
| QUOTE |
| เม้ามอยกันจ้ะ hashtag #gottabeYJ |
ฟังเพลง When you say nothing at all ของ Ronan Keating ไปด้วย แบบ repeat one วนไปเรื่อยๆจนจบตอน จะ ได้อารมณ์ มากๆ!!!!!!!!!!!!!!!!
ยุนโฮได้จักรยานฟิกเกียร์คืนแล้วในที่สุด อันที่จริงร้านของแจจุงจะยังโชว์คอลเลคชั่นใหม่ที่ดิสเพลย์ต่ออีกสามวันแต่หลังจากที่แจจุงได้คุยกับหนุ่มฟิกเกียร์สุดหล่อก็รู้สึกว่าเขาคงจะคิดถึง ‘ลูกชาย’ มากๆ ถึงปากจะบอกว่าไม่เป็นไรแล้วก็ยังยืนยันว่าให้ยืมได้เรื่อยๆก็เถอะ ถึงยังไงก็น่าเอ็นดูโดยการเตะก้นแรงๆสักทีที่ปากไม่ตรงกับใจแบบนั้น นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมยูชอนถึงได้โทรตามให้ยุนโฮไปรับเจ้าลูกชายกลับสู่อ้อมอกสักที
วันนั้นเขาแต่งตัวเท่ๆมากับกระเป๋าเป้ยี่ห้อแวนส์ เดินยิ้มแป้นมาตั้งแต่สถานีรถไฟใต้ดินที่อยู่ไม่ไกลจากร้านมากนักมาจนถึงในร้านตลอดจนถอยเจ้าลูกชายออกมา ยูชอนขอบคุณในฐานะหุ้นส่วนใหญ่อย่างดิบดีอีกครั้งไม่ต่างจากตอนที่ได้จักรยานฟิกเกียร์สุดจะคลาสซี่คันนี้มา ยุนโฮรีบบอกยกใหญ่ว่าไม่เป็นไร ถึงยังไงเขาก็ยินดีช่วยอยู่แล้วจากนั้นเขาบอกลาและเข็นจักรยานออกไปข้างนอกประตูกระจกของร้านโดยอยู่ในสายตาของยูชอนและพนักงานสาวที่แอบชื่นชมในความหล่อเหลาของเขาทั้งหมด เขาออกตัวด้วยการเริ่มปั่นอย่างปกติและโชคดีเหลือเกินที่ถนนหน้าร้านกำลังโล่งอย่างกับเป็นการเปิดโอกาสให้ยุนโฮได้โชว์ลีลากระโดดไปพร้อมกับจักรยานฟิกซ์เกียร์ไซส์56ให้ทุกคนที่มองเห็นต้องคิดในใจเหมือนๆกันเลยว่า ‘ต้องยอมเขาเลย’
และใครๆก็จะพูดอีกว่า ‘ต้องยอมเขาเลย’ เวลาที่เขาเต้น
อย่างในตอนนี้... ที่เขากำลังเต็มที่มากๆกับการเต้นฮิพฮอพกับลูกศิษย์วัยมัธยมทั้งหลาย ถึงแม้ว่าใบหน้าเรียวๆนั่นจะถูกชโลมไปด้วยเหงื่อเขาก็ยังยิ้มและแสดงท่าทางสนุกไปกับการเต้นราวกับสิ่งอื่นๆไม่มีตัวตนเลยเวลาที่เขาขยับร่างและออกสเต็ปไปตามจังหวะแบบนี้
ที่โรงเรียนสอนเต้นเล็กๆแห่งนี้ ชองยุนโฮ ถือเป็นครูที่เป็นที่นิยมที่สุด พอเปิดคอร์สไหนคอร์สนั้นก็จะเต็มก่อนแทบทุกครั้ง ไม่ใช่ว่าเขาป๊อปปูล่าร์ในหมู่ผู้หญิงเพราะความหล่อเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันเขาเป็นไอดอลของเด็กผู้ชายที่คิดอยากจะเต้นให้เก่งและออกมาเท่อย่างครูยุนโฮด้วย แม้จะเป็นคอร์สสำหรับเด็กเล็กๆที่เขามีสอนสัปดาห์ละสองชั่วโมงก็เถอะ...เด็กๆรักครูยุนโฮมากเพราะเขาทั้งใจดีแล้วก็สอนสนุกไม่เบา แต่ไม่ว่าจะเป็นลูกศิษย์วัยไหนก็ตาม...เด็กๆมักจะถามถึงแฟนของครูยุนโฮอยู่บ่อยๆหลังจากที่เคยมาที่นี่แค่ครั้งเดียวก็เป็นที่ติดปากไปเลยว่า
“คุณแจจุงแฟนของครูยุนโฮน่ะน่ารักมากๆ”
พวกเขาได้แต่พูดกันปากต่อปากจนดูเหมือนแจจุงเป็นบุคคลลึกลับที่หาตัวจับยาก ไม่เคยได้เห็นความน่ารักที่ว่าสักที เวลาไปถามครูยุนโฮ...เขาก็จะให้คำตอบว่าเขาไม่ต้องการให้ใครมาชมคนน่ารักของเขาต่างๆนานาให้มันซ้ำซาก หรือจะพูดง่ายๆก็คือ เขา‘หวง’นั่นเอง
ต้องยอมเขาจริงๆ
สอนเสร็จแล้วเขาก็มาดักรอเจ้าของมินิคูเปอร์ เอส สีครีมที่เขาแทบจะท่องจำทั้งรายละเอียดอื่นๆและป้ายทะเบียนได้อย่างคล่องแคล่ว นาฬิกาข้อมือบอกเขาว่าเหลือเวลาอีกแค่สิบนาทีก็จะถึงเวลาเลิกงานและเจ้าของรถน่ารักคันนี้ก็จะต้องเดินตัวขาวๆออกมาแน่
แต่สำหรับคนรออย่างใจจดใจจ่อน่ะ รู้สึกว่าสิบนาทีไม่ต่างอะไรกับสิบปีได้ยังไงกันนะ...
...
...
สิบปีผ่านไปคิมแจจุงที่ใส่เสื้อสีชมพูเหมือนสายไหมก็เดินมาและเป็นฝ่ายทักทายเขาก่อนเสียอีก
“ไง...ฟิกซี่บอย~”
“สวัสดีครับ”
“หวัดดี”
“ผมคิดถึงพี่”
คิมแจจุงที่เป็นผู้ฟังทำแค่ยิ้มและส่ายหน้าเบาๆ เล่นเอาผู้พูดที่หวังไว้มากว่าจะได้ยินอะไรดีๆตอบกลับมาบ้างถึงกับทำหน้างอ จิตใจก็ห่อเหี่ยวไปพร้อมๆกัน
“เย็นชาจริงๆเลย”
“ก็แล้วจะให้ฉันตอบอะไรล่ะ? นายไม่ได้ถามอะไรเลยนี่”
“แต่ผมบอกพี่ว่าคิดถึงอ่ะ”
“ก็แล้วต้องการให้ฉันตอบอะไรเล่า”
“บอกว่าคิดถึงผมบ้างสิ”
“ไม่เอาหรอก...”
