
| QUOTE |
| เม้ามอยกันจ้ะ hashtag #gottabeYJ |
เมื่อเช้านี้จุนซูบุกมาถึงห้องของพี่ชายด้วยความคิดถึง และเขาต้องอึ้งและไม่สามารถเปล่งเสียงใดๆออกจากคอไปได้สักพักเลยเมื่อเห็นว่าบนเตียงที่ตนเคยไปนอนเบียดเจ้าของหลายครั้งนั้นมีใครอีกคนนอนตัวใหญ่วาดแขนกอดพี่ชายคนที่ว่าอยู่...
ไม่รู้ว่าเสียงกุญแจรถตกพื้นดังขนาดไหน แต่มันก็ทำให้พี่ชายที่หายหน้าไปหนึ่งวันเต็มรู้สึกตัวตื่นและส่งเสียงเรียกหาเขาได้
“จุนซูเหรอ?”
จุนซูครางตอบเบาๆเท่าที่ทำได้ และพอเขาเพ่งดูด้วยตาตัวเองอีกทีก็พบว่านี่มันคือภาพที่เขาอยากเห็นมาตั้งนานแล้วนี่เอง แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะ เหมือนว่าการที่ได้มาเห็นยุนโฮกับพี่แจจุงนอนกอดกันกลมแบบนี้ก็ถือว่าเร็วไปหน่อยหรือเปล่า? เอาน่า...อย่างน้อยก็เร็วกว่าที่คิด
และพอเขาดื้อด้าน ส่งเสียงรบกวนให้คนหลับตื่นเต็มตาทั้งคู่ก็เลยได้มีโอกาสสัมภาษณ์ให้รู้กันไปเลยกับทุกสิ่งที่สงสัย และเรื่องราวเต็มๆที่ได้รับมามันก็ไม่ใช่เล่นเลย... พี่แจจุงนี่ยังไงก็ไม่ธรรมดาจริงๆ
ราวเที่ยงของวันนั้น ยุนโฮบอกว่าเขามีธุระต้องจัดการที่โรงเรียน แล้วคืนนี้ก็มีงานดีเจรออยู่อีกก็เลยต้องกลับไปก่อน และมันเร็วกว่าที่แจจุงคิดไว้แน่ๆเจ้าตัวถึงต้องหน้างอแบบนั้นเมื่อยุนโฮที่ใส่ล้อจักรยานแล้วค่อยๆล่ำลาอย่างอ้อยอิ่งและเดินออกจากประตูไปในที่สุด
ตอนนี้...สี่ทุ่ม... แจจุงให้จุนซูวัดไข้ให้ครั้งสุดท้ายก่อนที่จะลุกขึ้นมาแต่งตัว ใส่กางเกงขายาวขาดๆ กับเสื้อยืดตัวใหญ่ๆ และกำลังทาบีบีครีมอยู่หน้ากระจกท่ามกลางสายตาของจุนซู
“แทนที่จะพักให้หายดีก่อน”
“ก็นอนเฉยๆมันน่าเบื่อนี่ เท้าก็ดีขึ้นมากแล้วด้วย...สู้ออกไปหาแรงบันดาลใจนอกบ้านไม่ดีกว่าเหรอจุนซู”
“หาแรงบันดาลใจ หรือหาคนบันดาลใจกันแน่? รู้นะว่าจะไปไหนน่ะ”
“...ใช่ ฉันจะไปหาเขา นายก็แต่งตัวแล้วไปด้วยกันสิ สนุกดีนะ”
จุนซูส่ายหน้า ยิ้มกริ่มกับอาการอินเลิฟของพี่ชายสุดที่รักก่อนจะเดินเข้ามากอดคอแล้วก็สบตากันผ่านกระจกตรงหน้า
“นอนกับเขาเป็นยังไงบ้าง?”
“หืม?” คนถูกถามร้องเสียงสูง คิ้วทั้งสองข้างก็ยกพร้อมกับตาที่เบิกขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ
“เขาเป็นยังไง?”
แจจุงไม่กล้าตอบในทันที... ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกเขินจุนซูอยู่นิดหน่อย อาจเป็นเพราะเด็กคนนี้ที่ดูเป็นเด็กขี้อ้อนก็เท่านั้นแอ๊บแบ๊วก็เท่านี้น่ะเชี่ยวชาญประสบการณ์เรื่องอย่างว่ามากกว่าแจจุงซะอีกมั๊งก็เลยรู้สึกแปลกไปหน่อย
“เร็ว! ตอบสิ เขาเป็นยังไง? หน้าตา บุคลิก เวลามีเซ็กส์น่ะ”
“ก็ไม่เห็นเป็นยังไง”
“ไม่จริง! ต้องต่างกับตอนเดินหล่อๆแบบนี้สิ....เล่าเร็วๆ เขาเป็นยังไง เป็นเสือนิ่งๆ เป็นเสือที่กำลังหิว หรือว่าเป็นลูกเสือ?” จุนซูพูดเรื่องเสืออะไรก็ไม่รู้ แจจุงก็ได้แต่หยิบโน่นหยิบนี่ต่อไปราวกับไม่ได้ยินทั้งที่จริงๆมีภาพ ‘ลูกเสือ’ อยู่เต็มหัวตั้งแต่ที่ได้ยินจากปากจุนซูแล้ว
“พี่อย่าทำแบบนี้กับน้องสิ...ถามดีๆนะ” จุนซูอยากรู้มากจริงๆ เขาละมือไปกดมือแจจุงให้วางแปะอยู่กับโต๊ะ หยุดการเคลื่อนไหวกลบเกลื่อนใดๆได้อย่างดี
“...เฮ้อ.....จะบอกให้เลยจุนซู”
“ให้ตรงคำถามด้วย เขาเป็นยังไงเวลามีเซ็กส์กับพี่? เสือที่นั่งนิ่งๆหยิ่งๆแต่ยังไงก็ยังเป็นเสือ หรือว่าเสือที่กำลังหิวแล้วก็ล่าเหยื่อ หรือว่าเป็นลูกเสือตัวเท่าแมวญี่ปุ่น? เป็นแบบไหน?”
