August 22, 2012

[FIC] Gotta be you [YUNHOxJAEJUNG][08]


user posted image
QUOTE
เม้ามอยกันจ้ะ hashtag #gottabeYJ

เมื่อเช้านี้จุนซูบุกมาถึงห้องของพี่ชายด้วยความคิดถึง และเขาต้องอึ้งและไม่สามารถเปล่งเสียงใดๆออกจากคอไปได้สักพักเลยเมื่อเห็นว่าบนเตียงที่ตนเคยไปนอนเบียดเจ้าของหลายครั้งนั้นมีใครอีกคนนอนตัวใหญ่วาดแขนกอดพี่ชายคนที่ว่าอยู่...
ไม่รู้ว่าเสียงกุญแจรถตกพื้นดังขนาดไหน แต่มันก็ทำให้พี่ชายที่หายหน้าไปหนึ่งวันเต็มรู้สึกตัวตื่นและส่งเสียงเรียกหาเขาได้

“จุนซูเหรอ?”

จุนซูครางตอบเบาๆเท่าที่ทำได้ และพอเขาเพ่งดูด้วยตาตัวเองอีกทีก็พบว่านี่มันคือภาพที่เขาอยากเห็นมาตั้งนานแล้วนี่เอง แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะ เหมือนว่าการที่ได้มาเห็นยุนโฮกับพี่แจจุงนอนกอดกันกลมแบบนี้ก็ถือว่าเร็วไปหน่อยหรือเปล่า? เอาน่า...อย่างน้อยก็เร็วกว่าที่คิด 
และพอเขาดื้อด้าน ส่งเสียงรบกวนให้คนหลับตื่นเต็มตาทั้งคู่ก็เลยได้มีโอกาสสัมภาษณ์ให้รู้กันไปเลยกับทุกสิ่งที่สงสัย และเรื่องราวเต็มๆที่ได้รับมามันก็ไม่ใช่เล่นเลย... พี่แจจุงนี่ยังไงก็ไม่ธรรมดาจริงๆ


ราวเที่ยงของวันนั้น ยุนโฮบอกว่าเขามีธุระต้องจัดการที่โรงเรียน แล้วคืนนี้ก็มีงานดีเจรออยู่อีกก็เลยต้องกลับไปก่อน และมันเร็วกว่าที่แจจุงคิดไว้แน่ๆเจ้าตัวถึงต้องหน้างอแบบนั้นเมื่อยุนโฮที่ใส่ล้อจักรยานแล้วค่อยๆล่ำลาอย่างอ้อยอิ่งและเดินออกจากประตูไปในที่สุด


ตอนนี้...สี่ทุ่ม... แจจุงให้จุนซูวัดไข้ให้ครั้งสุดท้ายก่อนที่จะลุกขึ้นมาแต่งตัว ใส่กางเกงขายาวขาดๆ กับเสื้อยืดตัวใหญ่ๆ และกำลังทาบีบีครีมอยู่หน้ากระจกท่ามกลางสายตาของจุนซู

“แทนที่จะพักให้หายดีก่อน”

“ก็นอนเฉยๆมันน่าเบื่อนี่ เท้าก็ดีขึ้นมากแล้วด้วย...สู้ออกไปหาแรงบันดาลใจนอกบ้านไม่ดีกว่าเหรอจุนซู”

“หาแรงบันดาลใจ หรือหาคนบันดาลใจกันแน่? รู้นะว่าจะไปไหนน่ะ” 

“...ใช่ ฉันจะไปหาเขา นายก็แต่งตัวแล้วไปด้วยกันสิ สนุกดีนะ”

จุนซูส่ายหน้า ยิ้มกริ่มกับอาการอินเลิฟของพี่ชายสุดที่รักก่อนจะเดินเข้ามากอดคอแล้วก็สบตากันผ่านกระจกตรงหน้า 

“นอนกับเขาเป็นยังไงบ้าง?”

“หืม?” คนถูกถามร้องเสียงสูง คิ้วทั้งสองข้างก็ยกพร้อมกับตาที่เบิกขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ

“เขาเป็นยังไง?”