“โห่...พี่ชอบผมจริงเปล่าเนี่ย” นั่นคือชองยุนโฮ นักเต้น ดีเจ คนขี่จักรยานฟิกเกียร์ เด็กกวนๆคนนึงที่แจจุงรู้จัก ตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ
“ไม่จริงมั๊ง”
“แล้ววันๆจะไม่คิดถึงกันได้ไง ถ้าคิดถึงผมก็พูดมาเถอะ...ไม่พูดวันนี้เดี๋ยวพี่ก็ทนไม่ไหวต้องพูดวันหน้าอยู่ดีไม่ใช่เหรอครับ”
“วันนี้กวนมากกว่าปกตินะ ชองยุนโฮ...”
“ทำไมครับ”
“ดู! ยังมาทำหน้าทะเล้นใส่ฉันอีก ก็ได้ๆๆ” แจจุงทำท่าโบกไม้โบกมือวุ่นวายก่อนจะถอนหายใจหนักๆหนึ่งเฮือกแล้วพูดออกมาทีละคำ “...ฉัน...คิดถึง...นาย” และพอประโยคนั้นสมบูรณ์ คนฟังก็ดีใจจนโลกหยุดหมุนไปเลย
“....ฮะ?” เขาได้ยินเต็มสองรูหู แต่มันเหลือเชื่อเกินไปต่างหาก “พูดอีกได้มั๊ย...”
“เสียใจ ฉันพูดวันละครั้ง” หัวหน้าฝ่ายคอสตูมที่เพิ่งจะออกจากห้องประชุมมาสดๆร้อนๆยักไหล่แล้วก็เมินสายตามองไปที่อื่นอย่างไม่เห็นใจหนุ่มหล่อสักนิด นั่นทำให้คนตัวโตยิ่งกวนกันใหญ่
“แต่จะพูดทุกวันใช่มั๊ย? ผมจะได้มารอฟัง”
“ไม่รู้โว้ย! ...ว่าแต่มาทำไมเนี่ย”
“มารอเจอน่ะ วันนี้กินอะไรเป็นมื้อกลางวันครับ” เขาจับมือแจจุงข้างที่ไม่ได้กำกุญแจรถขณะที่รอคำตอบ
“กาแฟ”
“เอาอีกแล้ว...”
“ก็ฉันกำลังวาดแบบติดลมนี่ แล้วกาแฟก็ไม่ทำให้ง่วงตอนบ่ายด้วย”
“แต่พี่ควรกินอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันหน่อยสิ”
“ปากก็ปากฉันนะยุนโฮ...”
“ผมคอยถามเพราะเป็นห่วงสุขภาพพี่ต่างหาก”
“โถ...เป็นเด็กดีจริงๆเลยนะ งั้นเราไปหาราเมนอร่อยๆกินกันมั๊ยล่ะ”
ยุนโฮตอบตกลงในทันที แล้วเขาก็ขี่จักรยานนำรถของแจจุงมาถึงร้านอร่อยที่เคยมาด้วยกันแล้วครั้งหนึ่ง คราวนั้นเจ้าของร้านที่เป็นคุณป้าอายุสัก60ปีได้อวยพรพวกเขาอย่างมากมายเพราะเป็นช่วงตรุษจีนพอดี คำอวยพรในวันตรุษจีนที่ว่ามีทั้งเรื่องการงาน เงินทอง ชีวิตความเป็นอยู่ และปิดท้ายด้วย... ‘ขอให้มีลูกน่ารักๆเต็มบ้านเลยนะจ๊ะ’ คุณป้าทำให้พวกเขาอายมากไม่ใช่แค่แจจุงแต่ยุนโฮก็อาย เขาสองคนไม่กล้าสบตากันไปครู่หนึ่งเลย
“พี่ว่าคราวนี้แกจะอวยพรให้เรามีลูกเต็มบ้านกันอีกมั๊ย”
“เลิกแซวฉันสักที...”
“โอเคครับ อย่ามองค้อนแบบนั้นสิ เห็นอย่างนี้ผมก็เกรงใจแฟนนะ”
“ใครเป็นแฟนนายไม่ทราบฮะ!?”
“ผมยังบอกพี่ไม่ได้หรอก พอดีว่าเขายังไม่พร้อม...ตอนนี้น่ะกำลังอายอยู่เลย เก๊กโหดแต่หน้าแดงแจ๋เลย”
แจจุงเอาสองมือปิดแก้มตัวเองทันทีเมื่อสมองประมวลผลได้อย่างรวดเร็วแล้วว่าแฟนที่ยุนโฮพูดน่ะไม่ได้หมายถึงใครที่ไหนเลยถ้าไม่ใช่ตัวเอง
“อ้าว? ปิดหน้าทำไมครับ? พี่เป็นแฟนผมเหรอ?”
“....นายนี่มัน!”
“เป็นแฟนผมจริงๆหรอ? เป็นจริงนะ? รับปากนะ?” สุดหล่อหัวเราะคิกคักขณะที่ยื่นหน้าเข้าไปถามแจจุงใกล้ๆ เขาทำตัวเหมือนเด็กผู้ชายแกล้งแซวเพื่อนผู้หญิงในห้องแล้วก็มีความสุขทุกครั้งที่คนโดนแกล้งร้องไห้อย่างไงอย่างงั้น
“ฉันจะไม่คุยกับนายแล้ว”
“นั่น...งอนเฉยเลย ผมแกล้งนิดเดียวเองนะ”
“.............”
“ผมแค่ได้จักรยานคืนมาก็เลยมีความสุขมากเป็นพิเศษ ไหนจะได้มาเจอพี่อีก...แทบคูณสองเลยนะความสุขของผมน่ะ”
“ความสุขเหรอ?”
“ครับผม ก็เลยอยากอยู่แบบนี้ไปอีกนานๆเลย ไม่อยากกลับบ้าน”
“ทั้งที่ร้านนี้อยู่ใกล้บ้านนายแค่สองสามตึกเนี่ยนะ” เพราะหน้าร้านเล็กๆนี้ไม่มีที่จอดเลยแจจุงก็เลยต้องเอารถไปฝากจอดไว้ที่บ้านของยุนโฮก่อนแล้วก็เดินมาหาร้านราเมนที่อร่อยที่สุดในโลกแห่งนี้
“ใกล้ยังไงก็ไม่อยากกลับจริงๆครับ”
“ไร้สาระน่ายุนโฮ”
“จริงๆนะ ถ้ากลับไปแล้วอยู่คนเดียวก็ไม่อยากกลับเลย”
“นายน่ะ....!” ยังไม่ทันได้ต่อปากต่อคำจนจบ คุณป้าเจ้าของร้านที่เคยสร้างความเขินอายให้อย่างใหญ่หลวงก็เสิร์ฟราเมนร้อนๆให้โดยไม่ลืมที่จะทักทายตามประสาคนช่างพูดช่างคุย
“อ้าว~~ คู่นี้เคยมากันแล้วใช่มั๊ยจ๊ะ ป้าจำแม่หนูคนนี้ได้!” ‘แม่หนู’ที่ว่าได้แต่ยิ้มเจื่อนรับคำทักทาย “แล้วเป็นยังไงจ๊ะ? หืม?” ทั้งคู่ทำหน้าทำตัวไม่ถูกเลยเมื่อคุณป้าชะเง้อคอมามองหน้าท้องแจจุง “ยังไม่ท้องอีกเหรอจ๊ะ ตายแล้ว...พ่อหนุ่ม เธอต้องบำรุงกำลังแบบผู้ชายบ้างแล้วล่ะรู้มั๊ย!?”