“ยุนโฮน่ะ”
“..................”
“เขาเป็นสิงโต เจ้าป่า...”
พูดประโยคเด็ดจนจุนซูก็รัวกำปั้นเบาๆที่ไหล่แจจุงพลางร้องเสียงดังอย่างไม่ได้ศัพท์ คนตอบก็ยิ้มหวานราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่เริ่มเรื่องสิงโตเจ้าป่าไว้เองแท้ๆ
“อ๊า งั้นวันนี้ขอไปด้วยคนสิ!! เอ? หรือว่าคืนนี้พี่จะไปต่อกับเจ้าป่าล่ะ”
“บ้า!”
.
.
พวกเขามาถึงผับเล็กๆที่ยุนโฮทำงานอยู่ คราวนี้แจจุงจงใจนั่งที่เก่าเพราะอย่างน้อยๆก็มั่นใจแล้วว่ามุมนี้จะเห็นบูธดีเจชัดเจนโดยที่ไม่ค่อยมีใครมารบกวน จุนซูดูจะไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เท่าไหร่ ...ก็อย่างเช่นมีคนมาขอชนแก้วบ่อยๆนั่นแหละ เจ้าตัวก็เลยเอาแต่ทำหน้างออยู่ตั้งพักใหญ่ จะมีก็ตอนที่แจจุงออกปากว่าวันนี้จะเป็นเจ้ามือจ่ายให้ทุกอย่างนั่นแหละคนที่เป็นทั้งลูกน้องและน้องชายถึงได้ยิ้มออก
อาจเพราะวันนี้เป็นวันเสาร์คนก็เลยเยอะเป็นพิเศษ สาวๆอาจจะรู้ข่าวแล้วด้วยก็ได้ว่าวันนี้ดีเจยุนโฮมาทำหน้าที่แทนดีเจที่เคยอยู่ประจำถึงได้หลั่งไหลกันมามากมายขนาดนี้ แต่ละคนก็แต่งตัวข่มกันเต็มที่ ...นั่งอยู่ตรงนี้แจจุงมองเห็นคนใส่เสื้อผ้าที่ตนออกแบบด้วยดังนั้นก็เลยอดชื่นชมตัวเองในใจไม่ได้เลย แล้วตอนที่กำลังยอตัวเองอย่างเพ้อเจ้อนั้นเองจุนซูก็ตีไหล่รัวๆอย่างแรง
“เขามาแล้ว!!”
เหมือนครั้งที่แล้ว...เสียงกรี๊ดของสาวๆดังจนหนวกหูเมื่อดีเจรูปหล่อมายืนประจำที่บูธ ชองยุนโฮ...ฟิกซี่บอย มาแล้ว...
โอว... ให้ตายเถอะ ให้ตายเถอะ ให้ตายเถอะ!!!
ทำไมวันนี้เขาถึงใส่แค่เสื้อ(โชว์)กล้ามกับกางเกงยีนส์ ...แต่งตัวไม่เป็นหรือไง?
ชุดแบบนี้ใครบอกให้ใส่ออกมานอกบ้านกัน? บ้าจริงๆ ให้ตายเถอะชองยุนโฮ
ผู้หญิงแต่งตัวจัดสองสามคนที่นังอยู่โต๊ะใกล้ๆกันกับแจจุงและจุนซูก็เก็บอาการไม่ไหวแล้ว ได้ยินว่าพวกหล่อนจะโพสต์ลงเฟซบุ้คว่าวันนี้ดีเจยุนโฮหล่อกระชากใจ และ กล้ามเขาน่ากัดเหลือเกิน นอกจากนี้เจ้าหล่อนทุกคนที่โต๊ะนั้นพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากจะถูกเขากอดทั้งชุดนั้น กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ว่าอยากจะขึ้นเตียงกับเขา...
แต่...
เสียใจด้วยจริงๆ เพราะเขาคงไม่ไปกับพวกเธอหรอก
...แต่ใครให้แต่งตัวแบบนั้นนะ มันน่าตีจริงๆเลย
จุนซูก็เป็นหนึ่งในพวกที่สนุกไปกับทุกคนในร้านในขณะที่แจจุงก็ยังนั่งเฉยๆ มองดีเจสุดหล่อเปิดเพลงอย่างตั้งใจ และพอถึงเพลงwe run the night ของดีเจฮาวาน่า บราวน์ สุดหล่อหันไปด้านข้างๆยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาทักทายใครก็ไม่รู้แล้วก็ก้มลงไปจัดการกับปุ่มอะไรต่อมิอะไรตรงหน้าเหมือนเดิมก่อนที่พื้นที่ข้างๆเขาจะมีคนอื่นมายืนด้วย แล้วนั่นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นสาวตะวันตกที่แจจุงสะดุดตาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นนั่นเอง พวกเขาทักทายกันด้วยท่าทางเท่ๆ ยุนโฮที่กำลังโยกตัวไปตามเพลงนั้นก็ทำแค่ยิ้มออกมาเวลาถูกเจ้าหล่อนดึงเข้าไปหอมแก้มทักทายเรียกเสียงกรี๊ดจากคนอื่นๆ
แต่นี่ไม่กรี๊ดกับเขาหรอกนะ...
