
| QUOTE |
| เม้ามอยกันจ้ะ hashtag #gottabeYJ |
“ผมไม่ถอยหรอก...ยังไงก็ไม่ถอย”
นี่มันนานเท่าไหร่แล้วที่แจจุงนอนแตะปากตัวเองอยู่อย่างนั้น... เหตุการณ์หน้าผับเมื่อกี้มันน่าตกใจมาก แจจุงไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่ายุนโฮจะกล้าทำแบบนั้น แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาจูบได้นุ่มนวลมากแต่คำพูดและน้ำเสียงของเขาก็หนักแน่น สายตาก็แน่วแน่ยิ่งกว่าอะไร วินาทีนั้นเหมือนถูกขึงตรึงไว้กับอ้อมแขนของเขา...ก้าวไปไหนต่อไม่ได้เลยเมื่อถูกยุนโฮทำแบบนั้น หัวใจก็เต้นแรงซะจนน่ากลัวหากแต่รอยยิ้มของยุนโฮก็ปลอบประโลม เขายิ้มให้ ลูบหัวแจจุงอย่างถือวิสาสะ แล้วก็จูบหน้าผากอีกครั้งเป็นการบอกลาอย่างแท้จริง
มันคือจูบแรกจากยุนโฮ
อีกอย่าง...คำพูดของเขายังค้างอยู่ในหูอยู่เลย...
เขาพูดว่าเขาจะไม่ถอย... ยังไงก็ไม่ถอย
น่าแปลกที่แจจุงที่ตั้งใจจะตีตัวออกห่างอย่างช้าๆกลับนึกที่จะล้มเลิกความคิดที่เตรียมไว้ทั้งหมด
ช่างเป็นคนที่น่าเกลียดอะไรอย่างนี้... ทั้งร้ายกาจแล้วก็เห็นแก่ตัวอย่างที่จุนซูว่าไว้จริงๆ คบอยู่กับชางมินแต่กลับไม่อยากปล่อยยุนโฮไปทั้งๆอย่างนี้
แจจุงไม่เคยโทษใคร เขาคิดมาตลอดว่าปัญหานี้ตัวเองเป็นคนผิด... ถึงจะถูกชางมินทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวที่นี่ก็ไม่คิดถือโทษใดๆ บางทีเพราะความโดดเดี่ยวนั้นเองที่ทำให้แจจุงเปิดใจรับยุนโฮเข้ามา และนั่นอาจเป็นที่มาของเรื่องราวในทุกวันนี้
โชคดีที่ไม่มีใครรู้...
ชางมินไม่รู้จักยุนโฮ
ยุนโฮไม่รู้จักชางมิน
หากแต่ในฐานะคนกลางที่เป็นตัวต้นเหตุอย่างแจจุง นี่คือฐานะที่แย่ที่สุด... มันอาจจะสาสมแล้วก็ได้กับคนอย่างเขา การที่แม้แต่ตัวเองก็ยังสับสน กว่าจะบอกว่ารักชางมินที่เป็นแฟนกันออกมาแต่ละทีก็เหมือนจะฝืนเหลือเกิน แต่ก็ทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้จนทุกข์แบบนี้น่ะ อาจจะสาสมแล้วก็ได้
xxxxxxxxxxxxxxxxxx
“ขอโทษนะชางมิน...แต่ฉันว่าตอนนี้เดินด้วยกันเฉยๆแบบไม่ต้องจับมือจะได้หรือเปล่า”
แจจุงหยุดเดินแล้วก็บอกชางมินด้วยสีหน้าลำบากใจไม่น้อย ขณะที่พูดเจ้าตัวมองไปรอบข้างซึ่งพวกเขาอยู่ท่ามกลางแผนกน้ำหอมของห้างดัง
“ที่นี่เป็นของผมนะ ทำไมผมถึงต้องแคร์สายตาคนอื่นด้วยล่ะครับ”
“แต่มันไม่ใช่ห้างของฉันนี่...ปล่อยมือก็ได้ อย่าทำเหมือนฉันจะวิ่งหนีชางมินไปไหนสิ”
“แจจุงครับ...” ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำเต็มตัวของอาร์มานี่มองหน้าคนรักก่อนแล้วจึงชูมือที่มีทั้งมือตัวเองและมืออีกฝ่ายสอดประสานกันอยู่ขึ้นมาในระดับสายตา “มือนี้ผมไม่ได้จับมาตั้งนาน...คุณจะไม่ให้ผมจับนานๆเป็นการชดเชยหน่อยเหรอ?”
“ก็มัน...”
“ไม่ใช่ว่าโกรธผมหรอกนะ? ยังโกรธอยู่หรือเปล่าที่ผมหายไป...”
แจจุงสายหน้าช้าๆ และในที่สุดก็ต้องยอมแพ้...
“เรื่องจับมือน่ะ ฉันจะยอมตามใจชางมินก็ได้”
“แล้วถ้ามากกว่านั้นล่ะครับ” ไม่คิดว่าชางมินจะถามแบบนี้ แจจุงก็เลยทำได้แค่ยืนนิ่งๆแล้วหลบสายตาของอีกฝ่ายเท่านั้น “โธ่...ผมล้อเล่นหรอกแจจุง ถ้าผมจะทำอะไรมากกว่านี้น่ะยังไงก็ต้องรอให้คุณพร้อมอยู่แล้ว”
ร่างเล็กกว่าหัวเราะเบาๆราวกับว่าทำกลบเกลื่อนอาการถอนหายใจของตัวเอง กลัวใจเหลือเกินว่าชางมินจะจู่โจมแบบเมื่อเช้าอีก
เมื่อเช้านี้หลังจากที่ดึงดันอยู่นานว่าจะขับรถของตัวเองออกมาอีกคันในที่สุดแจจุงก็ไม่อาจเอาชนะชางมินได้ สุดท้ายก็ต้องนั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถอยู่ข้างๆชางมินออกจากบ้านมาจนถึงที่ห้างนี้... จู่ๆชางมินก็บอกให้เลือกของได้ตามใจ ไม่ว่าจะอะไรในห้างที่เป็นของตระกูลชิมนี้ก็ให้ชี้นิ้วได้เลยอย่างที่ใจอยาก แจจุงไม่ยอม...และคงไม่ยอมแน่ๆถ้าชางมินไม่ทำท่าจะเข้ามาจูบจนต้องถอยกรูดแทบไม่ทัน เพราะอย่างนั้นก็เลยทำตามใจ เลือกของชิ้นสองชิ้นไปเพราะไม่อยากให้ชายหนุ่มเซ้าซี้และทำท่าทำทางแบบนั้นอีก
ที่ว่าให้เลือกของโดยไม่เสียเงินสักนิดน่ะมันก็ดีอยู่หรอก แต่จู่ๆก็พามาแล้วก็ทำแบบนี้...ในฐานะคนที่อายุมากกว่าแถมยังมีการมีงานทำอย่างแจจุงแล้ว มันรู้สึกแปลกๆยังไงก็ไม่รู้สิ
“ใจคอจะซื้อของแค่นี้เองเหรอแจจุง...ผมว่าคุณน่าจะดูเสื้อผ้ามากกว่านี้นะ”
“ชางมิน...”
“หืม?”