“เดี๋ยวฮะ....คุณป้า...”
“นี่ แม่หนูก็บำรุงร่างกายบ้างก็ดีนะ หนุ่มสาวสมัยนี้น่ะชอบละเลยเรื่องแบบนี้ก็เลยมีลูกยากอย่างนี้ยังไงล่ะจ๊ะ”
“เราสองคน...ไม่ใช่.....”
“จะไม่ใช่ได้ยังไงล่ะ อายุแค่นี้ก็ต้องบำรุงนะ มีลูกเยอะๆไวๆให้ทันใช้น่ะดีจะตายนะ เธอสองคนน่ะต้องพยายามด้วยกันรู้มั๊ย”
“ครับผม แล้วเราจะพยายามดูแลร่างกายให้ดีครับ ขอบคุณคุณป้าสำหรับคำแนะนำ และก่อนที่ราเมนจะเย็นผมขอกินก่อนนะครับ”
“เอาสิจ๊ะ กินเยอะๆเลย~ ต้องการอะไรเพิ่มบอกป้าเลยนะจ๊ะ”
“ครับผม”
‘แม่หนู’ ที่นั่งหน้าบูดจนกระทั่งคุณป้าเจ้าของร้านเดินจากไปถอนหายใจเฮือก พลางใช้ตะเกียบคนเส้นราเมนในชามเป็นวงกลมช้าๆ
“พี่แจจุง...”
“น่าอายจริงๆเลย~!”
“ก็มันไม่มีจังหวะให้อธิบายอะไรเลยนี่นา...ก็เลยตัดบทไปแบบนั้น ถ้าพี่....”
“ไม่ใช่! ฉันหมายถึงคุณป้าต้องจินตนาการไปไกลสุดขอบโลกแล้วแน่ๆว่าเราเป็นคู่แต่งงานหวานแหววปั๊มลูกกันครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็ไม่ได้ผลสักที นอกจากจะเป็นคู่แต่งงานแล้วแถมยังถูกมองว่าไม่มีย้ำยาทั้งคู่ซะด้วย โธ่....”
“..............”
“หมดกัน...”
“ช่างมันเถอะ ลืมๆไปแล้วกินกันก่อนดีกว่านะครับ”
“ไม่น่ามาร้านนี้เลย~”
แจจุงบ่นอุบอิบแต่ก็กินจนหมดทำเอายุนโฮได้แต่ส่ายหน้าด้วยความเอ็นดูในคนอายุมากกว่าตรงหน้า กว่าจะกินหมดแบบนี้ก็บ่นวกไปวนมาเรื่องที่ถูกเข้าใจผิด ดูไม่เหมือนคุณดีไซน์เนอร์ที่ชอบทำหน้าเครียดผูกคิ้วเป็นปมเวลาจับดินสอวาดแบบเสื้อผ้าหรือหัวหน้าฝ่ายคอสตูมที่บ่นลูกน้องบ่อยๆเวลาที่พวกเขาทำงานไม่ถูกตามที่สั่งไป แจจุงดูอายุน้อยลงกว่าเดิมปีสองปีได้ล่ะมั๊งเวลาที่เป็นแบบนี้
จนกระทั่งเวลาจ่ายเงิน คุณป้าช่างพูดคนเก่าก็ยังย้ำว่าให้ทั้งคู่ช่วยกันพยายามให้สำเร็จอีกครั้งโดยไม่เหลือช่องว่างให้ทั้งยุนโฮและแจจุงได้อธิบายในความเป็นจริงเลยจนพวกเขาอ่อนใจที่จะพูดอะไรก็เลยต้องทำเป็นพยักหน้าหงึกหงักและยิ้มแห้งๆไปให้เท่านั้น และถึงแจจุงจะหน้างออีกแล้วก็ยังยอมให้ยุนโฮจับมือเดินไปด้วยกันแต่โดยดี พวกเขาเดินช้าๆราวกับไม่อยากให้ถึงที่หมายเพราะจะต้องปล่อยมือกันและกันหรืออะไรอย่างนั้น อาจมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้พวกเขาไม่สนใจลมฟ้าอากาศยามเย็นที่กำลังเปลี่ยนไป ความเชื่องช้าของพวกเขาอาจทำให้ลืมสังเกตไปว่าท้องฟ้ากำลังมืดดำแค่ไหนนั่นก็เลยทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกใดนอกจากต้องยอมเปียกเมื่อฝนตกลงมาในที่สุด
“เฮ้ย! ตกได้ไงเนี่ย!?” เห็นทีหนุ่มหล่อเต้นเก่งคนนี้จะไม่ได้สนใจลมฟ้าอากาศอย่างว่าจริงๆ
ฝนตกหนาเม็ดขึ้นเรื่อยๆจนยุนโฮที่มองเห็นหลังคาบ้านตัวเองอยู่ข้างหน้าแล้วต้องฉุดให้แจจุงรีบวิ่งไปกับเขาให้เร็วที่สุด และเพราะเขารีบร้อนเกินไป คุณดีไซน์เนอร์ก็เลยเท้าพลิกและล้มลงไปเลยตอนที่พยายามจะวิ่งตามแรงฉุด
“โอย...”
“ไหน? ให้ผมดูหน่อย” ผมยุนโฮเปียกลู่ลงล้อมกรอบหน้าเล็กๆของเขาหมดแล้ว
“โอ๊ย!”
“แย่ล่ะสิ... แบบนี้ดีกว่า พี่ขึ้นมาขี่หลังผมเลย เราต้องไปให้ถึงบ้านผมด่วนเลย” เขาตะโกนแข่งกับสายฝนแล้วก็หันหลังให้คนเจ็บขึ้นมาให้เขาแบกกลับบ้านอย่างไม่ต้องคิดนาน นอกจากนี้เขายังเร่งรัดด้วยความร้อนใจด้วยเมื่อคนเจ็บยังกล้าๆกลัวๆไม่ยอมทำอะไรสักที แต่สุดท้ายก็ต้องยอมขี่หลังสุดหล่อคนนี้จนได้ ไม่อย่างนั้นถ้าได้ดันทุรังจะเดินไปแม้จะไม่ใช่ระยะทางไกลเท่าไรนักคงได้เจ็บหนักกว่าเดิมแน่นอน
ยุนโฮหรือ? เป็นคนอื่นมาเจ็บแบบนี้ต่อหน้าเขาก็เป็นปกตินั่นแหละที่จะต้องห่วงมาก แต่ถ้าเป็นพี่แจจุงคนนี้จะเรียกว่าห่วงมากเฉยๆคงไม่ได้ แต่ต้องเป็นห่วงสุดๆ กระวนกระวายและคิดว่าถ้าตัวเองแก้ปัญหานี้ไม่ได้คงจะเป็นความบกพร่องติดความรู้สึกไปอีกนานเลยทีเดียว
.