หันไปอีกทีจุนซูที่ถูกคาดหวังว่าจะเป็นผู้ฟังที่ดีได้ก็หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ทำให้แจจุงต้องนั่งเท้าคางดื่มเหล้าพลางมองไปที่ยุนโฮที่ไม่รู้ตัวว่าเขามาดูไปอย่างนั้น แต่ถึงจะแอบไม่พอใจนิดหน่อยแต่ความเท่ของดีเจชองเอาหัวใจไปได้หมดเกลี้ยงเลยจริงๆ
แจจุงชงเหล้าเพิ่มแล้วก็ดื่มอยู่ตามลำพังอยู่สักพัก และในตอนที่แก้วล่าสุดกำลังจะจรดที่ปากนั้นเองก็มีใครสักคนดึงมันออกไปจากมือได้ทันเวลา
“ยังไม่ทันหายดีก็ออกมาเที่ยว แถมยังกินเหล้าอีก...ผมควรทำยังไงกับคนป่วยอย่างพี่ดี?”
ดีเจรูปหล่อนั่นเอง...
“แต่ถ้าไม่มาก็ไม่เห็นช็อตเด็ดน่ะสิ”
“ช็อตเด็ดอะไร?”
“ก็มีคนหอมแก้มนาย...ยัยแหม่มนั่น”
“นั่นคือแบลร์”
“ฉันยังไม่ได้ถามชื่อหล่อนซะหน่อย”
แจจุงหน้างอมากโดยที่เจ้าตัวก็ไม่รู้หรอกว่าแสดงออกเสียขนาดนั้น แต่ในสายตาของยุนโฮนั้นน่าเอ็นดูน่ารักน่ากอดที่สุดในโลก... เขานั่งชันเข่าอยู่กับพื้น วางแก้วเหล้าในมือลงกับโต๊ะแล้วใช้สองมือตัวเองกุมสองมือของแจจุงเอาไว้ จนถึงตอนนี้เขายังมีสีหน้าและดวงตาที่เชื่อมั่นได้เหมือนก่อนหน้านี้ไม่มีผิด
“แบลร์กับผมเป็นดีเจแล้วก็ขี่ฟิกเกียร์มาด้วยกัน...เราเป็นเพื่อนกัน”
“...............”
“แถมเป็นคนไปบอกผมซะด้วยว่าแฟนมา แล้วก็กำลังอยู่ที่บูธแทนผมอยู่ พี่เห็นมั๊ย”
คนดีของยุนโฮมองกลับไปที่บูธดีเจ หญิงสาวคนนั้นหันมาโบกมือให้แจจุงด้วยท่าทางร่าเริงตามปกติของหล่อน
“แล้ว...เราเป็นแฟนกันเหรอ?”
“เป็นยิ่งกว่าแฟนอีก...พี่ก็รู้นี่”
“ให้ตายเถอะ...เด็กดีคนนี้นี่กะล่อนจริงๆเลยนะ”
“จะว่าผมยังไงก็เถอะ...แต่เท้าพี่หายดีแล้วเหรอ?” เขามือไว ทำอะไรก็ไว แป๊บเดียวก็นั่งชันเข่ากับพื้น จับแจจุงถอดรองเท้าแล้วดูอาการให้อย่างไม่รีรอ “มันหายบวมแล้วก็จริงแต่ผมว่ายังไงก็ยังไม่ควรออกมาแบบนี้นะครับ”
“มันไม่ปวดแล้วนี่... บางทีนายที่ไม่ใช่หมอจริงๆอาจจะมองโลกในแง่ร้ายเกินไปก็ได้ เท้าฉันอาจจะไม่ได้แพลงแบบนั้น...มันอาจจะแค่อักเสบนิดหน่อยๆก็ได้”
แจจุงพูดมีเหตุผลอยู่ ยุนโฮไม่ใช่หมอ และอาจเป็นเพราะอาการที่ว่าเกิดขึ้นกับแจจุง เขาจึงมองไปในแง่ร้ายมากไปหน่อย แต่ถึงอย่างไรเขาก็อดห่วงคนดีคนนี้ไม่ได้จริงๆ
ใช่... คนดีที่กำลังยักคิ้วราวกับเยาะเย้ยที่ทำให้เขาเถียงไม่ออกนี่แหละ
“เฮ้...ซีเรียสหน่อย ผมเป็นห่วงจะตายอยู่แล้วนะเนี่ย”
“งั้นก็หยุดทำหน้าแบบนี้ได้แล้ว” ปลายนิ้วชี้ของคนดีดันอยู่ตรงหว่างคิ้วของพ่อหนุ่มฟิกเกียร์แล้วมอบรอยยิ้มเห็นดูให้ แจจุงยิ้มจนตาหยีแถมยังเอียงคอทำน่ารักโดยไม่รู้ตัวใส่ยุนโฮอีก ...ไม่ได้รู้ตัวเลยว่านั่นทำให้ในใจของดีเจชองดาวเด่นในคืนนี้ปั่นป่วนมากกว่าเดิม และนั่นทำให้เขา... คลั่ง!
“เอาล่ะคนดีถ้าพี่ยืนยันแบบนั้น ถึงตอนนี้ผมมีสองตัวเลือกให้พี่นะ ข้อแรก...พี่จะกลับบ้าน แล้วก็รีบเข้านอน กับข้อสอง พี่ไม่กลับบ้านก็ได้แต่ต้องไม่เอาแต่นั่งอยู่แบบนี้”
“แล้วให้ฉันทำอะไร? เต้นกับนายอีกเหรอ ”
“แน่นอนครับ”
“.................”
“ว่าไง”
“จริงๆแล้วฉันมากับจุนซู แต่ว่า”
“ผมเห็นแล้ว จุนซูเต้นอยู่ตรงโน้น...”
“...............”
“เหมือนเดิมเลย... พี่แค่อยู่ข้างๆผม และเต้นเมื่ออยากเต้น นั่นคือสิ่งที่พี่ต้องทำถ้าเลือกข้อสอง”
ด้วยทั้งคำพูด สัมผัส สายตา และน้ำเสียงที่อ่อนโยนนี้จะทำให้คนดีเลือกอะไร.........