แจจุงไม่กล้าตอบในทันที... ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกเขินจุนซูอยู่นิดหน่อย อาจเป็นเพราะเด็กคนนี้ที่ดูเป็นเด็กขี้อ้อนก็เท่านั้นแอ๊บแบ๊วก็เท่านี้น่ะเชี่ยวชาญประสบการณ์เรื่องอย่างว่ามากกว่าแจจุงซะอีกมั๊งก็เลยรู้สึกแปลกไปหน่อย 

“เร็ว! ตอบสิ เขาเป็นยังไง? หน้าตา บุคลิก เวลามีเซ็กส์น่ะ”

“ก็ไม่เห็นเป็นยังไง”

“ไม่จริง! ต้องต่างกับตอนเดินหล่อๆแบบนี้สิ....เล่าเร็วๆ เขาเป็นยังไง เป็นเสือนิ่งๆ เป็นเสือที่กำลังหิว หรือว่าเป็นลูกเสือ?” จุนซูพูดเรื่องเสืออะไรก็ไม่รู้ แจจุงก็ได้แต่หยิบโน่นหยิบนี่ต่อไปราวกับไม่ได้ยินทั้งที่จริงๆมีภาพ ‘ลูกเสือ’ อยู่เต็มหัวตั้งแต่ที่ได้ยินจากปากจุนซูแล้ว 

“พี่อย่าทำแบบนี้กับน้องสิ...ถามดีๆนะ” จุนซูอยากรู้มากจริงๆ เขาละมือไปกดมือแจจุงให้วางแปะอยู่กับโต๊ะ หยุดการเคลื่อนไหวกลบเกลื่อนใดๆได้อย่างดี

“...เฮ้อ.....จะบอกให้เลยจุนซู”

“ให้ตรงคำถามด้วย เขาเป็นยังไงเวลามีเซ็กส์กับพี่? เสือที่นั่งนิ่งๆหยิ่งๆแต่ยังไงก็ยังเป็นเสือ หรือว่าเสือที่กำลังหิวแล้วก็ล่าเหยื่อ หรือว่าเป็นลูกเสือตัวเท่าแมวญี่ปุ่น? เป็นแบบไหน?”

“ยุนโฮน่ะ”

“..................”

“เขาเป็นสิงโต เจ้าป่า...”

พูดประโยคเด็ดจนจุนซูก็รัวกำปั้นเบาๆที่ไหล่แจจุงพลางร้องเสียงดังอย่างไม่ได้ศัพท์ คนตอบก็ยิ้มหวานราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่เริ่มเรื่องสิงโตเจ้าป่าไว้เองแท้ๆ 

“อ๊า งั้นวันนี้ขอไปด้วยคนสิ!! เอ? หรือว่าคืนนี้พี่จะไปต่อกับเจ้าป่าล่ะ”

“บ้า!”


.
.

พวกเขามาถึงผับเล็กๆที่ยุนโฮทำงานอยู่ คราวนี้แจจุงจงใจนั่งที่เก่าเพราะอย่างน้อยๆก็มั่นใจแล้วว่ามุมนี้จะเห็นบูธดีเจชัดเจนโดยที่ไม่ค่อยมีใครมารบกวน จุนซูดูจะไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เท่าไหร่ ...ก็อย่างเช่นมีคนมาขอชนแก้วบ่อยๆนั่นแหละ เจ้าตัวก็เลยเอาแต่ทำหน้างออยู่ตั้งพักใหญ่ จะมีก็ตอนที่แจจุงออกปากว่าวันนี้จะเป็นเจ้ามือจ่ายให้ทุกอย่างนั่นแหละคนที่เป็นทั้งลูกน้องและน้องชายถึงได้ยิ้มออก 
อาจเพราะวันนี้เป็นวันเสาร์คนก็เลยเยอะเป็นพิเศษ สาวๆอาจจะรู้ข่าวแล้วด้วยก็ได้ว่าวันนี้ดีเจยุนโฮมาทำหน้าที่แทนดีเจที่เคยอยู่ประจำถึงได้หลั่งไหลกันมามากมายขนาดนี้ แต่ละคนก็แต่งตัวข่มกันเต็มที่ ...นั่งอยู่ตรงนี้แจจุงมองเห็นคนใส่เสื้อผ้าที่ตนออกแบบด้วยดังนั้นก็เลยอดชื่นชมตัวเองในใจไม่ได้เลย แล้วตอนที่กำลังยอตัวเองอย่างเพ้อเจ้อนั้นเองจุนซูก็ตีไหล่รัวๆอย่างแรง

“เขามาแล้ว!!”