.
บางที แอนดี้ เดวิส ในเรื่องทอย สตอรี่อาจมีชีวิตอยู่ในโลกความเป็นจริงภายใต้ชื่อ ชองยุนโฮ ก็เป็นได้ ... แจจุงคิดอย่างนั้นตอนที่มองไปรอบๆห้องนั่งเล่นของบ้านยุนโฮ
คิดอย่างนั้นเพราะที่นั่นก็เป็นอีกห้องหนึ่งที่ไร้ระเบียบเหมือนห้องอื่นๆ และดูเหมือนยุนโฮจะเอาแต่เข้ามานั่งเล่นจริงๆเพราะสังเกตได้เลยว่าเขามีของเล่นเยอะแยะเลยทีเดียว ตรงมุมห้องโน้นก็มีเลโก้ที่ยังต่อไม่เสร็จกองอยู่ มองตรงไปก็เป็นตู้กระจกมีรถบังคับคันใหญ่จอดอยู่ ถัดมาอีกหน่อยเป็นหุ่นกันดั้ม ที่กองอยู่อีกฝั่งก็คือเครื่องนินเทนโด วี ที่ไม่ได้เสียบสายใดๆเอาไว้เลย
ชองยุนโฮ...ชายที่กำลังวิ่งหาอะไรกุกกักๆไปทั่วบ้านนั่น..........
ต้องยอมเขาเลยจริงๆ
“ถ้าไม่บอกล่ะก็ฉันต้องคิดว่าบ้านนายโดนปล้นแน่ๆ”
“ผมไม่มีเวลาเก็บเลย เอาล่ะ...เช็ดผมก่อนนะครับ เดี๋ยวผมจะใช้น้ำแข็งประคบให้จะได้ไม่เป็นหนัก” ยุนโฮไม่ลังเลอีกแล้วที่จะจับเท้าแจจุงเพื่อปฐมพยาบาลให้ ขณะนี้มันบวมนิดหน่อยแล้วแจจุงเองก็เป็นกังวลเหมือนกันที่อวัยวะที่ตัวเองคิดว่าดูดีที่สุดในร่างกายกำลังบวมแดงแบบนี้ แล้วในตอนที่กำลังเช็ดผมอยู่นั่นเองก็เลยถามออกมาเพื่อหวังจะคลายกังวล
“แบบนี้อีกกี่วันจะหายเหรอ? ไม่นานใช่มั๊ย?”
“อืม ผมก็ไม่ใช่หมอหรอกนะ...แต่เท้าพี่ไม่ได้เป็นหนักขนาดนั้นไม่น่าจะเกินอาทิตย์นึงหรอก”
“ขับรถก็ไม่ได้ใช่มั๊ย”
“ครับ”
“แล้วแบบนี้จะทำยังไงดีล่ะ ดูฝนสิ ตกหนักขึ้นทุกทีเลย...”
“หยุดกังวลเรื่องอื่นสักครู่แล้วสนใจอาการตัวเองเถอะครับ” ยุนโฮทำหน้าเครียด ขมวดคิวเป็นปมอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นเขาเป็นแบบนี้มาก่อน ตอนนี้มือของเขาถือผ้าขนหนูห่อน้ำแข็งปฐมพบาบาลด้วยวิธีและอุปกรณ์บ้านๆประคบที่เท้าของแจจุงอย่างเบามือ
“ก็เพราะใครล่ะ”
“ผมขอโทษ...ไม่คิดว่าจะทำให้พี่ล้มน่ะ”
“...............”
“ถ้าผมมือหนักไปก็บอกได้เลยนะ”
“อืม” แจจุงครางตอบ ขณะนั้นก็แอบมองหนุ่มฟิกเกียร์ที่เป็นต้นเหตุการณ์บาดเจ็บของตนในขณะนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น แจจุงอยากรู้ว่าเขาทำหน้ายังไง ทำสายตายังไงเวลาที่ทำแผลให้แต่ก็ไม่อาจมองเห็นเลยเมื่อชายหนุ่มตรงหน้าเอาแต่ก้มหน้าก้มตาตั้งใจเต็มที่แบบนั้น “อ๊ะ!”
“ขอโทษครับ”
“นายเป็นอะไร? ทำไมต้องเอาแต่ก้มหน้าก้มตาหลบกันด้วยล่ะ”
“ผมจะมีหน้าไปมองพี่ได้ยังไง”
“แค่ทำฉันล้มเนี่ยนะ...”
“ครับ”
“แล้วการที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเนี่ยมันจะทำให้ฉันหายเร็วขึ้นมั๊ย?”
“..............”
“บางทีคนป่วยก็อยากได้กำลังใจนะ โดยเฉพาะคนป่วยอย่างฉันที่จะขับรถไปทำงานไม่ได้อีกหลายวันเนี่ย”
ยุนโฮเงยหน้ามองแจจุงที่นั่งอยู่บนโซฟา เขาดีใจไม่เบาที่แจจุงไม่โกรธแล้วก็โวยวายใส่ต้นเหตุอย่างเขา แจจุงเป็นนางฟ้าอีกแล้วเวลาที่ยิ้มให้กันแบบนั้นแล้วก็ยิ่งมีปีกกับวงแหวนเหนือหัวที่ชัดเจนเลยเวลาที่บอกว่า ‘ไม่เป็นไร’ หลังจากที่ยุนโฮเอาแต่ขอโทษ
“เลิกทำหน้าแบบนั้นสักทีเถอะ ฉันไม่ได้ขาหักหรืออะไรอย่างนั้นซะหน่อยยุนโฮ”
“แต่ผมทำให้พี่ไปทำงานลำบากเลย”
“โอ๊ย...เรื่องนั้นน่ะเหรอ ฉันมีจุนซูคอยช่วยอยู่ทั้งคนนะ เพราะงั้นไม่ต้องทำเหมือนชีวิตฉันจะล่มสลายเพราะเท้าเจ็บแค่นี้หรอก”
“ครับ”
“ยังจะทำหน้าบูดอยู่อีก... ห้องน้ำบ้านนายสะอาดมั๊ย? ฉันอยากอาบน้ำล้างตัวก่อนที่ไข้จะมาน่ะ”
“โธ่เอ๊ย! ผมลืมเลยว่าพาพี่ตากฝนมา”รอสักครู่นะครับ”
ตลกดีจริงๆ ยุนโฮเจียนจะประสาทกินเพราะมัวแต่กังวลแต่เท้าแจจุงแบบนี้น่ะ...