ถ้าไม่ใช่ข้อสอง
สุดท้ายแจจุงก็อยู่ในบูธกับยุนโฮอีกครั้ง ถ้าทุกอย่างยังเป็นปกติอยู่ตอนนี้ใบหน้าของคนที่ดีเจชองกำลังโอบเอวด้วยแขนข้างหนึ่งคงเป็นที่จดจำอย่างขึ้นได้ของสาวๆในร้านไปแล้ว แน่นอนว่าจะต้องเป็นคนสำคัญที่จะถูกพูดปากต่อปากว่าเป็นคนของดีเจชอง เป็นคนน่าอิจฉาที่ได้เต้นเบียดกับดีเจอย่างนั้น ...น่าอิจฉาเหลือเกิน
ยังมีเรื่องเสื้อกล้ามที่ยังค้างคาอยู่ในใจแจจุงไม่ใช่น้อย และไม่ว่าจะหวงกล้ามนั้นยังไงแต่เมื่อได้สัมผัสในตอนที่กำลังเต้นคู่กันอยู่นี้แจจุงก็ใจสั่นไม่เป็นจังหวะ แขนของยุนโฮแน่นไปด้วยมัดกล้ามขนาดพอดี น่ากัดให้หายหมั่นเขี้ยว และถ้าเลือกที่ตายได้ไม่ว่าจะกรณีไหน ในวงแขนล่ำๆนั่นก็ดูเป็นสถานที่ที่น่าตายที่สุดแล้ว
ดังนั้นไม่แปลกสักนิดเลยถ้าแจจุงจะยอมให้ยุนโฮกอดในขณะที่เขาก็กำลังทำหน้าที่เป็นดีเจอยู่ตรงนั้นด้วย
มันเริ่มจากที่พวกเขาหันหน้าเข้าหากัน ต่อจากนั้นแจจุงยกแขนคล้องคอยุนโฮที่ตัวสูงกว่านิดหน่อยแล้วเงยหน้ามองสบตากันให้หัวใจได้ทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง ใกล้ชิดกันอีกแล้วทั้งที่ประมาณหนึ่งวันก่อนหน้านี้พวกเขาก็แทบไม่เคยได้อยู่ห่างกันเลย
ยุนโฮยิ้มให้ แล้วขยับปากบอกโดยไร้เสียงเป็นคำเดิมๆที่ไม่เคยน่าเบื่อ
“ผมรักพี่”
แจจุงเข้าใจทันทีโดยไม่ต้องถามย้ำ ราวกับว่าคำพูดที่ไม่มีเสียงของยุนโฮดังสยบเพลงบีทหนักๆพวกนั้นไปหมดแล้ว
แล้วพวกเขาก็กอดกันแน่นๆโดยไม่ยอมปล่อย ยุนโฮโอบเอวคนดีของเขาไว้ด้วยมือข้างเดียว ส่วนอีกข้างก็จับปุ่มนั้นปุ่มนี้อย่างคล่องแคล่วต่อไป
นี่ถ้าจะว่ากันจริงๆล่ะก็.... คืนนี้คิมแจจุงได้แอนตี้แฟนกลับไปเพียบ!
คืนนี้โลกที่มีแต่เสียงเพลงแดนซ์ดังกระหึ่มกำลังกลายเป็นสีชมพู แล้วก็ยังเป็นเช่นนั้นตลอดความฝันที่เกิดขึ้นทั้งคืนของคิมแจจุง
…
จนแล้วจนรอดเมื่อคืนนี้แจจุงก็ต้องให้ยุนโฮแบกมาส่งที่บ้านหลังจากที่อาการไข้หวนกลับมาทำให้หมดเรี่ยวหมดแรงอีกครั้งหลังจากที่เต้นกับดีเจสุดหล่อเต็มแรง กลับมาถึงเด็กดีของเขาก็แย่งหน้าที่เช็ดเนื้อเช็ดตัวมากจากจุนซูที่กลายเป็นคนนั่งดูแทน และเพราะแจจุงดื่มมายุนโฮก็เลยไม่ค่อยอยากให้กินยา เขาไม่แน่ใจว่ามันจะมีผลอะไรกับร่างกายหรือเปล่าก็เลยเลี่ยงเอาไว้ก่อนโดยการติดแผ่นเจลสำหรับลดไข้ไว้ให้คนป่วยก่อนจะหันไปฝากฝังให้จุนซูดูแลต่ออีกทีระหว่างที่เขาจะไปอาบน้ำเตรียมอยู่เฝ้าไข้คนดีอีกคืน
...ยุนโฮไม่เคยมีปัญหาเรื่องเสื้อผ้าเท่าไหร่ ให้เขาใส่เสื้อนอนติดยี่ห้อของแจจุงออกไปสอนเต้นตอนเก้าโมงเช้าพรุ่งนี้ยังได้เลย
ก่อนที่จุนซูจะออกไปนอนอีกห้องหนึ่งที่เจ้าของห้องตั้งใจทำไว้ป็นห้องรับรองเวลามีแขกมาพักแต่แล้วก็ตกเป็นของน้องชายร่วมสาบานอย่างเขาโดยไม่เป็นทางการ เขาชวนยุนโฮคุยเรื่องปัญหาที่ยังคาราคาซังเป็นรักสามเส้าระหว่างแจจุง ยุนโฮ และชางมิน พร้อมกับบอกด้วยว่าพรุ่งนี้ชางมินคงจะมาถึงตอนเที่ยงๆ และเขาคงดิ่งจากสนามบินมาหาแจจุงเลยแน่ๆ ยุนโฮบอกจุนซูที่เป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่งว่าเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นและเพราะแบบนี้ก็เลยไม่มีแผนหลักหรือแผนสำรองใดๆไว้รับมือเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาจะทำถ้าหากเส้นทางของเขาและแจจุงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบก็คือการอยู่ไปแบบนี้ เขาจะไม่มีวันเปลี่ยนความคิดและจิตใจของตัวเองเลย
“หมายความว่าตอนนี้รักยังไงก็ยังจะรักต่อไปน่ะหรอ?”