เหมือนครั้งที่แล้ว...เสียงกรี๊ดของสาวๆดังจนหนวกหูเมื่อดีเจรูปหล่อมายืนประจำที่บูธ ชองยุนโฮ...ฟิกซี่บอย มาแล้ว...

โอว... ให้ตายเถอะ ให้ตายเถอะ ให้ตายเถอะ!!!
ทำไมวันนี้เขาถึงใส่แค่เสื้อ(โชว์)กล้ามกับกางเกงยีนส์ ...แต่งตัวไม่เป็นหรือไง? 
ชุดแบบนี้ใครบอกให้ใส่ออกมานอกบ้านกัน? บ้าจริงๆ ให้ตายเถอะชองยุนโฮ 

ผู้หญิงแต่งตัวจัดสองสามคนที่นังอยู่โต๊ะใกล้ๆกันกับแจจุงและจุนซูก็เก็บอาการไม่ไหวแล้ว ได้ยินว่าพวกหล่อนจะโพสต์ลงเฟซบุ้คว่าวันนี้ดีเจยุนโฮหล่อกระชากใจ และ กล้ามเขาน่ากัดเหลือเกิน นอกจากนี้เจ้าหล่อนทุกคนที่โต๊ะนั้นพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากจะถูกเขากอดทั้งชุดนั้น กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ว่าอยากจะขึ้นเตียงกับเขา...

แต่...

เสียใจด้วยจริงๆ เพราะเขาคงไม่ไปกับพวกเธอหรอก



...แต่ใครให้แต่งตัวแบบนั้นนะ มันน่าตีจริงๆเลย


จุนซูก็เป็นหนึ่งในพวกที่สนุกไปกับทุกคนในร้านในขณะที่แจจุงก็ยังนั่งเฉยๆ มองดีเจสุดหล่อเปิดเพลงอย่างตั้งใจ และพอถึงเพลงwe run the night ของดีเจฮาวาน่า บราวน์ สุดหล่อหันไปด้านข้างๆยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาทักทายใครก็ไม่รู้แล้วก็ก้มลงไปจัดการกับปุ่มอะไรต่อมิอะไรตรงหน้าเหมือนเดิมก่อนที่พื้นที่ข้างๆเขาจะมีคนอื่นมายืนด้วย แล้วนั่นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นสาวตะวันตกที่แจจุงสะดุดตาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นนั่นเอง พวกเขาทักทายกันด้วยท่าทางเท่ๆ ยุนโฮที่กำลังโยกตัวไปตามเพลงนั้นก็ทำแค่ยิ้มออกมาเวลาถูกเจ้าหล่อนดึงเข้าไปหอมแก้มทักทายเรียกเสียงกรี๊ดจากคนอื่นๆ 

แต่นี่ไม่กรี๊ดกับเขาหรอกนะ...

หันไปอีกทีจุนซูที่ถูกคาดหวังว่าจะเป็นผู้ฟังที่ดีได้ก็หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ทำให้แจจุงต้องนั่งเท้าคางดื่มเหล้าพลางมองไปที่ยุนโฮที่ไม่รู้ตัวว่าเขามาดูไปอย่างนั้น แต่ถึงจะแอบไม่พอใจนิดหน่อยแต่ความเท่ของดีเจชองเอาหัวใจไปได้หมดเกลี้ยงเลยจริงๆ

แจจุงชงเหล้าเพิ่มแล้วก็ดื่มอยู่ตามลำพังอยู่สักพัก และในตอนที่แก้วล่าสุดกำลังจะจรดที่ปากนั้นเองก็มีใครสักคนดึงมันออกไปจากมือได้ทันเวลา 

“ยังไม่ทันหายดีก็ออกมาเที่ยว แถมยังกินเหล้าอีก...ผมควรทำยังไงกับคนป่วยอย่างพี่ดี?”