แจจุงนั่งขำแล้วก็มองตามเจ้าของบ้านที่วิ่งตึงตังขึ้นไปข้างบน เขาหายไปสักพักจนนึกแปลกใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้นแต่แล้วก็กลับมาก่อนที่แจจุงจะตะโกนถามไปว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า มาถึงก็กล้าๆกลัวๆที่จะเดินเข้ามาหาแถมยังเกาหัวแกรกๆอย่างประหม่าด้วย
“เสื้อผ้า...เอ่อ....ผมไม่มีชุดนอนหรอก”
“แล้วปกตินอนยังไง? แก้ผ้าหรอ?”
“ก็บางวัน...”
“แล้วฉัน?”
“ผมมีกางเกงขาสั้น...ก็บ็อกเซอร์นั่นแหละ.....แล้วก็เสื้อยืดของทีมแอลเอ เลเกอร์ส ประมานนี้น่ะ...ใส่ได้หรือเปล่า” ระหว่างที่ยุนโฮยื่นกองผ้าขนหนูและเสื้ออย่างที่อธิบายให้ฟังเมื่อกี้ไปให้แจจุง เขากลัวเหลือเกินว่าอีกฝ่ายจะเบ้หน้าแล้วก็เหวี่ยงทั้งเสื้อผ้าที่เขาหามาให้และอารมณ์ใส่เขาอย่างไม่พอใจอย่างพวกดีไซน์เนอร์รสนิยมสูง ถ้าเป็นแบบนั้นก็คงไม่มีทางเลือกแล้วที่จะหยิบเสื้อแพงๆไม่กี่ตัวที่มีมาให้ใส่เป็นคนแรก
“แอลเอ เลเกอร์สหรอ? ฉันคงไม่เคยบอกนายล่ะสิว่าฉันรักทีมนี้...”
“พี่ดูบาสด้วยเหรอ”
“ถึงจะเป็นไม่กี่ทีมที่ฉันรู้จักในเอ็นบีเอก็เถอะ”
“น่าทึ่งแฮะ...”
“ใครๆก็ดูบาสกันได้น่ายุนโฮ แล้ว...แปรงสีฟันล่ะ?”
“อยู่ในตู้กระจกตรงอ่างล้างหน้าครับ”
“อา...นี่ฉันต้องเดินกะเผลกไปสินะ”
“มาครับ...เดี๋ยวผมช่วย”
.
.
ยุนโฮอาบน้ำในห้องน้ำอีกห้องที่อยู่ชั้นสองหลังจากที่แจจุงไล่ไปอย่างนั้นเมื่อเขาบอกว่าเขาจะรออยู่แถวๆหน้าห้องน้ำและจะไม่ไปไหนจนกว่าแจจุงจะออกมาเพราะกลัวว่าคนเจ็บเดินกะเผลกๆนั้นจะพลาดท่าในห้องน้ำจนเจ็บหนักกว่าเก่า หากแต่พอใช้เวลาปกติในการอาบน้ำสระผมเรียบร้อยแล้วเขาจัดการทำความสะอาดห้องอย่างที่ดีและเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากเท่าที่สังเกตดู...ฝนยังตกหนักไม่หยุด ข่าวทีวีก็บอกแล้วว่ามีความเป็นไปได้ว่าจะตกอย่างนี้ไปอีกนาน คงจะดีกว่าถ้าเขาจะเกลี้ยกล่อมให้แจจุงค้างที่นี่ได้สักคืนถ้าที่สุดแล้วฝนยังไม่หยุดตกสักทีหรือถ้าแจจุงไม่รังเกียจห้องนอนที่ไร้ระเบียบของเขา
หนุ่มหล่อหอบหมอนกับผ้าห่มลงมาจากชั้นบนเห็นทีว่าคืนนี้ที่นอนของเขาคงเป็นโซฟานั่นแน่ๆ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เขายังได้ยินเสียงน้ำจากในห้องน้ำอยู่เลยทั้งที่มันก็นานแล้วแท้ๆ หรือแจจุงอาจจะยังอาบน้ำไม่เสร็จเพราะคงลำบากน่าดูถ้าเจ็บขา หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้น....
เวลานี้สุดหล่อคิดไปต่างๆนานา เขายืนอยู่หน้าห้องน้ำกะเวลาว่าอีกสักครู่ถ้าทุกอย่างยังเป็นแบบนี้อยู่ก็จะเคาะประตูถามสักที
แล้วไม่กี่อึดใจต่อมา ประตูห้องน้ำก็ถูกเปิดออก... แจจุงตกใจที่ยุนโฮมายืนอยู่ตรงหน้าประตูและไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำหน้าเหมือนโล่งใจขนาดนั้นด้วย
“นึกว่าล้มไปอีกแล้วซะอีก”
“ก็เลยต้องมายืนเฝ้าประตูแบบนี้เหรอ?” ยุนโฮไม่ยอมตอบในขณะที่กำลังพยุงแจจุงไปนั่งที่โซฟา จากนั้นเขาคว้าผ้ายืนมาพันเท้าให้คนเจ็บเงียบๆ “ทำไมตรงนี้มีหมอนกับผ้าห่มเหรอ?”
“ดูเหมือนฝนจะยังตกอีกนานเลย ถ้าพี่ไม่รังเกียจก็ค้างที่นี่สิครับ ผมยกห้องนอนให้เลย”
“แล้วนายที่เป็นเจ้าของบ้านจะนอนที่โซฟาเนี่ยน่ะเหรอ...”
“อื้ม”
“น่าเกลียด...ทั้งที่นายเป็นเจ้าของบ้านแท้ๆ แล้วก็ เท้าฉันเป็นแบบนี้จะให้เดินขึ้นๆลงน่ะเหรอ?”
“ผมให้ขี่หลังเลย”
“ยุนโฮ~”
“พันเท้าเสร็จจะให้ผมพาขึ้นไปนอนเลยมั๊ย?”
“นี่....”
“ห้องผมสะอาด ไม่ต้องห่วงหรอก อย่างน้อยมันก็สะอาดที่สุดในบ้านนี้แล้วครับ”
“.............”
“ว่าไง?”
“...ดึกๆก็ได้”
“อะไรนะครับ?”
“ฉันนอนดึกน่ะ”
“เข้าใจแล้ว งั้นเอาโกโก้อุ่นๆสักแก้วมั๊ย”
“กาแฟดีกว่า”
“ไม่เอาครับ ไม่ให้กินกาแฟ”
“เอ๊ะ!!!”