“อืม”
“หนักแน่นดีจริงๆเลยนะคุณเจ้าป่า”
“หา? จุนซูเรียกผมว่าอะไรนะ?”
“เอาล่ะ ฉันไปนอนก่อนดีกว่า นายก็นอนบ้างล่ะ กับคนแก่ๆคนนั้นน่ะนั่งเฝ้าไปก็ไม่หายวันหายคืนหรอกนะบอกไว้ก่อนเลย”
“ฝันดีครับจุนซู”
“อืม...ไปล่ะคุณเจ้าป่า”
...เจ้าป่า...
สิงโต?
ไลอ้อนคิง
ซิมบ้า
นาล่า
ทีโมน
พุมบา
มูฟาซ่า
สการ์
ซาราบี
..........
นี่เขานึกชื่อตัวละครในไลอ้อนคิงภาคแรกแทบจะทั้งเรื่องแล้วนะยังไม่เห็นเข้าใจที่จุนซูพูดเลย...
ฝันดีนะ...หนุ่มฟิกเกียร์
xxxxxxxxxxxxxx
แจจุงรู้สึกตัวตื่นหลังจากที่ถูกปลุก... เป็นจุนซูนั่นเองที่ทำหน้าเบื่อๆอยู่ใกล้แค่หนึ่งช่วงแขนเท่านั้น
“ฝันดีอยู่ล่ะสิ...เลิกฝันก่อนเถอะพี่”
“หืม?”
“ชางมินมาหา”
เพราะอย่างนี้ถึงบอกให้เลิกฝันก่อนสินะ
ระหว่างที่ยังนอนกลอกตาไปมานั้นจุนซูใช้มืออังหน้าผากและตามเนื้อตัวของแจจุงเพื่อวัดไข้ เขายิ้มออกเล็กน้อยที่พี่ชายสุดที่รักอาการดีขึ้นหน่อยแล้ว ก่อนที่จะก้มลงไปพูดกับแจจุงใกล้ๆให้ได้ยินกันแค่สองคนถึงแม้ในห้องนอนนี้จะไม่มีใครอื่นอยู่อีกก็ตาม
“ยุนโฮคอยเช็ดตัวแล้วก็เปลี่ยนเจลลดไข้ให้ตอนเช้ามืดน่ะก็เลยอาการดีขึ้นเร็วหน่อย”
“แล้วตอนนี้...เขา....?”
“เห็นว่าไปสอนเต้น เขาฝากบอกพี่ว่าสะดวกเมื่อไรให้ฑทรหาด้วย”
“อืม”
“ลุกได้แล้ว...ชางมินนั่งรออยู่ข้างนอก เขาอุตส่าห์บอกว่ามีเวลาอีกชั่วโมงนึงก่อนจะต้องไปออกรอบกับเพื่อนนักธุรกิจประสาทๆเชียวนะ” จุนซูกระแนะกระแหนเต็มกำลัง นึกแล้วเกลียดจริงๆตอนที่ชางมินเอาตารางงานตัวเองมาบอกให้ฟัง นี่คิดว่าทุกคนบนโลกเป็นเลขางี่เง่าของตัวเองไปหมดเลยหรือไงกัน
..
..
“ผมคิดถึงคุณจัง...” ชางมินทักทายคำแรกโดยการบอกว่าคิดถึง ขณะนั้นเขาจับมือข้างหนึ่งของแจจุงเอาไว้ด้วย
“อืม”
“ไม่อยากเชื่อเลยว่าผมไม่อยู่แป๊บเดียวคุณก็ป่วยอีกแล้ว ป่วยบ่อยเกินไปหน่อยมั๊ยแจจุง? ผมเป็นห่วงนะ”
“ฉันไม่เป็นไรหรอกชางมิน...คราวนี้แค่ตากฝนมานิดๆหน่อยๆน่ะก็เลย...”
“ประมาทจริงๆเลยคุณเนี่ย แล้วนี่ดีขึ้นแล้วใช่มั๊ย”
แจจุงได้แต่นั่งยิ้มน้อยๆและยอมปล่อยให้ชางมินจับมือและลูบหัวอยู่อย่างนั้นทั้งที่ก็ไม่ค่อยจะสนิทใจสักเท่าไหร่แล้ว อาจเป็นเพราะอย่างน้อยๆแจจุงก็ได้เปิดใจกับยุนโฮไปแล้วทั้งหมดทั้งทางการกระทำและคำพูด ดังนั้นการจะปล่อยให้ชางมินจับมือเฉยๆก็คงจะแปลกแต่จะทำยังไงได้นอกจากนั่งยิ้มน้อยและคุยกับชางมินไปเรื่อยๆ ฟังเขาพูดเรื่องงานที่ไปตกลงไกลกับคู่ค้าถึงยุโรป พูดเรื่องจำนวนเงินมูลค่ามหาศาลที่แจจุงไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยไม่ตื่นเต้นตอนที่ได้ยิน พูดเรื่องตีกอล์ฟกับประธานบริษัทจากจีน ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็นชางมินที่ฉลาดและเก่งเรื่องธุรกิจเป็นผู้ใหญ่ทั้งตัวและความคิดไปหมดแล้ว ถ้าเป็นชางมินคนนั้นล่ะก็... ป่านนี้ก็คงจะเอาแต่เข้ามากอดและไม่พูดอะไรไปมากกว่าคำว่าคิดถึง เขาจะไม่ร่ายตารางงานในวันอาทิตย์ของนักธุรกิจให้แจจุงฟังแน่นอน
นั่นทำให้แจจุงคิดถึงชางมินคนเก่าที่เคยรู้จักมากขึ้นเป็นกอง...
“อืม...ชางมิน...”