“เราไม่ได้เจอกันนานเกินไปสินะชางมินก็เลยลืมไปแล้วว่าฉันมีร้านเสื้อผ้าเป็นของตัวเองแล้ว แถมยังเป็นดีไซน์เนอร์ด้วย” พอพูดให้ฟัง ชางมินก็ทำท่าว่านึกออกแล้ว
“จริงด้วยแฮะ ผมลืมไปว่าเป็นแฟนกับดีไซน์เนอร์คนเก่งได้ยังไงนะ”
ไม่เห็นแปลกเลยชางมิน... บางทีแจจุงยังลืมเลยว่าเขาเป็นแฟนกับเจ้าของห้าง
“พูดเกินไปอีกแล้วนะ”
“ก็แจจุงของผมเก่งจริงๆนี่ อา...แถมยังทำอาหารเก่งด้วย อ้อ!! ว่าแล้วเย็นนี้ให้ผมไปทานข้าวเย็นที่บ้านคุณได้มั๊ย?”
“เอ๋?”
“อยากกินอาหารอร่อยๆฝีมือคุณแล้วน่ะ”
“เอ่อ...จะดีหรอ ฉันไม่ได้เข้าครัวทำอะไรจริงๆจังๆมาตั้งนานแล้วนะ”
“ดีสิ แจจุงทำอะไรผมก็กินเกลี้ยงทั้งนั้นแหละครับ” ชางมินทำสายตาอ้อนวอน แจจุงก็เลยใจอ่อนพยักหน้าเออออไปกับเขา แล้วก็พากันเดินเข้าแผนกซุปเปอร์มาเก็ตหาของสดไว้ทำมื้อเย็นตามที่ตกลงกัน
ชางมินบ่นว่าอยากกินอาหารเกาหลี ถึงแม้แจจุงจะแนะนำร้านอาหารดีๆสักกี่ร้านเจ้าตัวก็ไม่ยอม... ทั้งที่ใส่สูทเต็มยศอย่างนั้นก็ยังทำท่ากระเง้ากระงอดอ้อนจะเอาให้ได้อย่างเด็กเอาแต่ใจ เหตุนี้แจจุงก็เลยต้องยอม
ที่ผ่านมามีใครมาอ้อนขนาดนี้ซะที่ไหน... ถ้าเป็นยุนโฮล่ะก็จะเอาแต่ตามใจแจจุง ไม่ว่าแจจุงจะตัดสินใจยังไงต่อให้พ่อหนุ่มนักเต้นคนนั้นไม่ค่อยอยากตกลงก็จะต้องตกลงตามนั้นในที่สุด และเพราะอย่างนั้นก็เลยทำให้มีหลายครั้งเหมือนกันที่แจจุงต้องใจอ่อนให้เด็กชายวัย23ที่ทำหน้าหงอยทั้งที่ตัวใหญ่เหมือนหมีแบบนั้น อาจจะทั้งน่ารัก น่าเอ็นดู แจจุงก็เลยอยากตามใจก็เป็นได้
ระหว่างที่จอดรถเข็นและยืนอยู่นิ่งๆรอชางมินคุยโทรศัพท์เรื่องงานที่เขาไม่อยากให้แจจุงได้ยินเท่าไรอยู่หน้าชั้นวางซีเรียลหลายยี่ห้อก็ทำให้แจจุงที่ไล่สายตาไปเรื่อยนึกอะไรขึ้นได้
...วันที่ยุนโฮหอบของกินทั้งหลายมารออยู่ที่ออฟฟิศ พอเขาลงมาด้วยสีหน้าแย่ๆเพราะอีกฝ่ายขัดจังหวะการทำงานโดยไม่รู้ตัวมาถึงก็รีบขอโทษขอโพยยกใหญ่ แล้วค่อยยื่นถุงจากร้านซุปเปอร์มาเก็ตชื่อดังให้ แจจุงยังจำตอนที่เขาเกาหัวแก้เขินได้ดี และตอนที่เขาอธิบายถึงซีเรียลช็อคโกแล๊ตรูปหมีเท็ดดี้นั่นยิ่งไม่เคยหายไปจากความทรงจำเลย...
“เอ่อ...ผมเห็นว่าตอนเช้าๆถ้าเปลี่ยนจากกาแฟเป็นซีเรียลน่าจะดีกว่านะ”
“รูปหมีนี่น่ะเหรอ? ฉันไม่ได้อยู่ประถมนะยุนโฮ”
“ไม่เห็นจำเป็นว่าจะต้องอยู่ประถมหรืออายุเท่าไรเลย...ผมกินไอ้นี่แทบทุกเช้าเลยนะ กินกับนมพร่องมันเนยกล่องนั้นที่ผมใส่ไว้ในถุงด้วยจะดีมากเลยนะพี่แจจุง”
“ฉันคงกินไอ้ซีเรียลหมีนี่ไม่ลงหรอก”
“มันทำจากข้าวสาลีนะ มีประโยชน์มาก ใครๆเขาก็กินกันทั้งนั้นเลย!”
“จะทำจากข้าวสาลีหรือข้าวทองคำอะไรฉันก็กินไม่ลงเพราะมันเป็นรูปหมีนี่แหละรู้เอาไว้เลย!”
“.............”
“วันนี้ฉันยุ่งมากนะยุนโฮ...”
“ถ้าพี่ไม่กินก็ไม่เป็นไร...ผมเอากลับไปกินเองก็ได้”
จนปัจจุบัน...แจจุงยังไม่เคยลองชิมซีเรียลหมีที่หนุ่มฟิกเกียร์คนนั้นแนะนำเลยสักที
แล้วก็ไม่ต้องอธิบายเลยว่าทำไมแจจุงถึงหยิบมันลงมาจากชั้นและวางลงในรถเข็นพร้อมรอยยิ้มก่อนที่ชางมินที่กลับมาตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้จะถามออกมา
“ปกติคุณกินซีเรียลยี่ห้อนี้เหรอ?”
“อ๋อ...เปล่าน่ะ ฉันแค่ว่าจะลองกินดู..พอดี...!”
ยังไม่ทันพูดจบชางมินก็หยิบซีเรียลหมีกล่องนั้นคืนกลับไปวางบนชั้น แล้วหยิบซีเรียลธัญพืชแบบไขมันต่ำมาใส่ในรถเข็นแทน
“แบบนั้นสำหรับเด็กๆกินกัน...นี่สิเหมาะกับคุณ”
“ชางมิน.....”
“ผมพูดถูกแล้ว...เชื่อเถอะครับแจจุง”
“แต่.........”
“ผมว่าเราอย่ามาทะเลาะกันเพราะซีเรียลปัญญาอ่อนนั่นเลยดีกว่านะ”
ปัญญาอ่อนเหรอ?
“พูดแรงเกินไปแล้วหรือเปล่าชางมิน?”
“แจจุง...นี่แค่ซีเรียลกล่องเดียวเองนะ ทำไมคุณถึงหงุดหงิดล่ะ? โอเค...ถ้าคุณอยากกินมากผมไม่ว่าอะไรคุณก็ได้ ดีขึ้นมั๊ย?” ชางมินถามหลังจากที่เขาคว้ากล่องซีเรียลหมีที่ว่าตั้งสามสี่กล่องมาโยนใส่ในรถเข็น หารู้ไม่ว่านั่นยิ่งเป็นการทำให้แจจุงหงุดหงิดเข้าไปใหญ่
“มันไม่ใช่แค่เรื่องซีเรียลหรอกที่ชางมินทำให้ฉันหงุดหงิดน่ะ”
“อ้าว...?”
“...............”