“กินกาแฟมากๆหน้าแก่รู้มั๊ย~” พูดอย่างเดียวไม่พอ มือก็ถึงซะด้วย... เล่นเอาคนไม่ค่อยได้ถูกใครจับแก้มเขินหน้าแดงจนพูดไม่ออก “งั้นเดี๋ยวผมเอาโกโก้ให้กินเนอะ”
“อือ”
xxxxxxxxxxxxxxxxx
“โธ่เอ๊ย!! ฉันบอกแล้วไงว่าไม่รู้!!!! สนิทกันแต่ก็ไม่ได้ตัวติดกันทุกที่ทุกเวลาสักหน่อย! ฉันก็ยังคิดต่อพี่แจจุงไม่ได้เหมือน แล้วถ้ายังไม่เลิกโทรถามทุก5นาทีแบบนี้ฉันจะด่าแบบนอนสต็อปแล้วนะโว้ย!!!”
“ถ้าคุณจุนซูติดต่อคุณแจจุงได้รบกวนติดต่อเราทันทีนะครับ ท่านประธานต้องการรู้ว่าคุณแจจุงอยู่ที่ไหนยังไง ท่านเดือดร้อนใจมากจริงๆครับ”
“เดือนร้อนใจ!? ก็เลยต้องให้เลขาโทรหาฉันทุกห้านาทีแบบนี้เรอะ ไร้สาระสิ้นดี แล้วฝากบอกไอ้ท่านประธานของคุณด้วยว่าพี่แจจุงน่ะอายุมากกว่าเขาอีก ไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ ระวังเขาจะรำคาญเอา!!”
“ครับ แล้วผมจะเรียนให้ครับ”
“แค่นี้นะ!!!!!”
คิมจุนซูเหวี่ยงมือถือลงบนเตียงทันที ตั้งเป็นชั่วโมงแล้วที่ติดต่อแจจุงไม่ได้ จากการถามคนในออฟฟิศได้คำตอบมาว่าเห็นแจจุงกับยุนโฮออกไปด้วยกัน แล้วตอนนี้ก็ติดต่อไม่ได้สักคน จุนซูที่ฉลาดหลักแหลมคิดว่าพวกเขาคงออกไปด้วยกันและอยู่ด้วยกันแน่ๆ ต่อให้มองในแง่ร้ายว่าอาจจะมีอุบัติเหตุป่านนี้ก็ต้องมีโรงพยาบาลติดต่อมาแล้ว ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะไปเดทกันก็ได้
คิดแค่นั้นก็ยิ้มจนหน้าบาน...
แต่ก็หุบลงทันทีเมื่อนึกได้ว่าคืนนี้ถ้ายังติดต่อแจจุงไม่ได้ เลขาของชางมินและตัวชางมินเองคงยังไม่เลิกโทรถามอีกแน่ และมันน่าเบื่อตรงที่ไม่ว่าจุนซูจะยืนยันยังไงว่าไม่รู้ไม่เห็นในการหายตัวไปของแจจุงคนของชางมินก็ไม่เชื่อ แล้วก็ยังพยายามอร้องให้พูดความจริงอยู่นั่นเอง
ถ้าคิดได้ขนาดนั้นก็น่าจะคิดต่อได้อีกไม่ใช่เหรอว่ามันจะมีเหตุผลอะไรที่ทำให้แจจุงอยากจะหายไปเฉยๆ
แต่จุนซูก็ร้ายไม่เบา คิดได้อย่างนั้นก็ภาวนาให้ชางมินกับแจจุงเลิกๆกันไปสักที อย่างน้อยๆตัวเองจะได้ไม่มีปัญหากวนใจแบบทุกวันนี้ที่ว่าเห็นชางมินอยู่กับแจจุงทีไรแล้วมันอารมณ์เสียถ้าทำได้ล่ะก็อยากเข้าไปยืนแทรกแล้วชี้หน้าบอกชางมินให้หมดซะเลยว่าตอนนี้มีผู้ชายอีกคนที่น่าสนใจกว่าซะอีก!
รู้จักมั๊ย?
เขาชื่อชองยุนโฮ!
หล่อมาก
เต้นก็เก่ง เป็นดีเจก็ได้
ชอบขี่ฟิกเกียร์
นิสัยก็น่ารัก
แจจุงชอบยุนโฮจะตายอยู่แล้ว!!!!
แต่ก็ไม่รู้จะเข้าไปทำแบบนี้ในฐานะไหน...และแค่คิดจะทำแจจุงก็ต้องออกตัวห้ามแน่ๆ
...ฮึ่ย!...
“ว่าแต่พี่แจจุงไปไหนของเขานะ...”
xxxxxxxxxxxxxxxxx
“ฉันกลัวผี”
...นั่นเป็นเหตุให้ยุนโฮต้องนั่งอยู่ข้างๆและรอให้แขกสำคัญหลับไปก่อนตามคำขอที่เขายินดีสนองทั้งที่แบกขึ้นหลังมาส่งถึงห้องแล้วก็ตาม ตั้งแต่จีบมาก็เพิ่งรู้จริงๆว่าคนอย่างแจจุงมีมุมนี้ด้วย ไม่น่าเชื่อดีจริงๆ...จากดีไซน์เนอร์ท่าทางมั่นใจ มีสายตาเด็ดเดี่ยว เจ้าของบุคคลิกเย็นชาที่เห็นมาตลอดนั้นจะกลัวผีที่ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้เลยว่ามีจริงหรือไม่
และเขารู้ว่าถ้าเขาสัมภาษณ์ต่อว่าทำไมถึงกลัวผี? กลัวตั้งแต่เมื่อไหร่? บรรยากาศในความคิดของแจจุงก็จะยิ่งน่ากลัวมากกว่าเดิมแน่นอน ก็เลยนั่งคุยกันไปเรื่อยๆทำให้แจจุงหัวเราะดังๆ นั่นคือความสุขของเขา
“คุณยูชอนบอกว่าพี่ให้เขาเรียกผมไปเอาจักรยานคืน?”
“อืม...”
“ทำไมครับ?”
“ก็เห็นนายพูดถึงบ่อยๆ คิดว่าต้องคิดถึงมากแน่ๆ”
“ใช่เลย...วันแรกๆที่ให้ยืมน่ะผมก็เฉยๆหรอกนะ แต่ยิ่งนานเข้าก็ยิ่งคิดถึง ตลกดีเหมือนกัน” ยุนโฮดูเขินๆเวลาเล่าว่าเขาเป็นชายหนุ่มที่คิดถึงจักรยาน(จนนอนไม่หลับ)
“ยังไงก็ขอบใจมากอีกครั้งนะ ทั้งที่เป็นของรักของหวงก็ให้ยืมแบบไม่คิดมากเลย”
“ไม่เป็นไรครับ...”
“นี่...เล่าเรื่องอะไรก็ได้ให้ฟังหน่อยสิ” คนพูดพลิกตัวมานอนมองหน้าคู่สนทนาพลางส่งสายตาอย่างคาดหวังในคำตอบ ยุนโฮที่เป็นคนถูกขอให้เล่าก็หายใจสะดุดไปเล็กน้อยเมื่อเห็นแจจุงทำแบบนั้น ...น่ารัก...