“ครับ”
“ค่ำนี้...มีธุระที่ไหนหรือเปล่า”
“ไม่มีครับ”
“งั้นเราไปหาอะไรกินกันเถอะ ไปร้านอาหารจีนที่ชางมินเคยพาฉันไปก็ได้...”
“หืม? คุณอยากกินอาหารจีนหรอ”
“อืม...ทุ่มนึงเราไปเจอกันที่ร้านได้มั๊ย”
“ให้ผมมารับคุณดีกว่ามั๊ยครับ”
“อา...ไม่เป็นไร ชางมินต้องอาบน้ำหลังจากกลับจากสนามกอล์ฟทุกครั้งไม่ใช่เหรอ พอดีว่าฉันต้องออกไปธุระกับจุนซูอยู่แล้วด้วยกะว่าถึงเวลานัดจะได้ส่งจุนซูที่บ้านแล้วก็ไปที่ร้านเลย”
“ตามนั้นก็ได้ แล้วคุณจะไปไหนกับจุนซูเหรอ? ป่วยแบบนี้...”
“เรื่องงานน่ะ ชางมินไม่ต้องห่วงฉันหรอกนะ มีจุนซูทั้งคน” แจจุงยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ไม่แน่ใจว่าชางมินจะดูออกมั๊ยว่าเจ้าตัวฝืนมันพอสมควรเมื่อถูกชางมินจับมือไปจูบ
ไม่กี่วัน...แต่ยุนโฮทั้งจูบทั้งหอมจนทำให้แจจุงไม่พร้อมต้อนรับสัมผัสจากใครทั้งนั้นไปแล้ว...
“แล้วจะไม่ให้ผมห่วงได้ยังไง...แฟนทั้งคน”
“ขอบคุณมาก”
“ไม่เห็นต้องขอบคุณเลย ผมไม่ใช่คนอื่นสักหน่อย”
“แต่ชางมินก็อุตส่าห์แบ่งเวลามาหากันก่อนเพราะว่าเป็นห่วงทั้งที่อีกไม่ถึงชั่วโมงก็ต้องไปถึงสนามกอล์ฟแล้วแท้ๆ”
“ก็ได้ๆ... ถ้างั้นผมไปก็ได้”
ตอนที่แจจุงเดินไปส่งชางมินที่หน้าประตู โดยไม่ทันตั้งตัว... ชางมินคว้าใบหน้าของแจจุงไว้แล้วจูบลงบนริมฝีปากสีสวยอย่างอ่อนโยนในแบบที่เขาควรจะเป็น และเพราะไม่ทันตั้งตัวบวกกับความคิดร้อยแปดพันเก้าของแจจุง เจ้าตัวผวาสะบัดตัวออกจากการสัมผัสที่ใครๆก็ต้องอยากได้จากชิมชางมินอย่างไม่นึกอาลัยอาวรณ์ ทำให้ร่างสูงๆของนักธุรกิจหนุ่มกระแทกกับชั้นวางของเป็นผลให้แจกันตกลงมาแตกอยู่กับพื้น ส่งเสียงดังให้จุนซูที่ตั้งใจว่าจะไม่ออกไปเจอหน้าชางมินอีกรีบเปิดประตูห้องนอนออกมาด้วยความตกใจ
“คุณเป็นอะไรไปแจจุง!?”
“ฉัน....”
“มีอะไรกันน่ะ? ทำไมข้าวของตกแตกแบบนี้?”
“ฉันตกใจ....ชางมิน.....ฉันแค่ตกใจที่จู่ๆชางมินก็.........”
“อย่างนั้นเหรอ? โธ่...แจจุง ผมขอโทษนะ...” ราวกับแจจุงที่กำลังตกใจและหวาดกลัวจริงๆนั้นปลิวติดมือชางมินไปเมื่อเขาดึงเข้าไปกอด “ถ้ารู้ว่ามันทำให้คุณตกใจผมจะไม่ทำเลย...”
“อือ”
“เหมือนตอนนี้ไง... คราวนี้คงไม่ตกใจแล้วเนอะ”
เขายิ้มราวกับเทวดา แล้วก็ค่อยๆโน้มตัวมาจูบแจจุงที่ถูกกอดจนหนีไปไหนไม่ได้อยู่ต่อหน้าจุนซู
แจจุงยืนตัวแข็งทื่อ...และเพราะไร้ทางเลือกอื่นก็เลยยืนนิ่งๆยอมให้ชางมินจูบแบบนั้น ขณะเดียวกันก็ตั้งใจเอาไว้ว่าจะไม่ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาสักหยดทั้งที่ในใจกำลังสะอึกสะอื้นด้วยทั้งความละอายใจและเสียใจต่อทั้งชางมินและยุนโฮ ที่สุดแล้วคนที่เจ็บปวดมากในนาทีนี้ก็คือแจจุงที่ไม่แน่นอนมาตั้งแต่แรก
ชางมินจูบ... บอกลา...แล้วก็กลับไป
แจจุงถูกจูบ...บอกลา...แล้วก็ร้องไห้
จุนซูที่ยืนดูเหตุการณ์ที่บาดใจตัวเองอยู่เล็กน้อยมาตลอดกลัวว่าแจจุงที่กำลังร้องไห้จะถูกเศษแจกันกระเบื้องบาดจนได้แผลให้คนรอบข้างเป็นห่วงซ้ำอีกรีบพาแจจุงกลับมานั่งที่โซฟา เขาลูบหลังลูบไหล่พี่ชายเล็กน้อยก่อนจะวิ่งวุ่นหยิบไม้กวาดมาจัดการเศษแจกันที่แตกแล้วจนหมด
เมื่อกลับมาดูแจจุง...เขาพบว่าน้ำตาของพี่แจจุงที่ไหลอาบแก้มตอนก่อนหน้านี้แห้งไปหมดแล้วแต่เจ้าตัวก็ยังนั่งนิ่งๆแล้วส่ายหน้าเบาๆอยู่อย่างนั้น
“เมื่อกี้ตกใจหมด...”