“ยังมีเรื่องอะไรอีก? บอกผมสิ...ผมจะแก้ตัวใหม่...นะครับ”
ดีไซน์เนอร์มือดีสะบัดหน้าหนีพยายามจะข่มอารมณ์แล้วก็สูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะตัดสินใจจบประเด็นนี้ด้วยตัวเอง
“แต่ในเมื่อเราคบกันอยู่...ฉันจะจบเรื่องนี้ไว้ที่นี่จะได้ไม่ต้องมีปัญหา”
“แจจุง...”
“และฉันต้องการซีเรียลหมีแค่กล่องเดียว ชางมินไม่ต้องโยนมันลงรถเข็นแบบประชดประชันฉันขนาดนั้นก็ได้”
“ผมไม่ได้...” ชางมินทำหน้ายุ่งในทันที...เขาพยายามจะบอกแจจุงว่าเขาไม่ได้ตั้งใจหรืออะไรทำนองนั้นแต่อีกฝ่ายก็แสดงท่าทีว่าไม่อยากฟังเขาใส่ทันที
“ไปจ่ายเงินเถอะ”
แจจุงอารมณ์ไม่ดี มีรังสีอำมหิตแผ่ออกมาแทบจะตลอดเวลา เหตุนี้ก็เลยทำให้ชางมินยิ่งอ้อนหนักเข้าไปใหญ่ เขาพยายามมองตาแจจุงเหมือนว่าเจ้าตัวจะหลุดขำออกมาซะอย่างงั้น แต่ตอนนี้แจจุงกำลังโมโหนิสัยแบบนี้ของชางมิน... เขาเอาแต่ใจตัวเองมากไป
ชางมินกระวนกระวายใจอย่างหนัก...เขาถามคำ แจจุงก็ตอบคำ จนถึงเวลาเข้าครัวแจจุงก็ไล่คนที่อาสาอยากจะเป็นลูกมืออย่างเขาออกมานั่งรออยู่ข้างนอก เขายังคิดไม่ออกเลยว่าอาหารมื้อนี้จะอร่อยได้ยังไงในเมื่อแจจุงยังเป็นแบบนี้อยู่
“ผมควรทำยังไงให้แจจุงหายโกรธครับ?”
“ฉันไม่ได้โกรธแล้ว”
“แต่คุณเป็นแบบนี้...”
“เดี๋ยวก็หาย”
“แจจุง ผมขอโทษจริงๆ”
“ไม่ต้องขอโทษหรอก...อันที่จริงฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมที่ซุปเปอร์มาเก็ตเมื่อกี้ฉันถึงหงุดหงิดใส่ชางมินขนาดนั้น”
“บางทีคุณอาจจะเหนื่อย”
“...อืม อาจจะใช่ก็ได้”
“งั้นทานเยอะๆนะ...คืนนี้ผมจะอยู่กับคุณจนกว่าคุณจะหลับเลย”
แจจุงยิ้มเจื่อนโดยไม่รู้ตัวอีกครั้งตอนที่ได้ยินชางมินพูดแบบนั้น...ก่อนที่จะได้รู้ว่ามื้อเย็นนี้ตนไม่มีความรู้สึกอยากอาหารเอาเสียเลย
xxxxxxxxxxxxxxxxxxx
วันนี้ตั้งแต่ที่แยกกับแจจุงที่ออกไปกับชางมินจุนซูก็ไม่ได้อยู่ในโหมดอารมณ์ดีอีกเลย หลายครั้งที่แจจุงทำให้จุนซูต้องบ้าถามตัวเองว่าสรุปแล้วเขาคิดกับแจจุงแค่พี่น้องกันจริงๆหรือ? แค่แจจุงออกไปชางมินในระยะนี้เจ้าตัวก็ถามตัวเองแบบนี้วันละหลายครั้งเพราะดูเหมือนจะหวงแจจุงมากจนผิดปกติกับผู้ชายคนนั้น แต่กลับกันถ้าเป็นยุนโฮล่ะก็...ไม่ว่าจะเอาพี่แจจุงไปขี่ฟิกเกียร์ไกลถึงไหนก็เอาไปเถอะ จุนซูแทบจะใส่พานส่งให้เลยด้วยซ้ำ
แต่วันนี้เท่าที่รู้...แจจุงออกไปกับชางมินและพวกเขาจะกินมื้อเย็นกันสองต่อสองที่บ้าน จุนซูก็เลยบอกกับเจ้าของบ้านไปส่งๆว่าไม่เป็นไร วันนี้ออกมาหาอะไรกินข้างนอกสักวันก็ได้...และคำตอบของจุนซูก็คือการโทรเรียกยุนโฮออกมานั่งกินดื่มกันที่ร้านเล็กๆที่ไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่แบบนี้นั่นเอง
“หมู่นี้ไม่ค่อยแวะไปหาพี่แจจุงที่ออฟฟิศเลยนะ มีแต่คนถามหาน้องยุนโฮกันเป็นแถวเลย...”
“ที่โรงเรียนมีครูลาออกไปคนนึงน่ะ ผมก็เลยยุ่งๆ...ว่าแต่จุนซูก็สบายดีใช่มั๊ย”
“ก็เกือบดี”
“เกือบ เหรอ?”
“อืม...มีคนบางคนทำให้หงุดหงิดทุกทีที่เห็นหน้าเลยน่ะ” จุนซูจะหมายถึงใครซะอีกถ้าไม่ใช่คุณชายชางมิน
“คนคนนั้นคงเป็นคนไม่ดีมากเลยสินะถึงทำให้จุนซูหงุดหงิดได้ทุกครั้งแบบนี้”
“ก็ไม่มากหรอก...แต่เป็นคนนิสัยแย่ๆคนนึงน่ะ”
“เอาเถอะน่า...ลืมๆไปให้หมดแล้วกินให้อร่อยดีกว่า รู้มั๊ยว่าผมกำลังนั่งเซ็งเลยตอนที่จุนซูโทรมาหาน่ะ” ยุนโฮรินโซจูให้จุนซูที่ดื่มเอาๆจนอดระแวงไม่ได้ว่าจะเมาเละในค่ำคืนนี้พลางบอกเรื่องราวทั้งรอยยิ้มบางๆ
“ถ้าฉันเป็นนายนะ ถ้าเซ็งหน่อยก็จะเต้นให้ลืมโลกไปเลย!”
“ฮ่าๆๆ...ว่าแต่ยังไม่ตอบผมเลยนะว่าทำไมถึงอยู่คนเดียวได้? พี่แจจุงไม่อยู่เหรอ?”
“อยู่สิ...อยู่ในบ้านนั่นแหละ!!! ฮึ่ย!!! พูดแล้วก็หงุดหงิด”
ยุนโฮยิ้มตลอดเวลาที่คุยกับจุนซู เขารู้สึกเหมือนคุยกับเด็กสักคน...
“ทะเลาะกันมาหรือเปล่า?”
“เปล่า...แต่พี่แจจุงมีแขกน่ะ”
“อา...ผมว่าต้องเป็นคนนั้นแน่ๆเลย”
“คนไหน? ถ้านายหมายถึงชางมินล่ะก็......เฮ้ย! นี่นายรู้แล้วเหรอ?”
“หมายถึงรู้อะไรเหรอ?”
“ก็นายรู้อะไรล่ะยุนโฮ”
“ก็ไม่เชิงรู้หรอก”
“แล้วมันเรื่องอะไรกันเล่า!? เมื่อกี้นายหมายถึงใคร??”