“เรื่องอะไรดีล่ะ”
“เรื่องอะไรก็ได้”
“ถ้าเล่าเรื่องตัวเองพี่ก็คงจะเบื่อ...”
“จะเบื่อได้ยังไง”
“เรื่องของผมน่ะ มันก็มีไม่กี่เรื่องหรอกที่มันอยู่ในใจจนเอามาเล่าซ้ำได้...จะพูดยังไงดี ผมก็คนธรรมดาๆนี่แหละ ไม่ได้โดดเด่นอะไรเลย ไม่เหมือนพี่หรอก”
“ฉันโดดเด่นและไม่ธรรมดาตรงไหนกัน”
“ก็ตรงที่พี่เป็นแบบนี้ไง...โดดเด่นมากๆ” ยุนโฮฉวยโอกาสจับมือกันดื้อๆ “เป็นคนที่ทำงานเก่ง มีรสนิยม ยิ้มสวย ตาก็สวย จมูกก็สวย”
“...............”
“เห็นแล้วใจมันไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเลย พี่มีลักษณะพิเศษที่ขโมยหัวใจคนอื่นได้รู้มั๊ย?”
“พูดเกินจริงไปนะ”
“ไม่เกินหรอกครับ...นี่คือสิ่งที่ผมคิดจริงๆ” เขาจูบมือของคนตาสวย จมูกสวยที่ว่าแล้วก็สบตา คราวนี้หัวใจยิ่งไม่อยู่กับเนื้อกับตัวไปกันใหญ่แล้วเมื่อแจจุงสบตากลับมา “พี่ไม่ใช่แค่คนน่ารัก...แต่เป็นคนที่ผมมองแล้วรู้สึกว่า ผมต้องรัก...ผมรู้ว่าถ้าวันนั้นผมไม่เดินหน้าเข้าหาพี่ผมจะต้องพลาดสิ่งดีๆในชีวิตไปแน่นอน”
...
ฝนเบาลงแล้วแต่ก็ยังได้ยินเสียงเปาะแปะเวลามันสาดมาโดนหน้าต่างที่อยู่ตรงหัวเตียงพอดีอยู่บ้าง
พวกเขามองตากัน...เห็นแสงสะท้อนที่เปล่งออกมาท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแสงไฟจากภายนอกสาดเข้ามาแค่เล็กน้อยหากแต่ในปริมาณแสงเท่านั้นพวกเขายังเห็นรอยยิ้มของกันและกันอยู่
ยุนโฮจับมือข้างนั้นของแจจุงไว้โดยไม่คิดจะปล่อยถ้าอีกฝ่ายไม่ร้องขอ แจจุงมืออุ่นๆนุ่มๆ จับต้องแล้วมีแรงดึงดูดทั้งทางร่างกายและจิตใจ เลยทีเดียว... ทั้งไม่อยากปล่อย ทั้งไม่อยากลืมสัมผัส แจจุงผู้มีอำนาจ บันดาลความสุขในทุกๆวันให้ยุนโฮโดยไม่รู้ตัว บางทีถ้าหากเจ้าตัวได้ลองคิดดีๆสักครั้ง...ถ้าได้ลองสังเกตว่าตั้งแต่วันแรกที่คุยกันจนถึงวันนี้ ยุนโฮหลงรักเขามากกว่าเดิมไปเท่าไหร่แล้ว
คนที่โดดเด่น มักทำสิ่งที่โดดเด่น...สร้างงานดีๆ มีสิ่งดีๆ และเป็นแค่คนเดียวเป็นหนึ่งเดียวที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ความรักที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับใครอีกคนมาก่อนได้อย่างน่าทึ่ง
นี่คือ...คิมแจจุงที่ชองยุนโฮหลงรักจนสุขและปวดหัวใจในทุกวี่วัน...
“ผมรักพี่นะ...รู้ใช่มั๊ย”
“อืม”
“อย่าเพิ่งรีบตอบ ...มองตาผมให้แน่ใจก่อนดิ”
แจจุงเชื่อฟังและทำตามทันทีทันใด เจ้าตัวมองลึกเข้าไปในตาของยุนโฮ และเท่าที่แสงจะเอื้อให้...แจจุงเห็นความรักซึ่งตรงกับคำพูดและการทำของเขาทุกอย่าง
“พี่เห็นอะไรมั๊ย?”
“เห็น...” มืออีกข้างที่ว่างถูกยกขึ้นมากุมทับมือของหนุ่มฟิกเกียร์เอาไว้ “นายรักฉัน...”
“ขอบคุณที่เห็นมัน...พี่รู้แล้วนะ พี่เห็นแล้ว ขอบคุณครับ” ยุนโฮแทบจะร้องไห้ เขาตื้นตันเกินกว่าที่จะพูดอะไรต่อไปหลังจากที่แจจุงพูดออกมาเองว่ารับรู้ในความรักที่มีแต่ให้ของยุนโฮแล้ว ปากที่เคยพูดจาปลอบใจในเวลาที่แจจุงหงุดหงิด ปากที่เคยพูดเรื่องดีๆเรื่องที่ตลกจนต้องหัวเราะให้ฟังอย่างมีความสุข ปากเดียวกับที่เคยบอกรักมาตลอดกำลังพร่ำคำขอบคุณที่มันช่างไม่จำเป็นเอาเสียเลยสำหรับกรณีนี้ “ขอบคุณจริงๆแจจุง”
“จะขอบคุณทำไมกัน”
“ผมแค่อยากขอบคุณน่ะ”
“..............”
แจจุงปล่อยมือแล้วใช้มาพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งเสมอกันกับยุนโฮ ก่อนที่จะยกมือขึ้นสวมกอดชายหนุ่มอย่างไม่ลังเล
“นายเหมือนเด็กตัวเล็กๆเลยรู้ตัวหรือเปล่า?”
“............”
“เป็นคนคนนึงที่มีชีวิตอยู่แล้วเติมพลังให้ใครอีกคนได้ นายเป็นแหล่งกำลังใจ...บางครั้งก็เป็นแรงบันดาลใจให้ฉัน”
“ผมเป็นถึงขนาดนั้นเลยเหรอ”
“อืม~”
ยุนโฮดึงแจจุงออกจากตัว แล้วเขาก็จูบที่ปากสีสวยๆนั่นทันทีโดยไม่คิดจะขออนุญาต
...พวกเขาจูบกัน...
นุ่มนวล ล้ำลึก แล้วจึงแปรเปลี่ยนเป็นรุกไล่และตอบรับกันอย่างลงตัว อาจเป็นเพราะแจจุงไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเท่าไรก็ได้เขาจึงสู้ยุนโฮในจูบนี้ไม่ไหว ได้แต่ทุบอกอีกฝ่ายขอให้หยุดจูบที่ทำให้หายใจไม่ไหวนี่ได้แล้วแม้จะรู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆก็ตาม
“ฉันหายใจไม่ออก”
“แล้วผมจูบที่อื่นได้หรือเปล่า?”