ดีเจรูปหล่อนั่นเอง...

“แต่ถ้าไม่มาก็ไม่เห็นช็อตเด็ดน่ะสิ”

“ช็อตเด็ดอะไร?”

“ก็มีคนหอมแก้มนาย...ยัยแหม่มนั่น”

“นั่นคือแบลร์”

“ฉันยังไม่ได้ถามชื่อหล่อนซะหน่อย”

แจจุงหน้างอมากโดยที่เจ้าตัวก็ไม่รู้หรอกว่าแสดงออกเสียขนาดนั้น แต่ในสายตาของยุนโฮนั้นน่าเอ็นดูน่ารักน่ากอดที่สุดในโลก... เขานั่งชันเข่าอยู่กับพื้น วางแก้วเหล้าในมือลงกับโต๊ะแล้วใช้สองมือตัวเองกุมสองมือของแจจุงเอาไว้ จนถึงตอนนี้เขายังมีสีหน้าและดวงตาที่เชื่อมั่นได้เหมือนก่อนหน้านี้ไม่มีผิด

“แบลร์กับผมเป็นดีเจแล้วก็ขี่ฟิกเกียร์มาด้วยกัน...เราเป็นเพื่อนกัน”

“...............”

“แถมเป็นคนไปบอกผมซะด้วยว่าแฟนมา แล้วก็กำลังอยู่ที่บูธแทนผมอยู่ พี่เห็นมั๊ย” 

คนดีของยุนโฮมองกลับไปที่บูธดีเจ หญิงสาวคนนั้นหันมาโบกมือให้แจจุงด้วยท่าทางร่าเริงตามปกติของหล่อน

“แล้ว...เราเป็นแฟนกันเหรอ?”

“เป็นยิ่งกว่าแฟนอีก...พี่ก็รู้นี่”

“ให้ตายเถอะ...เด็กดีคนนี้นี่กะล่อนจริงๆเลยนะ” 

“จะว่าผมยังไงก็เถอะ...แต่เท้าพี่หายดีแล้วเหรอ?” เขามือไว ทำอะไรก็ไว แป๊บเดียวก็นั่งชันเข่ากับพื้น จับแจจุงถอดรองเท้าแล้วดูอาการให้อย่างไม่รีรอ “มันหายบวมแล้วก็จริงแต่ผมว่ายังไงก็ยังไม่ควรออกมาแบบนี้นะครับ”

“มันไม่ปวดแล้วนี่... บางทีนายที่ไม่ใช่หมอจริงๆอาจจะมองโลกในแง่ร้ายเกินไปก็ได้ เท้าฉันอาจจะไม่ได้แพลงแบบนั้น...มันอาจจะแค่อักเสบนิดหน่อยๆก็ได้”

แจจุงพูดมีเหตุผลอยู่ ยุนโฮไม่ใช่หมอ และอาจเป็นเพราะอาการที่ว่าเกิดขึ้นกับแจจุง เขาจึงมองไปในแง่ร้ายมากไปหน่อย แต่ถึงอย่างไรเขาก็อดห่วงคนดีคนนี้ไม่ได้จริงๆ
ใช่... คนดีที่กำลังยักคิ้วราวกับเยาะเย้ยที่ทำให้เขาเถียงไม่ออกนี่แหละ

“เฮ้...ซีเรียสหน่อย ผมเป็นห่วงจะตายอยู่แล้วนะเนี่ย”

“งั้นก็หยุดทำหน้าแบบนี้ได้แล้ว” ปลายนิ้วชี้ของคนดีดันอยู่ตรงหว่างคิ้วของพ่อหนุ่มฟิกเกียร์แล้วมอบรอยยิ้มเห็นดูให้ แจจุงยิ้มจนตาหยีแถมยังเอียงคอทำน่ารักโดยไม่รู้ตัวใส่ยุนโฮอีก ...ไม่ได้รู้ตัวเลยว่านั่นทำให้ในใจของดีเจชองดาวเด่นในคืนนี้ปั่นป่วนมากกว่าเดิม และนั่นทำให้เขา... คลั่ง!