“ก็วันนั้น...ผมเห็นมีผู้ชายตัวสูงๆที่เอาดอกไม้มาให้พี่แจจุงที่ออฟฟิศน่ะ เขากอดกันด้วย”
“นี่...แสดงว่า.........”
“ที่ว่าเห็นน่ะ... เห็นด้วยตาตัวเองเลย” ยุนโฮยังทำท่าทางสบายๆอยู่เหมือนเดิม ดูสบายมากจนจุนซูรู้สึกว่านี่มันผิดแปลกไปแล้ว เวลาพูดเรื่องแบบนี้...เรื่องของคนที่ชอบกอดกับใครอีกคน เขาไม่ควรทำหน้าตาแบบนี้จริงๆ
“ยุนโฮ?? ฉัน....ฉันไม่รู้จะพูดยังไงดี....แบบว่า ขอโทษแทนพี่แจจุงด้วย....พี่แจจุงบอกว่า....”
“ผมหายแล้วจุนซู”
จุนซูยิ่งงงหนักเมื่อคนตรงข้ามยิ้มมากกว่าเดิมเสียอีก...
“...นาย อะไรเนี่ยยุนโฮ?”
“ถึงตอนเฮิร์ทมันจะทรมานมากก็เถอะ” ยุนโฮยังยิ้มได้อย่างไม่เสแสร้ง นั่นคือสิ่งที่ทำให้จุนซูแปลกใจอย่างต่อเนื่อง “จุนซูอย่าไปบอกพี่แจจุงนะว่าผมรู้แล้วน่ะ”
“คิดว่าฉันจะทำได้เหรอ? เดี๋ยวก็หลุดปากแบบนี้อีก”
“ก็ไม่เป็นไร...แต่อยากให้จุนซูพยายามนึกเอาไว้เลยว่าผมไม่อยากให้จุนซูบอกพี่แจจุง...ถ้าหลุดปากไปก็ไม่เป็นไร ยังไงก็ช่วยไม่ได้อยู่แล้วนี่นะ”
“แล้ว...ตอนนี้นายกับพี่แจจุงยัง?”
“เมื่อคืนเราเจอกัน พี่แจจุงบอกว่าหลังจากนี้จะไม่ค่อยมีเวลาแล้ว ผมพอรู้แล้วล่ะว่าเขาจะหายไปไหน”
“นายไม่ได้เกลียดพี่แจจุงใช่มั๊ย”
“ผมรักเขาต่างหาก”
“หูย~ เต็มปากเต็มคำเลยนะ”
“ก็รักนี่...”
“รักแล้วก็ไปแย่งมาเลยสิ!”
“หา?”
“แย่งพี่แจจุงมาเลย!!! ฉันว่าถ้าเป็นนายก็น่าจะดีกว่าอีตานั่น”
“คนเขารักกัน...ผมทำแบบนั้นไม่ได้หรอก”
“รักเหรอ? มีแต่ชางมินคนเดียวน่ะสิที่รัก! พี่แจจุงน่ะแกจะเอายังไงของแกก็ไม่รู้ รู้มั๊ยว่าแกโกหกหาทางบ่ายเบี่ยงไม่เจอชางมินมาสองสามทีแล้ว พอถามก็บอกว่ารู้สึกไม่สบายไม่อยากออกไปคุยด้วยตลอดเลย ถ้าถามจากมุมฉันน่ะ...ฉันว่าพี่แจจุงไม่ได้รักชางมินแล้วล่ะ”
“.............”
“ฉันว่าต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ!”
“จุนซู...”
“หือ?”
“ผมอยากรู้เรื่องของคนที่ชื่อชางมินกับพี่แจจุง เล่าให้ผมฟังหน่อยได้มั๊ย”
“แล้วทำไมนายไม่ถามพี่แจจุงเองล่ะ ฉันว่าไปบอกให้เขารู้ก็ดีนะว่านายรู้เรื่องชางมินแล้ว...บีบให้เขาเลือกไปเลยว่าจะเลือกนายหรือชางมิน”
“ผมจะไปทำแบบนั้นกับพี่แจจุงทำไม อีกอย่างนะ...ถ้าเขาเลือกคนนั้นก็เท่ากับว่าผมไปทำให้ตัวเองหมดความหมายเลยนะ”
“แล้วถ้าเขาเลือกนายเล่า!?”
“..........”
“มั่นใจหน่อยคุณครู! พี่แจจุงน่ะอ่านง่ายจะตาย ถามแล้วก็ดูปฏิกิริยาตอบกลับให้ดีๆเถอะแล้วนายก็ได้คำตอบเอง”
คนหนึ่งก็ทำหน้ามุ่งมั่นแล้วซัดน้ำเมาเข้าไปอีกอึก ส่วนอีกคนก็ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆเพราะเขาไม่เคยคิดจะทำอย่างที่อีกฝ่ายแนะนำมาเลยสักครั้ง
หรือว่าเขาควรจะลองเสี่ยงอีกสักตั้ง...?
.
.
“คุณแน่ใจนะว่าจะไม่ไปให้หมอดูอาการหน่อย?”
“แค่มึนหัวเองชางมิน”
“เมื่อเช้าคุณไม่น่าไปทำงานเลย” ชายหนุ่มวางมือบนหน้าผากมนเพื่อวัดไข้ให้คนรักที่บอกว่ามึนหัวขึ้นมาเมื่อครู่นี้ เขาเป็นห่วงจับใจ ไม่รู้ว่าที่ชวนกินมื้อเย็นนี้จะทำให้คนที่เพิ่งหายป่วยมาอาการทรุดลงหรือเปล่า
“ไม่เห็นเกี่ยวกันเลย”
“แจจุง...ยอมรับบ้างเถอะว่าบางทีคุณทำงานหนักเกินไป ทั้งที่สถานีแล้วก็ที่ร้านเลยไม่ใช่เหรอ?”
“หนักกว่านี้ฉันก็ทำมาแล้ว ถ้าสงสัยว่าหนักขนาดไหนฉันจะบอกชางมินให้... อยู่กะเช้าที่เบอร์เกอร์คิง กะเย็นที่ร้านสะดวกซื้อ วันๆก็เอาแต่ส่งเมลล์สมัครงาน สัมภาษณ์แล้วสัมภาษณ์อีก... กลางคืนก็ออกแบบเสื้อ วนอยู่อย่างนี้หลายเดือนเลยล่ะ”
“โธ่...ผมขอโทษที่ทำให้คุณลำบาก” ชางมินลูบผมแจจุง เขาพอรู้ว่าที่แจจุงเล่านั่นมันช่วงไหนถ้าไม่ใช่ช่วงที่แม่ของเขาบีบให้แจจุงลาออกจากงานในตอนนั้น “แต่ตอนนี้คุณไม่ต้องกลัวแล้วนะ คุณมีผมอยู่นี่ไงแจจุง”
“ฉันไม่ได้กลัว...ไม่เคยกลัวด้วย เพราะงั้นไม่ต้องกังวลไปหรอก ฉันไม่ได้เป็นอะไรมากจริงๆชางมิน” แจจุงยิ้มให้...รอยยิ้มนางฟ้าของยุนโฮกำลังถูกส่งไปให้ชางมินอย่างไม่ยุติธรรม
“ที่รัก...คืนนี้ผมจะอยู่กับคุณ”
“ไม่ต้อง”
“แจจุง?”
“ไม่ต้องหรอกชางมิน ออฟฟิศคุณอยู่ตั้งไกล...แล้วตัวเองก็เพิ่งไปพูดไปหยกๆว่ามีประชุมแต่เช้า”
“ผมสั่งเลื่อนประชุมได้”
“แต่ต้องไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้...”