แจจุงพยักหน้าตอบ จากนั้นยุนโฮก็ขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม เขาฝังใบหน้าและสันจมูกลงที่คอของแจจุงราวกับดำดิ่งลงไปในความรู้สึกอัศจรรย์ที่แม้เขาเองก็หาทางกลับไปไม่ได้ สองแขนกำยำโอบรอบเอวของคนในอ้อมแขนไว้ยิ่งทำให้พวกเขาแนบชิดกันมากยิ่งขึ้น กลิ่นกายของแจจุงที่ถูกเคลือบด้วยกลิ่นเจลอาบน้ำที่เขาใช้ไม่เคยเปลี่ยนมานานเป็นปีมันยิ่งทำให้ชื่นใจอย่างไม่รู้จะเอาอะไรมาเปรียบเทียบให้เห็นภาพเลย
แล้วมันก็ยิ่งทำให้หนุ่มฟิกเกียร์ผู้แสนดีคนนี้ควบคุมจังหวะหัวใจตัวเองไม่ได้เลยเมื่อแจจุงที่ดูเหมือนว่าตัวเล็กนิดเดียวเวลาถูกเขากอดเต็มแขนแบบนี้เริ่มที่จะขยับตัวแล้วโอบกอดเขาเช่นกัน แจจุงสัมผัสเส้นและสอดมือเข้าใต้กลุ่มผมของเขาก่อนจะลูบไล้และร้องครางออกมาอย่างแผ่วเบาโดยที่ตัวเองก็อาจจะไม่รู้ตัว ริมฝีปากนุ่มๆที่ยืนยันได้เลยว่าลิปมันแพงๆพวกนั้นมันใช้ได้ผลดีจริงๆแตะอยู่ที่ขมับของเขา แช่ค้างอยู่หลายวินาทีก่อนที่เจ้าตัวจะผละออก
“ฉันรู้ว่าทำแบบนี้กับนายมันไม่ถูก...”
“แต่ผมก็รู้ว่ามันก็ไม่ผิด”
แจจุงได้แต่นิ่งเมื่อรู้อย่างชัดเจนว่าตนไม่มีอะไรจะเอามาสู้กับสายตาของยุนโฮได้เลย ...แหล่งพลังงานตรงหน้าคนนี้ช่างแน่วแน่อะไรอย่างนี้ แต่ตัวแจจุงเองกลับต่างหากที่ทำไม่ได้แม้แต่จะตัดสินใจ... และแถมตอนนี้ก็กำลังพ่ายแพ้แหล่งพลังงานอันแน่วแน่ที่ว่าอย่างราบคาบแล้วด้วย
ไม่ได้ต่างอะไรจากน้ำแข็งที่โดนความร้อนหลอมทำลายจุดเยือกแข็ง
เพราะฉะนั้นในตอนนี้จึงไม่ต่างอะไรกับน้ำที่ยอมไหลไปตามกระแสลมเย็นๆที่นำพาไปเลย…
ถึงแม้จะไม่ใช่คนเริ่มแต่แจจุงก็มั่นใจว่าหลังจากนี้ตนจะไม่เสียใจเลยที่ยอมปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปเช่นนี้ หากในเวลาที่กำลังเปลือยร่างและยอมอยู่ภายใต้การควบคุมของยุนโฮอยู่ก็มีไม่กี่อย่างที่แทรกซึมอยู่ในทุกอนูของความรู้สึกและมันไม่มีอะไรจะสามารถมีอิทธิพลกับทั้งร่างกายและจิตใจมากไปกว่าความสุขได้เลย ร่างกายที่ถูกจูบ ถูกสัมผัสแล้วโดยราชสีห์ตัวใหญ่กำลังตอบสนองไปตามความต้องการที่บังเกิดอย่างที่ไม่เคยเป็นกับใครมาก่อน และความต้องการนี้ไม่ได้หยาบโลนอย่างที่เคยเข้าใจ...มันลึกซึ้งกว่ามาก ตรงที่ถ้าเปลี่ยนจากหนุ่มฟิกเกียร์เป็นคนอื่นก็จะไม่สามารถทำให้แจจุงคลั่งไคล้และมัวเมาในความรักที่ให้มาได้ขนาดนี้เลย ในขณะที่พวกเขาแนบชิดและใช้ใจรับรู้ทุกประสาทสัมผัสจากกันและกันก็รับรู้ได้ว่าเสียงฝนข้างนอกก็สู้เสียงที่ต่างคนต่างเรียกร้องกันในห้องนี้ไม่ได้แม้แต่นิด...
...ยุนโฮช่างอบอุ่นอะไรอย่างนี้ …
ในขณะที่แจจุงใช้สองมือเกาะบ่ากว้างของคนด้านบนแล้วก็ปล่อยไปตามสัญชาตญาณ ให้ความรู้สึกนั้นเองที่หูก็ได้ยินแต่เสียงของยุนโฮ จมูกได้กลิ่นของยุนโฮ ริมฝีปากเองก็ร้องหาแต่ยุนโฮ และสมองก็คิดเพียงเท่านั้น... ยุนโฮช่างอบอุ่นอะไรอย่างนี้...
มีอยู่ช่วงจังหวะหนึ่งที่ยุนโฮดึงมือข้างถนัดของแจจุงไปกุมทับที่อกของตนเพราะเขาอยากให้แจจุงรับรู้จังหวะของหัวใจของชายหนุ่มที่วิ่งตามใครสักคนที่ถูกใจในคราวแรก ประทับใจในลำดับต่อมา และรักมากจนไม่อาจถอนตัวในวินาทีปัจจุบันนั้นเป็นอย่างไร ...
นั่นทำให้แจจุงแทบบ้าเมื่อได้รับรู้ว่าหัวใจของยุนโฮเต้นแรงแทบระเบิดแค่ไหน
“อ๊ะ!”
“เจ็บหรอ?”
“เจ็บ......ที่เท้าน่ะ.....”
ยุนโฮจูบปากแจจุงอีกครั้งก่อนที่เขาจะโอบกอดกันและกันให้แนบแน่น แล้วพากันเดินทางไปยังที่ที่จะมีเพียงพวกเขาสองคนที่รู้จัก
ทั้งจากนี้...และตลอดไป
.
.
ในวินาทีที่ทุกสิ่งล้วนขาวโพลนไปหมด
พวกเขาบอกรักกัน โดยที่ไม่มีใครอื่นได้รับรู้
และถึงกระนั้นที่คำว่ารักของแจจุงอาจจะหลุดปากออกมาโดยที่เจ้าตัวอาจจะไม่รู้ตัวก็ได้ ยุนโฮก็ยังพูดเหมือนเดิม
“ขอบคุณครับ...” แต่มีอีกคำหนึ่งที่ไม่เหมือนเดิม “ผมก็รักคุณ...คนดีของผม”
TBC
No comments:
Post a Comment