“เอาล่ะคนดีถ้าพี่ยืนยันแบบนั้น ถึงตอนนี้ผมมีสองตัวเลือกให้พี่นะ ข้อแรก...พี่จะกลับบ้าน แล้วก็รีบเข้านอน กับข้อสอง พี่ไม่กลับบ้านก็ได้แต่ต้องไม่เอาแต่นั่งอยู่แบบนี้”

“แล้วให้ฉันทำอะไร? เต้นกับนายอีกเหรอ ”

“แน่นอนครับ”

“.................”

“ว่าไง”

“จริงๆแล้วฉันมากับจุนซู แต่ว่า”

“ผมเห็นแล้ว จุนซูเต้นอยู่ตรงโน้น...”

“...............”

“เหมือนเดิมเลย... พี่แค่อยู่ข้างๆผม และเต้นเมื่ออยากเต้น นั่นคือสิ่งที่พี่ต้องทำถ้าเลือกข้อสอง”



ด้วยทั้งคำพูด สัมผัส สายตา และน้ำเสียงที่อ่อนโยนนี้จะทำให้คนดีเลือกอะไร.........


ถ้าไม่ใช่ข้อสอง




สุดท้ายแจจุงก็อยู่ในบูธกับยุนโฮอีกครั้ง ถ้าทุกอย่างยังเป็นปกติอยู่ตอนนี้ใบหน้าของคนที่ดีเจชองกำลังโอบเอวด้วยแขนข้างหนึ่งคงเป็นที่จดจำอย่างขึ้นได้ของสาวๆในร้านไปแล้ว แน่นอนว่าจะต้องเป็นคนสำคัญที่จะถูกพูดปากต่อปากว่าเป็นคนของดีเจชอง เป็นคนน่าอิจฉาที่ได้เต้นเบียดกับดีเจอย่างนั้น ...น่าอิจฉาเหลือเกิน 

ยังมีเรื่องเสื้อกล้ามที่ยังค้างคาอยู่ในใจแจจุงไม่ใช่น้อย และไม่ว่าจะหวงกล้ามนั้นยังไงแต่เมื่อได้สัมผัสในตอนที่กำลังเต้นคู่กันอยู่นี้แจจุงก็ใจสั่นไม่เป็นจังหวะ แขนของยุนโฮแน่นไปด้วยมัดกล้ามขนาดพอดี น่ากัดให้หายหมั่นเขี้ยว และถ้าเลือกที่ตายได้ไม่ว่าจะกรณีไหน ในวงแขนล่ำๆนั่นก็ดูเป็นสถานที่ที่น่าตายที่สุดแล้ว 
ดังนั้นไม่แปลกสักนิดเลยถ้าแจจุงจะยอมให้ยุนโฮกอดในขณะที่เขาก็กำลังทำหน้าที่เป็นดีเจอยู่ตรงนั้นด้วย 

มันเริ่มจากที่พวกเขาหันหน้าเข้าหากัน ต่อจากนั้นแจจุงยกแขนคล้องคอยุนโฮที่ตัวสูงกว่านิดหน่อยแล้วเงยหน้ามองสบตากันให้หัวใจได้ทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง ใกล้ชิดกันอีกแล้วทั้งที่ประมาณหนึ่งวันก่อนหน้านี้พวกเขาก็แทบไม่เคยได้อยู่ห่างกันเลย 
ยุนโฮยิ้มให้ แล้วขยับปากบอกโดยไร้เสียงเป็นคำเดิมๆที่ไม่เคยน่าเบื่อ 
“ผมรักพี่” 
แจจุงเข้าใจทันทีโดยไม่ต้องถามย้ำ ราวกับว่าคำพูดที่ไม่มีเสียงของยุนโฮดังสยบเพลงบีทหนักๆพวกนั้นไปหมดแล้ว 
แล้วพวกเขาก็กอดกันแน่นๆโดยไม่ยอมปล่อย ยุนโฮโอบเอวคนดีของเขาไว้ด้วยมือข้างเดียว ส่วนอีกข้างก็จับปุ่มนั้นปุ่มนี้อย่างคล่องแคล่วต่อไป 