“..............”
“กลับบ้านก่อนที่จะดึกกว่านี้เถอะ เดี๋ยวแม่ชางมินจะว่าฉันอีก”
“คุณทำเหมือนผมเป็นเด็กเลยนะ”
“อย่างน้อยชางมินก็เด็กกว่าฉัน...”
“แจจุงครับ”
“กลับบ้าน...”
“ผมเป็นห่วงคุณนะ”
“ฉันสัญญาว่าจะไม่ลุกขึ้นมาเปิดคอมทำงานอีกแล้ว เพราะงั้น...กลับบ้านไปนอนพักผ่อนบ้างเถอะ พรุ่งนี้จะได้ทำงานดีๆไงชางมิน” นางฟ้ายังยิ้มอยู่เสมอ เป็นรอยยิ้มพิมฆาตราวกับฉีกขาดซึ่งหัวใจและความมุ่งมั่นของชายหนุ่มได้อย่างง่ายดาย
“คุณนี่ใจร้ายจริงๆ...เอาล่ะ นอนพักเถอะนะครับ”
“อืม”
“ผมรักคุณนะแจจุง”
แจจุงเอาแต่ยิ้ม ไม่มีคำใดหลุดออกจากปากมาตอบคำว่ารักของชางมินสักคำ...
กล่อมชางมินให้ยอมกลับบ้านเสร็จแล้วแจจุงก็หมดแรงนอนนิ่งอยู่บนเตียง คราวนี้สมองทำงานหนักอีกครั้งพอๆกับหัวใจ ทั้งที่ดูง่ายแต่แจจุงกลับรู้สึกว่าเรื่องความรักครั้งนี้ช่างหาทางออกยากกว่าเรื่องไหนๆ ยิ่งได้ฟังชางมินบอกรักอย่างเต็มปากเต็มคำยิ่งรู้สึกว่าเขากำลังย้ำจุดยืนในใจของตัวเองให้แจจุงรู้โดยไม่ได้ตั้งใจ แต่เวลาที่อยู่กันสองคนกลับไม่พร้อมที่จะให้ชางมินทำอะไรมากกว่าการจับมือหรือกอดกันราวกับหวงตัวแต่มันไม่ใช่ความรังเกียจ ไม่ใช่อะไรที่จะต้องเบ้ปากใส่เวลามาถึง แต่แจจุงไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่อยากให้ชางมินทำอะไรที่มากกว่านั้นเหมือนกับคนรักกันทั่วไป ทำไมถึงไม่อยากยุ่งเกี่ยวสุดๆไปเลยเวลาชางมินทำนิสัยแย่ๆอย่างเรื่องซีเรียลหมีที่ซุปเปอร์มาเก็ตเมื่อตอนค่ำ ทั้งที่ถ้าหากเป็นแฟนกันจริงๆแล้วไม่ว่าจะคู่ไหนก็ต้องมีการง้องอนกันมากกว่านั้นแน่นอน
นอนคิดอยู่อย่างนี้ก็พาลไปนึกถึงตอนที่ชางมินแอบมายืนข้างหลังตอนทำอาหาร และเขาพร้อมจะจูบแจจุงทันทีที่หันมาทว่าพอริมฝีปากใกล้จะแตะกันก็กลับใช้สองมือปกป้องไว้อย่างระมัดระวัง แจจุงคิดว่าระดับชางมินคงต้องระแคะระคายสงสัยในการกระทำของตนเช่นกัน...และเพราะเดาไม่ได้ว่าเขาจะพูดมันออกมาหรือไม่นี่แหละถึงได้น่ากังวล
กำลังคิดวกไปวนมาอย่างวุ่นวายอยู่ดีๆเสียงออดหน้าห้องก็ดังขึ้น
เจ้าตัวเลิกคิ้วสงสัยและพยายามเดาว่าจะเป็นชางมินหรือจุนซู หากแต่พอไปถึงแล้วดูที่หน้าจอเล็กๆใกล้กับประตู...เห็นหน้าคนที่ยืนอยู่หน้าห้องก็ต้องยกมือขึ้นมาปิดริมฝีปากสวยๆของตัวเองอย่างตกอกตกใจแต่ก็ไม่ได้รีรอที่จะเปิดประตูออกไป
“ทำไม....?”
“เดี๋ยวค่อยเล่าได้มั๊ย” ยุนโฮแบกจุนซูร่างอ่อนปวกเปียกแถมกลิ่นเหล้าคลุ้งไว้บนหลัง เขาส่งสายตาไปข้างในห้องชุดของแจจุงเพื่อบอกเจ้าของห้องเป็นนัยๆว่าขอเข้าไปส่งคนเมาถึงที่นอนก่อนจะดีที่สุด
วางจุนซูลงบนเตียงแล้วแจจุงก็จัดการหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้รุ่นน้องที่รักไม่ต่างจากน้องชายแท้ๆอย่างเอาใจใส่จนมีแวบหนึ่งที่ยุนโฮนึกอยากจะเป็นอย่างจุนซูในตอนนี้ขึ้นมาบ้าง ถ้าเขาเมาเละจนสิ้นฤทธิ์ได้แต่นอนนิ่งๆแบบนี้ มีแจจุงช่วยถอดรองเท้า ถอดแจ็คเก็ต เช็ดหน้าเช็ดตัวให้ ปากก็บ่นไปเรื่อยแบบนี้เขาคงจะเป็นคนเมาที่มีความสุขที่สุดในโลกแน่ๆ เพราะดูก็รู้ว่าแจจุงรักจุนซูมาก ในแววตาที่มองระหว่างที่เช็ดตัวไปด้วยนั้นมีความอบอุ่นแสดงออกมาอย่างไม่ปกปิด... แจจุงที่มองบางทีก็เหมือนตุ๊กตาน่ารักๆสักตัวมีจิตใจโอบอ้อมดังพระแม่มารีกำหัวใจของยุนโฮเอาไว้เต็มไม้เต็มมือ แถมหัวใจดวงนั้นก็จะแหลกอยู่แล้วในทุกเมื่อเชื่อวัน... ข้อนี้ยุนโฮรู้ดี
“จริงๆแล้วอพาร์ทเมนต์จุนซูอยู่แถวๆนี้นี่แหละ...แต่ก็ดีแล้วที่นายพาเขามาที่นี่ ว่าแต่ทำไมบุกมาถึงหน้าห้องได้เลยล่ะเนี่ย” ยุนโฮรออยู่ที่ห้องนั่งเล่น เขารู้สึกเกร็งนิดหน่อยเลยได้แต่วางมือไว้บนเข่าแล้วก็มองสำรวจไปรอบๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้ามาในห้องของแจจุงยอมรับเลยว่าดูดีอย่างที่คิดไว้เลยจริงๆ นี่เขาไม่กล้าเอาเรื่องความเป็นระเบียบของบ้านทั้งหลังที่แม่ทิ้งไว้ให้มาเทียบกับห้องที่มีพื้นที่น้อยกว่าของแจจุงเลยจริงๆสิให้ตาย
บรรยากาศในห้องที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีขาวและดำอันโล่งโปร่งสบายนี้ดีมาก การที่เจ้าของห้องเปิดประตูกระจกบานใหญ่ที่เชื่อมกับระเบียงเอาไว้จนลมพัดผ้าม่านสีขาวปลิวอยู่ตรงนั้นทำให้ยุนโฮนั่งมองได้อย่างน่าประหลาด อาจเป็นเพราะกลิ่นจากเทียนหอมตรงหน้าเขาด้วยก็เป็นได้ที่ทำให้เขาหลงอยู่กับบรรยากาศอันละมุนละไมในเวลานี้
“ดื่มอะไรมั๊ย?”
