อยู่ข้างๆกันต่างหาก เห็นหรือยัง?”
“อา...อ๋อ....เห็นแล้ว! นายชอบเหรอ?”
“พี่ว่าดูเป็นไงบ้าง?”
“ฉันว่าฉันหาตัวที่เหมาะกับนายมากกว่านั้นให้ได้นะ เดินดูไปเรื่อยๆก่อนดีกว่า”
พวกเขาเลิกสนใจเสื้อยืดที่ร้านนั้นจนได้ แล้วก็เดินมุ่งหน้าไปยังร้านเสื้อผ้าที่แจจุงร่วมหุ้นอยู่กับเพื่อนซี้อีกสามคน ยุนโฮตัวสูงกว่า...เขาก็เลยยกโบรชัวร์ที่ได้จากร้านเค้กเปิดใหม่ที่เดินผ่านมาแล้วบังแดดให้แจจุงได้สบายหลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาพยายามถอดหมวกแก๊ปของตัวเองไปใส่ให้ คะยั้นคะยอยังไงเจ้าตัวก็ไม่ยอมรับไป แต่ยุนโฮดูรู้ว่าแจจุงหงุดหงิดกับแดดยามบ่ายที่ส่องเข้าหน้าเหลือเกิน
แจจุงแต่งตัวจัดทุกวันที่ออกจากบ้าน อย่างวันหยุดที่ยุนโฮโทรไปชวน ออดอ้อน ขอร้อง ให้ช่วยมาเดินเลือกซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆเป็นเพื่อนกันก็ยังออกมาพร้อมกับเสื้อยืด คาร์ดิแกน กางเกงทรงสกินนี่สีซีดๆ รองเท้าบูทสีดำ กระเป๋าถือของกุชชี่ แถมยังมีเครื่องประดับอีกหลายชิ้น ในมือก็ถือทั้งกระเป๋าสตางค์ ลิปมัน และโทรศัพท์มือถืออีกเครื่อง พะรุงพะรังไปหมดแต่พอจะช่วยถือก็ไม่ยอม ในขณะที่ยุนโฮออกจากบ้านแบบง่ายๆทุกวัน นอกจากหมวกแก๊ปที่มีเป็นของสะสม เสื้อยืดที่มีแว่นกันแดดเสียบอยู่และกางเกงที่จะใส่ทรงที่พอดีตัวแล้วพับขาเล็กน้อยในวันที่อยากขี่ฟิกเกียร์แล้ว เขาจะมีแค่กระเป๋าเป้หนึ่งใบ โทรศัพท์มือถือที่ร่วงแล้วร่วงอีกของเขาจะถูกเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงเสมอ ทั้งเนื้อทั้งตัวนอกจากหมวกและรองเท้าผ้าใบแล้วเขาไม่เคยพิถีพิถันกับอะไรไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ที่แน่ๆ เขาไม่เคยพกลิปมัน ...อันที่จริงก็เพิ่งได้มีไว้ทาบำรุงก่อนนอนตามที่คนบางคนสอนมาก็เมื่อไม่นานนี้เอง
“ผมต้องทาทุกคืนเลยเหรอ?”
“ได้ทุกคืนก็ดีนะ ขึ้นอยู่กับนายน่ะ...”
“มันบำรุงได้จริงเร๊อ~”
“จริงสิ”
“แสดงว่าปากพี่ต้องนุ่มมากแน่ๆเลย แบบนี้ต้องพิสูจน์หน่อยแล้วมั๊ง”
ต่อจากนั้นยุนโฮไม่ได้พูดอะไรอีก เพราะ...แจจุงตีเข้าที่หัวอย่างแรง
กลับมาที่ปัจจุบัน...
มีจังหวะหนึ่งที่แจจุงจะดูนาฬิกาข้อมือของตัวเอง แต่พอยกมือขึ้นมาแล้วมือของยุนโฮกลับรั้งเอาไว้อย่างไม่ตั้งใจ
อา...พวกเขาเดินจับมือกันมาตั้งแต่ตอนที่ชวนกันดูเสื้อยืดลายเสือเมื่อกี้แล้ว.......
ยุนโฮว่ามันตลกดีนะที่อายุขนาดนี้แล้วยังทำเขินเหมือนเด็กๆกันอยู่อีก
“แอบจับมือเหรอ?”