“จุนซู...”
“หืม?”
“คืนนี้ฉันจะบอกเลิกชางมิน”
“จะเล่าเรื่องยุนโฮให้เขาฟังหรือเปล่า”
“ไม่”
“............”
“ฉันมีเหตุผลอื่นนอกจากยุนโฮที่ทำให้อยากเลิกกับเขา”
“คิดว่าเขาจะเข้าใจมั๊ยล่ะ”
“ไม่รู้...”
“พี่ควรบอกเขาด้วยว่าพี่ไม่ได้รักเขาแล้ว มันโหดร้ายแต่ตรงใจที่สุดไม่ใช่เหรอ”
แจจุงไม่กล้าพูดหรอก...
จุนซูรู้ดี เขาก็แค่แนะนำไปอย่างนั้นหากแต่ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องของเขา เขาคงได้บอกชางมินแน่ว่าจริงๆแล้วเหตุผลหลักที่มีคือเขาไม่รักชางมินแล้ว
แต่พี่แจจุงคงมีทางออกเอาไว้แล้วล่ะมั้ง...
แล้วก็คงราบรื่นแน่ๆถ้าหากเกิดอะไรขึ้นแล้วไม่สติแตกไปกว่าเมื่อกี้นี้
.
.
ขณะที่เขากำลังสอนเด็กๆเต้นฮิพฮอพ เขาเต็มที่มาก... เด็กๆหลายคนต้องอึ้งเมื่อเขาโชว์ลีลาของมืออาชีพ นั่นเป็นการจุดไฟฝันให้เด็กๆเหล่านั้นด้วย พวกเขาหวังว่าในอีกแปด หรือสิบปีข้างหน้า พวกเขาจะเป็นอย่างครูยุนโฮ...
แต่ถ้าพวกเขารู้ว่าจริงๆแล้ววันนี้ครูยุนโฮไม่มีสมาธิในการสอนเลย...เด็กๆจะรู้สึกยังไงกันนะ ?
ครูยุนโฮที่กำลังระแวงไปหมด ระแวงว่าคุณแจจุงที่ทุกคนที่นี่เองต่างก็หลงรักจะไม่กล้าข้ามความกลัวที่มีไปบอกเลิกคนนั้น
กลัวว่าสุดท้ายแล้วคนดีของเขาจะกลายเป็นคนดีของคนอื่นเหมือนเดิม
กลัวจริงๆว่าเขาจะต้องเดินตามแจจุงต่อไปทั้งที่เพิ่งจะก้าวทันและได้หยุดพักไปเมื่อไม่กี่วันก่อน
เขาคิดว่ามันคงน่าผิดหวังไม่ใช่น้อยเลยถ้าหากที่สุดแล้วความพยายามของเขามันยังไม่ไปถึงเส้นชัยจริงๆสักที
ก่อนออกมาจากบ้านของแจจุงเมื่อเช้า...ครูยุนโฮของเด็กๆจูบปากคนดีของเขาที่กำลังหลับสนิทแล้วกระซิบข้างหูว่าเดี๋ยวจะมาหาใหม่ หากแต่ตอนนี้ที่เขาเพิ่งสอนเสร็จและมีเวลาว่างเหลือเฟือ ในตอนที่เขาคิดถึงและอยากเข้าไปกอดแจจุงแน่นๆสักทีขนาดนี้เขาดันกลับไปที่บ้านของแจจุงไม่ได้เพราะแจจุงยังไม่อยากให้เขาเจอกับชางมินที่ยังเคลียร์กันไม่จบ
และในตอนนี้เขากำลังรอโทรศัพท์เหมือนคนบ้า
หวังว่าแจจุงจะโทรมาบอกเขาว่าอย่างน้อยๆตอนนี้อาการก็ดีขึ้นมากแล้ว หรือหายดีแล้ว อะไรก็ตาม...เขาแค่อยากฟังเสียง
คนดีของยุนโฮ...
เขาคิดถึงราวกับอยู่ห่างไกลกันคนละซีกโลก ระหว่างนั้นเขาสัญญากับตัวเองในใจอีกครั้งอย่างซ้ำซากว่าเขาจะเป็นเด็กดีของแจจุงคนดี ถ้าหากแจจุงให้โอกาสเขาได้เดินตามให้ทันและจับจูงกันเดินต่อไป
สัญญาเลยคนดี...
xxxxxxxxxxxxxxxxxxx
“ชองยุนโฮ...”
“มีอะไรหรือเปล่าครับท่านประธาน?”
“อะไรเหรอ?”
“ตั้งแต่ออกมาจากบ้านคุณแจจุง ผมได้ยินท่านพูดชื่อของผู้ชายคนนั้นมาสามครั้งแล้วนะครับ”
ท่านประธานหนุ่มหัวเราะร่วน เขาล่ะนับถือในความช่างสังเกตของเลขาส่วนตัวคนนี้จริงๆ
“ผมก็แค่อยากรู้ว่านอกจากเขาจะเป็นครูสอนเต้น เป็นดีเจที่ผับเล็กๆ แล้วเขามีอะไรดีอีก...”
“ท่านต้องการข้อมูลด้านไหนเพิ่มครับ”
“ไม่แล้ว...ผมนึกสงสัยเล่นไปอย่างนั้นล่ะ แต่คุณเลขาเชวว่ามันจะเป็นยังไงถ้าผมถูกแจจุงทิ้งเพื่อไปหาผู้ชายคนนั้น”
“มีแนวโน้มว่าจะเป็นแบบนั้นเหรอครับ”
“อืม...ถ้าผมจะต้องแพ้ให้คนอย่างเขา.....”
“สีหน้าท่านดูไม่สบายใจเลย อยากฟังเพลงดีๆก่อนที่เราจะไปถึงสนามกอล์ฟมั๊ยครับ”
ประธานชิมโบกมือปฏิเสธเลขาที่ทำหน้าที่ขับรถให้เขาอยู่ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้...