เจ้าของห้องร้องถามจากหน้าประตูที่คาดว่าจะเป็นห้องครัว เห็นอย่างนั้นแล้วเขาก็เลยตอบสั้นๆ
“น้ำเปล่าก็ได้”
และอดใจรออีกไม่นาน อีกฝ่ายก็วางแก้วน้ำเปล่าลงตรงหน้าพร้อมกับนั่งข้างๆกัน
“ไง...” เขาทักทายอย่างนั้น และอีกฝ่ายก็ยิ้มให้เฉยๆ
“ไม่คิดเลยนะว่าจะไปด้วยกันน่ะ” เวลาจุนซูจะดื่มทีไรเขาจะชวนแจจุงที่เป็นเหมือนพี่ชายแท้ๆที่คลานตามกันออกมาเสมอ และถ้าจะมีคนเมา แน่นอนว่าเป็นจุนซูตลอดทุกครั้งและแจจุงก็จะทำหน้าที่ลากเจ้าน้องชายขึ้นแท็กซี่แล้วก็พากลับมาที่บ้านของตัวเอง พวกรปภ.กับเจ้าหน้าที่คนอื่นๆก็จะแซวว่าจุนซูไม่เคยชนะได้สักครั้งนึงเลยสินะ... ครั้งนี้คงเพราะเห็นว่ายุนโฮแบกจุนซูมาล่ะมั๊งก็เลยยอมปลดล็อคประตูและปล่อยให้บุกมาถึงหน้าห้องได้ ส่วนเลขห้องยุนโฮไม่จำเป็นต้องถามใครให้ยากเย็นหรอก...เพราะเขารู้หลังจากที่เคยถามแจจุงตั้งแต่ก่อนหน้านี้ เขาจำแม่นเชียวล่ะเพราะตัวเลขนั้นมันตรงกับวันเกิดเขาพอดี
“ผมกับจุนซูน่ะเหรอ?”
“อืม ว่าแล้วก็อยากไปร่วมวงด้วยจริงๆน๊า”
“แต่พี่มีแขกนี่”
“จุนซูบอกเหรอ”
“ก็เล่าออกมาเพราะน้อยใจน่ะ เห็นว่าจริงๆแล้วตั้งใจมาหาพี่ แต่พี่ก็ไม่ว่าง”
“อืม ยังไงก็ขอบใจนะ...”
“ไม่เป็นไรครับ”
บทสนทนาสะดุดไปครู่หนึ่งเลยทีเดียว และตอนนั้นยุนโฮก็คิดได้ขึ้นมาว่าถ้าหากโซฟาที่เขานั่งอยู่นี่เคยมีใครคนนั้นที่เขาไม่รู้จักมาก่อนนั่งอยู่ตรงนี้ด้วยล่ะก็เขาคงไม่ลังเลเลยที่จะนั่งมันทั้งวันทั้งคืนลบรอยทิ้งเสียให้หมด
แต่นั่นก็งี่เง่า...
แต่ถ้าลองมาคิดดูอีกที เขาไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นโซฟาหรือแจจุงกันแน่ที่เขาอยากจะครองไว้ทั้งวันทั้งคืน ถ้าเคยมีใครทำอะไรเอาไว้ก็จะลบรอยทิ้งให้หมด
แต่น่าจะเป็นอย่างหลัง
“พี่แจจุง...”
“หือ?”
“ผมเห็นผู้ชายคนนั้น”
เที่ยงคืนสี่สิบนาที... ยุนโฮทำให้แจจุงหัวใจหล่นลงไปกับพื้นด้วยคำพูดที่เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัดสินใจจะพูดออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่
“ใครนะ?”
“คนที่ไปหาพี่ที่ออฟฟิศ เอาดอกกุหลาบไปให้”
ชางมิน...แจจุงรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่ายุนโฮพูดถึงชางมิน เพราะนอกจากยุนโฮกับชางมินแล้วตอนนี้ไม่มีผู้ชายคนไหนเข้ามาพัวพันกับตนอีกแล้ว
“ยุนโฮ...ฉัน.....”
“แฟนพี่เหรอครับ?”
“.............”
“แฟนพี่เหรอ?”
“ก็ใช่” แจจุงหลบตายุนโฮอย่างหนัก ไม่อาจเดาได้เลยว่ายุนโฮกำลังคิดอะไร รู้สึกยังไง หรือจะพูดว่าอะไรต่อไป
“มีแฟนแล้วทำไมไม่บอกผมล่ะ”
“นายรู้มาตั้งนานแล้ว...ทำไมไม่บอกฉัน”
“เพราะผมก็ไม่อยากให้พี่รู้เหมือนกัน ผมไม่อยากให้พี่รู้สึกแย่...แล้วสุดท้ายเราก็อาจจะไม่ได้มานั่งคุยกันแบบนี้”
“ขอโทษนะ...แต่ว่า ที่ผ่านมาฉันไม่ได้เล่นกับความรู้สึกนายเลยนะ ฉันเองก็จริงใจ”
“ครับ”
“ฉันขอโทษจริงๆ...ฉันไม่คิดว่าเขาจะกลับมา....”
“ผมไม่โกรธหรอก เพียงแต่ว่า...ผมรู้สึกว่าผมมันไม่รู้อะไรกับเขาเลย ที่ผ่านมามันเกิดอะไรขึ้นกับพี่? เล่าให้ผมฟังได้มั๊ย” เป็นคนอื่นคงตบหน้าแจจุงสักทีไปแล้ว โชคดีเหลือเกินที่ชายหนุ่มคนนี้คือยุนโฮ
“ฟังแล้วจะเป็นยังไงต่อ”
“ก็ตามบัญชาพี่...ถ้าผมทำให้ได้ก็จะทำ” แจจุงเจ็บแปลบอยู่ในอก มองตายุนโฮแล้วก็อ่านออกว่าเขาพูดจริง “แต่ถ้าคิดจะให้ผมถอยล่ะก็คงทำให้ไม่ได้จริงๆ ขอโทษ”
แจจุงส่ายหน้า เขาคิดว่ายุนโฮโง่เหลือเกิน...ทั้งที่พอรู้แล้วจะเดินหนีไปเลยก็ได้แต่ก็ยังทำเป็นไม่รู้ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตั้งแต่คืนที่เขาเป็นดีเจแล้วสินะที่เขาทำแบบนี้
“พี่น่ะ...เป็นคนแรกเลยที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้ ผมร้องไห้แทบทั้งคืนเลยตอนที่เห็นพี่กับเขากอดกัน”
“...........”
“บอกผมเถอะ เล่าให้ผมฟังให้หมดเลยเถอะนะ”
เจ้าของบ้านหันซ้ายหันขวาแล้วเขาก็คว้าบุหรี่ขึ้นมาทำท่าจะหยิบมาคาบไว้แต่ยุนโฮก็กำจัดมันออกด้วยวิธีซื่อๆอย่างหยิบมันออกแล้วโยนไปไกลๆนั่นแหละ นั่นทำให้แจจุงต้องมองหน้าเขาโดยไร้คำพูดทันที
“ไม่งั้นฉันเล่าไม่ออกหรอกนะ...”