“เปล่าครับ”
“จริงๆเล๊ย~~”
บ้านของพวกเขาไปทางเดียวกัน ดังนั้นเมื่อเช้ายุนโฮที่ไม่มีรถยนต์ขับชั่วคราวเพราะรถมรดกจากพ่อดันมาโดนชนจนท้ายยุบก็เลยขี่ฟิกเกียร์ออกมาหาแจจุงที่บ้าน ขอฝากลูกรักคันสีเขียวนั่นไว้ที่บ้านของแจจุงก่อนที่ตัวเองจะอาสาขับรถให้แจจุงทั้งขาไปและขากลับ
ก่อนที่ยุนโฮจะออกไป เขาลาแจจุงอีกครั้ง บอกแจจุงว่าฝันดีเป็นรอบที่ห้า โบกมือหยอยๆจนต้องโดนอีกฝ่ายทำหน้าเอือมใส่ก่อนถึงจะหยุด แจจุงยืนมองดูยุนโฮปั่นจักรยานเด็กๆในความคิดตัวเองไปจนถึงทางแยกที่ต้องเลี้ยวไปทางขวาถึงจะออกไปถนนใหญ่ได้ก่อนที่จะขึ้นลิฟท์กลับห้อง ใส่รหัสล็อคและเข้าไปนอนทิ้งตัวอยู่ที่เก้าอี้นวมตัวใหญ่ ก่อนที่จะถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆออกมาแล้วก็ค้นพบว่า
“โธ่...ลืมกินวิตามินได้ไงเนี่ย!?”
…
ยุนโฮกลับถึงบ้าน เขาส่งข้อความบอกแจจุง...พร้อมอีโมชั่นหน้ายิ้มเชยๆไปให้
‘ถึงบ้านแล้วครับ...พี่หลับไปหรือยังไม่รู้แฮะ
ก่อนจะเข้าไปอาบน้ำและพุ่งลงเตียงนอนอย่างว่องไว เขาหยิบโทรศัพท์มือถือรุ่นเดียวกับแจจุงแต่สภาพเยินกว่ามากของเขาเองขึ้นมาเชคอะไรๆก่อนนอนรวมถึงดูรูปที่ถ่ายคู่กับแจจุงอีกครั้ง หลังจากนั้นข้อความก็เข้า...เป็นข้อความตอบกลับจากแจจุงที่เขาส่งหาไปตั้งแต่สิบห้านาทีที่แล้ว ว่า...
‘อืม’
ยังไงก็...ฝันดีครับพี่แจจุง....
(รอบที่6แล้วนะ)
xxxxxxxxxxxxxxxx
ห้าเดือนที่แล้ว...
ในย่านช็อปปิ้งที่พลุกพล่านที่สุด ผู้ชายคนหนึ่งเข้าไปคุยกับผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนสูบบุหรี่อยู่คนเดียว เขาชูแว่นกันแดดในมือให้อีกฝ่ายดู แล้วถามว่า
‘คุณเป็นเจ้าของไอ้นี่หรือเปล่า’
ผู้ชายคนนั้นรีบทิ้งบุหรี่ทั้งหน้าตาตื่น แล้วจึงบอกว่านั่นคือแว่นของเขา
ผู้ชายที่มีน้ำใจดีคนนั้นตอบตัวเองไม่ได้เลยว่าเขาหลงคอนแทคเลนส์สีน้ำตาลอ่อนหรือว่าเจ้าของมันกันแน่ แต่เขามั่นใจว่าใจเขาเต้นหนักๆเหมือนกับเวลาเต้นติดต่อกันนานๆไม่มีผิด มันโครมคราม อึกทึกอยู่ในอก
เขาตัดสินใจชวนอีกฝ่ายคุย ถามนั่นถามนี่ตามประสาคนอัธยาศัยดีอยู่แล้ว สุดท้ายเขาสารภาพไปอย่างซื่อๆตรงๆว่าเขาชอบคุณคนนั้น ก่อนที่เขาจะได้เบอร์โทรมา
กว่าเขาจะโทรไปก็สองวันผ่านมาแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นโทรไปทีไรก็มีแต่สายไม่ว่าง ไม่ก็ปิดเครื่อง ไม่ก็ไม่มีคนรับสาย แต่มันก็ยังมีดีอยู่บ้างที่วันนั้นเขาโทรไปหลังจากที่เพิ่งสอนจบคอร์สฮิพฮอพไป คุณคนนั้นรับสาย และพวกเขาเริ่มคุยกันถูกคอมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ
ได้เบอร์โทรศัพท์ที่เขาบอกทีหลังว่าเป็นเบอร์ส่วนตัว ไม่ใช่เบอร์ที่เอาไว้คุยติดต่อเรื่องงานเหมือนกับเบอร์เก่า
พวกเขาคุยกันเรื่อยมา...
ห้าเดือนแล้ว.........
คนหนึ่งไม่ถอยแต่อีกคนหนึ่งก็ไม่เคยก้าวเข้าไปหา ราวกับมีกำแพงกั้น...
TBC
No comments:
Post a Comment