“คุณช่วยขับไปจอดที่ร้านเพชรที่จะอยู่ฝั่งขวามือข้างหน้าหน่อยได้มั๊ยคุณเชว?”
“แต่คุณเฉินอาจจะรอนานได้นะครับ”
“โทรบอกเขาทีว่าผมไม่ค่อยสบายและจะไปสายสักครึ่งชั่วโมงหรือไม่ก็เร็วกว่านั้น”
“............”
“ผมอยากเลือกแหวนเพชรสวยๆเป็นของขวัญให้แจจุง บางทีมันอาจจะทำให้เขากลับมามีแต่ผมคนเดียว หรือไม่...มันอาจทำให้ผมไม่ใช่คนที่ต้องแพ้ให้คนอย่างชองยุนโฮอะไรนั่น”
“ทราบแล้วครับ”
ชางมินยิ้มอีกครั้ง และนั่นยังคงเป็นรอยยิ้มที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นจากเขาเหมือนเดิม
.
.
กลับจากสนามกอล์ฟแล้วชางมินก็เปลี่ยนจากเสื้อโปโลของลาคอสท์กลับมาใส่เสื้อสูทและกางเกงเข้าชุดกันอีกครั้ง เขาผู้มีบุคลิกดีราวกับนายแบบเดินเข้าไปในร้านโปรดและตามบริกรเข้าไปหาแจจุงที่นั่งรออยู่ด้านในห้องส่วนตัวของภัตตาคารจีนอันหรูหราแห่งนี้
“ทำไมไม่เลือกห้องที่เห็นวิวดีๆหน่อยล่ะ” ชางมินทักท้วงเพราะจำได้ว่าที่ร้านนี้จะมีห้องส่วนตัวบางห้องที่มีกำแพงเป็นกระจก ขณะที่เอร็ดอร่อยกับอาหาร ลูกค้าสามารถอิ่มอกอิ่มใจไปกับบรรยากาศได้ด้วย
“ตรงนี้ก็ดีแล้วนี่” แจจุงเลือกมุมที่แย่ที่สุดของร้าน มันอยู่ติดกำแพง ห่างไกลจากมุมติดกระจกมองเห็นวิวสวยๆที่ชางมินชอบออกมามากพอสมควร
“ตามใจครับ แล้วแจจุงสั่งอะไรมาเต็มเลยนี่?”
“สั่งอาหารชุดน่ะ... มีแต่ของอร่อยทั้งนั้นเลยนะ ชางมินลองสิ”
ระหว่างนั้นชางมินเริ่มจับตะเกียบ และเขามุ่งตรงไปที่ไก่แช่เหล้าที่เป็นออเดิร์ฟอย่างแรก
“ผมหิวมากเลย เพราะฉะนั้น...จะกินให้หมดเลยนะ”
“เต็มที่เลย”
คนนัดดินเนอร์มื้อนี้เอาแต่พยายามซ่อนใบหน้าเครียดเอาไว้และแทนที่ด้วยรอยยิ้มบางๆ และหยิบตะเกียบคีบอาหารบางอย่างไม่กี่คำเข้าปากอย่างเฉื่อยชา แจจุงดูไม่ค่อยอร่อยกับอาหารชุดราคาเท่ากับเศษหนึ่งส่วนสี่ของเงินเดือนจุนซูมื้อนี้สักเท่าไหร่ผิดกับชางมินที่มีความสุขมากกับหูฉลามเนื้อปูชามใหญ่ตรงหน้า
จบอาหารคาว บริกรจัดการเก็บภาชนะของคาวที่ยังมีอาหารเหลืออยู่บางอย่างไปอย่างน่าเสียดาย แล้วก็เสิร์ฟเห็ดหูหนูขาวตุ๋นสาลี่ให้ทั้งคู่ที่ถูกมองว่าเป็นคู่รักหวานแหววมากๆเป็นของหวาน
ในตอนนั้นเองที่แจจุงวางช้อนหลังจากกินไปได้แค่คำเดียว นั่นทำให้ชางมินต้องถามออกมาในที่สุด...แม้เขาจะพอสังเกตและเดาคำตอบได้ตลอดระยะเวลาการดินเนอร์ครั้งนี้แล้วก็ตาม
“จำได้ว่าครั้งที่แล้วคุณชอบนี่...ไม่อร่อยแล้วเหรอ?”
“ไม่...มันอร่อยเหมือนเดิมเลยชางมิน แต่ว่า ฉันมีเรื่องจะพูดกับชางมินน่ะ”
“เรื่องสำคัญใช่มั๊ย”
“อืม”
“อะไร? คุณอยากได้บ้าน รถ หรือว่าอยากไปเที่ยวไหนเหรอ?”
“ไม่ใช่สักอย่างเลย เอ่อ...ชางมินจะกินให้เสร็จเรียบร้อยก่อนหรือว่าจะคุยกับฉันก่อนดี”
เขาวางช้อนทันทีก่อนจะดื่มน้ำเปล่า เช็ดปาก แล้วหันมาคุยกับแจจุงอย่างตั้งใจ
“เรื่องอะไรครับ?”
“ฉันว่า...เรา....”
“.................” ชางมินสูดหายใจ ในขณะที่คำตอบที่เขาคิดไว้ว่ามันจะออกมาจากปากแจจุงเริ่มที่จะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างนั้นเขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทที่อยู่ด้านในและหยิบกล่องแหวนเพชรที่ซื้อเอาไว้ออกมา “แจจุง...นี่ไม่ใช่คาเทียร์หรอก แต่ผมว่ามันสวยที่สุดในร้านแล้ว... มันเหมาะกับคุณแน่ๆ เอามือมาสิ...ผม…”
“เลิกกันเถอะ”
แจจุงยังไม่ทันเห็นแหวนเลย...
TBC
No comments:
Post a Comment