“พี่สูบบุหรี่ขนาดนี้นี่รีบตายหนีผมหรือไงกัน?”
“ยุนโฮ...นายหงุดหงิดจนเริ่มหาเรื่องฉันแล้วรู้มั๊ย”
“.................”
“โธ่...เล่าไปนายก็เสียใจ สู้ให้นายด่าพี่แรงๆยังดีซะกว่าเลย”
“ผมอยากรู้เรื่องของคนที่ผมรักน่ะ จะเป็นไปไม่ได้เลยเหรอ?” สายตาของยุนโฮมุ่งมั่นอย่างที่ทำให้ใจสั่นได้อีกแล้ว และแจจุงมักจะสู้ไม่ไหว...สุดท้ายแล้วก็เลยยอมเปิดปากเล่าเรื่องราวออกมา
“ฉันเป็นแฟนกับชางมินมาปีกว่าแล้ว เราเจอกันตอนที่เขาเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย....เขาอายุน้อยกว่าฉัน....อายุเท่านาย”
“ปีนึงเลยเหรอ”
“แต่เขาหายไปเกือบปี โดยไม่มีการติดต่อ”
“ก่อนที่เขาจะกลับมา ครั้งนี้?”
“อืม...เพราะเขาหายไปเฉยๆ เราไม่ทันได้คุยหรือตกลงอะไรกัน...พ่อแม่เขาไม่ชอบฉันก็เลยกีดกันทุกทาง รวมถึงส่งเขาไปเรียนต่อโทที่อังกฤษเพื่อจับแยกกับฉันด้วย”
“...............”
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่อยากเล่า” เห็นยุนโฮทำหน้าอย่างนั้นแจจุงก็ว่าเข้าให้ จะไม่เล่าก็ไม่ยอมแต่พอเล่าแล้วก็ทำหน้าแบบนี้...ไม่ได้ต่างจากที่คิดเอาไว้เลย “ฉันขอโทษ...”
“แล้วทำไมพี่ถึงคุยกับผม ผมนึกว่าก่อนหน้านี้เรากำลังดูใจกันอยู่ซะอีก...”
“ถึงฉันจะไม่ได้บอกว่าชอบหรือรักนายเลยน่ะเหรอ?”
“ก็ทุกครั้ง สายตาพี่ ท่าทางพี่มันแสดงออกหมด...”
ยุนโฮตอบออกมาซื่อๆ นั่นทำให้แจจุงเอ็นดูจนต้องยกมือขึ้นไปลูบหัว
“นายเป็นผู้ชายที่ดี”
“ดีแล้วไงล่ะ...สุดท้ายผมก็เป็นแบบนี้ แสดงว่าพี่รักเขามากใช่มั๊ยถึงได้ไม่เปลี่ยนใจจากเขาเลยถึงเขาจะขาดการติดต่อไปนานแบบนั้น”
“ชางมินก็เป็นผู้ชายที่ดี...”
“แต่พี่รักเขา”
“เรื่องนั้นน่ะ...มันพูดยากจะตายไปยุนโฮ ฉันไม่คิดว่าเขาจะกลับมาแล้วก็ทำแบบนั้น เรายังไม่ไดเลิกกันเลย...นี่คือสิ่งที่ฉันคิดมาตลอดว่าจะทำยังไงนะถ้าเขากลับมา และในขณะที่ฉันเปิดใจรับนายมากขึ้น...จู่ๆเขาก็กลับมา ฉันไม่รู้อะไรแล้ว เขาพูดอะไรฉันก็จำไม่ค่อยได้...แต่ฉันไม่ได้รังเกียจที่จะคบกับเขาต่อ” น้ำตาคลอเต็มสองตาสวยๆของแจจุง เจ้าตัวเงยหน้า บังคับไม่ให้น้ำตาไหลลงมาง่ายๆ
“แล้วผมล่ะ...จริงๆแล้วพี่รัก หรือเริ่มชอบผมบ้างหรือยัง?
“นายเป็นผู้ชายที่ดี...อบอุ่น ช่างเอาใจ ฉันเองก็...ช..ชอบอยู่เหมือนกัน” เห็นแก่ตัวอย่างแรงจริงๆสำหรับคิมแจจุง หากแต่คำตอบจากใจพวกนั้นลอยเข้าไปถึงใจของยุนโฮเล่นกัน แค่คำนั้นก็ทำให้เขายิ้มออกมาได้ เป็นจังหวะเดียวกับที่แจจุงทนกลั้นน้ำตาไม่ไหวแล้ว
“ผมรู้ว่าพี่ลำบากใจมาก...จุนซูเล่าให้ฟังว่าพี่กับเขาไม่ค่อยไปไหนมาไหนด้วยกัน เอ่อ...พี่ไม่ยอมออกไปกับเขา”
“ฉันแค่ไม่รู้ว่าจะปฏิเสธเขายังไงเวลาเขาพาฉันเข้าร้านอาหารฝรั่งเศสน่ะ”
“น้ำตาเต็มหน้าแล้วยังจะทำตลกอีกเหรอ? รู้สึกยังไงก็พูดกับผมมาเถอะน่า”
“ชางมินน่ะ...เมื่อก่อนเขาน่ารัก เหมือนเด็กผู้ชายคนนึง เขายิ้มทีโลกก็สดใสถึงจะเห็นๆอยู่ว่าเมฆดำก้อนใหญ่ลอยมาก็เถอะ...ชางมินเคยน่ารักกว่านี้ และตอนนั้นฉันรักคนที่น่ารักกว่านี้”
ตั้งแต่กลับมา... ชางมินกลายเป็นผู้ชายเอาแต่ใจ ถ้าจะบอกว่าเป็นเด็กก็คงอธิบายได้แค่ว่าเขาเป็นเด็กเกเรคนหนึ่ง... ถึงเขาจะอ้อน จะคอยเอาอกเอาใจ คอยหานั่นหานี่มาให้แจจุงอยู่เรื่อยๆ แต่นั่นก็ทำให้แจจุงรู้สึกว่าเวลาที่ตนอยู่กับอีกฝ่ายนั้นไม่ได้ต่างอะไรจากกรงทองกรงใหญ่ๆเลย
เวลาซื้อของ...ต่อให้แจจุงชอบของชิ้นหนึ่งมาแค่ไหน แต่ชางมินเห็นว่าอีกชิ้นทั้งดีและสวยงามกว่า เขาก็จะยัดเยียดมันใส่มือให้แจจุงจนได้ ไม่รู้ว่าเขารู้หรือเปล่าเวลาที่แจจุงกลับไปที่ร้านเดิมแล้วซื้อของชิ้นที่ตนชอบตั้งแต่แรกกลับมา
ชางมินน่ะเป็นประเภทมองการไกลเอาไว้ก่อน เขาจะคำนวณอนาคตจากปัจจุบันที่เห็นๆกันอยู่... ถ้าหากเขากับแจจุงอยู่ที่นี่ตอนนี้ ในวันพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้แจจุงจะต้องชอบอีกที่หนึ่งที่คล้ายๆกันแน่ๆ หากแต่เขาคำนวณมันด้วยตัวเอง ไม่ได้มีแจจุงเป็นส่วนร่วม
เร็วๆนี้เขานัดแจจุงไปที่โชว์รูมรถก่อนจะชี้ไปที่รถยุโรปคันหนึ่งที่เด่นที่สุดในโชว์รูมให้แจจุงดู เขาถามว่าแจจุงชอบมันไหม? แจจุงตอบตามที่รู้สึกไปว่าชอบ...มันสวยดี เท่ดี หรืออะไรประมาณนั้น แล้วชางมินก็หันไปบอกกับพนักงานที่ดูแลพวกเขาอยู่ว่าตกลงจะซื้อรถคันนี้ และถ้าวันนั้นแจจุงไม่ตงิดใจบางอย่างและร้องห้ามเอาไว้ก่อน คงได้รถใหม่มาขับโดยที่ยังไม่เห็นถึงความจำเป็นของมันแล้ว เขาให้เหตุผลว่ามินิคูปเปอร์สีดำที่แจจุงขับไปไหนมาไหนอยู่ทุกวันนี้มันไม่สวยเอาเสียเลยในสายตาเขา อีกอย่างแจจุงเป็นหัวหน้า เป็นคนทำงาน...เขาบอกว่ารถของแจจุงมันดูกิ๊กก๊อกเกินไปหน่อย แจจุงคงโกรธและตบหน้าเขาแรงๆแน่ๆถ้าไม่ได้อยู่ในอารมณ์งงแบบวันนั้น ชางมินพูดเกินไปอีกแล้ว
...
“เขาอาจจะเผชิญโลกกว้างที่อังกฤษมาพอสมควรแล้วก็ได้ ถึงได้กลายเป็นผู้ชายอีกคนที่ฉันไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่แบบนั้น”
“แล้วผมล่ะ?”
“หือ?”
“ผมเป็นผู้ชายแบบไหน” ยุนโฮยกมือไปปาดน้ำตาให้แจจุงที่ตกใจทันทีที่มืออุ่นๆมาสัมผัสโดนหน้า เจ้าตัวขยับตัวถอยนิดหนึ่งแล้วก็ตอบออกมา
“นายเป็นคนดี...น่ารัก อยู่ด้วยแล้วมีความสุข...ฉัน...!”
อย่างรวดเร็ว
ยุนโฮคว้าแจจุงเข้ามาจูบจนคำพูดทุกคำถูกกลืนหายไปจนเกลี้ยง
ไม่แน่ว่าเป็นเพราะวันนี้เขาอาจจะดื่มมาก็ได้...ก็เลย........
แต่ยุนโฮเป็นผู้ชายอบอุ่น ถ้าหากได้เดินจับมือกันในวันที่อากาศหนาวๆอยู่คงจะอุ่นไปหมดทั้งตัวและหัวใจ
แล้วทุกอย่างที่คิดอยู่ก็สลายตัวหายไปเหมือนฟองสบู่เมื่อริมฝีปากถูกปล่อยให้เป็นอิสระ หากแต่ใบหน้าของพวกเขายังอยู่ใกล้กันในระยะสัมผัสลมหายใจ
“บ้าไปแล้วหรือไง...”
“ผมไม่เข้าใจ พี่บอกว่าอยู่กับผมแล้วมีความสุข แล้วทำไมถึงไม่เลือกผม...”
“ฉันเลือกเขาไม่ได้ถ้ายังมีนายอยู่”
“แสดงว่าก็เลือกผมไม่ได้ถ้ามีเขาอยู่ใช่มั๊ย!?”
อีกครั้งแล้วที่เขาครอบครองริมฝีปากสีสวยที่เริ่มจะบวมขึ้นมาแล้วด้วยการจู่โจมแบบนี้หลังจากที่ถูกแจจุงหลบตาใส่ กลิ่นแอลกฮอลล์ของเขาลอยวนอยู่แถวๆนั้น ลมหายใจของเขาร้อนผ่าวไม่ต่างจากแววจากดวงตาเรียวๆ
“ความรักมันก็แบบนี้เองพี่แจจุง...มันทำให้เราโลภ เหมือนผมนี่ไง ผมรักพี่ สู้อุตส่าห์พยายามจนถึงนาทีนี้ก็เพราะผมอยากได้ความรักทั้งหมดของพี่”
“...........”
“ผมไม่รู้แต่ผมว่าผมอาจจะทำสำเร็จไปส่วนหนึ่งแล้วก็ได้”
“...........”
“ยิ่งกว่าไม่ถอย...คือผมจะเดินหน้าเลยถ้าพี่เป็นแบบนี้ ยิ่งพี่สับสนระหว่างผมกับเขา...ผมจะทำทุกอย่างให้ตัวเองเป็นคำตอบของพี่”
“ยุนโฮ..?”
“ผมไม่ได้เมาหรอก แต่คิดๆดูแล้วที่ผมว่าผมจะไม่ถอยน่ะ...ผมตั้งใจแบบนั้นจริงๆ แล้วถ้าจะไม่ถอยแต่ว่ายืนอยู่ที่เดิมน่ะสักวันเขาต้องเอาพี่ไปจากผมแน่ๆ”
“นายไม่เข้าใจ...”
“ถ้าพี่เข้าใจน่ะ พี่ก็คงไม่ร้องไห้หรอก”
“แล้วรู้เหรอว่าฉันร้องไห้เพราะอะไร”
“สายไปแล้วล่ะ...ต่อให้พี่ไล่ผมก็ไม่ไปไหนแล้ว”
“โธ่...เด็กโง่เอ๊ย!!” แจจุงตวาดใส่ชายหนุ่มที่ขโมยจูบกันดื้อๆถึงสองครั้งในเวลาไม่ถึงห้านาทีจนเต็มเสียง เวลานั้นขอบตากำลังร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง
“ผมรักคุณ...แจจุง”
หัวใจของแจจุงขาดเป็นริ้วแล้วด้วยคำพูดและการแสดงความรักของชายหนุ่ม มันเป็นแผลเหวอะที่ต้องการการเยียวยาอย่างเร่งด่วนก่อนที่จะติดเชื้อและบานปลายไปมากกว่านี้ หากแต่แจจุงไม่เคยตัดสินใจได้อย่างจริงจังว่าจะให้ใครรักษา เพราะไม่ว่าจะมีหมอที่เก่งกาจขนาดไหนอยู่บนโลกก็เถอะ...เห็นทีเขาจะช่วยแจจุงไม่ได้เลย
มันเป็นโรคของหัวใจ โรคของความรู้สึกที่มีแผลใหญ่ ยิ่งปล่อยไว้นานวันยิ่งถูกกดทับด้วยความสับสน ...มันไม่หายง่ายๆถ้าเจ้าของหัวใจไม่ยอมหยุดสับสนสักที
ยุนโฮไม่เคยเป็นแบบนี้ เขารักและตามใจแจจุงอย่างที่ปากบอกตลอด แจจุงว่ายังไง ยุนโฮก็แทบจะไม่ขัดเลยสักคำ... เวลาจับมือกัน ถ้าหากแจจุงบอกว่าให้ปล่อยยุนโฮก็ไม่ลังเลที่จะทำตาม เขาว่าง่าย...เป็นเด็กดี หัวใจของเขาอบอุ่น ใบหน้าเขาหล่อเหลา ถ้าใครได้ผู้ชายคนนี้ไปเป็นคนปกป้องดูแลและให้ความรักอย่างต่อเนื่องล่ะก็ แจจุงไม่เถียงเลยว่าคนๆนั้นจะกลายเป็นคนโชคดีที่น่าอิจฉาโดยไม่รู้ตัวเลย
และมันคงจะดีกว่านี้ถ้าแจจุงหยุดยืดยาดและตกลงเลือกยุนโฮตั้งแต่ก่อนที่ชางมินจะกลับมา...
TBC
No comments:
Post a Comment