นี่ถ้าจะว่ากันจริงๆล่ะก็.... คืนนี้คิมแจจุงได้แอนตี้แฟนกลับไปเพียบ!



คืนนี้โลกที่มีแต่เสียงเพลงแดนซ์ดังกระหึ่มกำลังกลายเป็นสีชมพู แล้วก็ยังเป็นเช่นนั้นตลอดความฝันที่เกิดขึ้นทั้งคืนของคิมแจจุง
…


จนแล้วจนรอดเมื่อคืนนี้แจจุงก็ต้องให้ยุนโฮแบกมาส่งที่บ้านหลังจากที่อาการไข้หวนกลับมาทำให้หมดเรี่ยวหมดแรงอีกครั้งหลังจากที่เต้นกับดีเจสุดหล่อเต็มแรง กลับมาถึงเด็กดีของเขาก็แย่งหน้าที่เช็ดเนื้อเช็ดตัวมากจากจุนซูที่กลายเป็นคนนั่งดูแทน และเพราะแจจุงดื่มมายุนโฮก็เลยไม่ค่อยอยากให้กินยา เขาไม่แน่ใจว่ามันจะมีผลอะไรกับร่างกายหรือเปล่าก็เลยเลี่ยงเอาไว้ก่อนโดยการติดแผ่นเจลสำหรับลดไข้ไว้ให้คนป่วยก่อนจะหันไปฝากฝังให้จุนซูดูแลต่ออีกทีระหว่างที่เขาจะไปอาบน้ำเตรียมอยู่เฝ้าไข้คนดีอีกคืน 
...ยุนโฮไม่เคยมีปัญหาเรื่องเสื้อผ้าเท่าไหร่ ให้เขาใส่เสื้อนอนติดยี่ห้อของแจจุงออกไปสอนเต้นตอนเก้าโมงเช้าพรุ่งนี้ยังได้เลย 

ก่อนที่จุนซูจะออกไปนอนอีกห้องหนึ่งที่เจ้าของห้องตั้งใจทำไว้ป็นห้องรับรองเวลามีแขกมาพักแต่แล้วก็ตกเป็นของน้องชายร่วมสาบานอย่างเขาโดยไม่เป็นทางการ เขาชวนยุนโฮคุยเรื่องปัญหาที่ยังคาราคาซังเป็นรักสามเส้าระหว่างแจจุง ยุนโฮ และชางมิน พร้อมกับบอกด้วยว่าพรุ่งนี้ชางมินคงจะมาถึงตอนเที่ยงๆ และเขาคงดิ่งจากสนามบินมาหาแจจุงเลยแน่ๆ ยุนโฮบอกจุนซูที่เป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่งว่าเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นและเพราะแบบนี้ก็เลยไม่มีแผนหลักหรือแผนสำรองใดๆไว้รับมือเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาจะทำถ้าหากเส้นทางของเขาและแจจุงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบก็คือการอยู่ไปแบบนี้ เขาจะไม่มีวันเปลี่ยนความคิดและจิตใจของตัวเองเลย 

“หมายความว่าตอนนี้รักยังไงก็ยังจะรักต่อไปน่ะหรอ?”

“อืม”

“หนักแน่นดีจริงๆเลยนะคุณเจ้าป่า”

“หา? จุนซูเรียกผมว่าอะไรนะ?”

“เอาล่ะ ฉันไปนอนก่อนดีกว่า นายก็นอนบ้างล่ะ กับคนแก่ๆคนนั้นน่ะนั่งเฝ้าไปก็ไม่หายวันหายคืนหรอกนะบอกไว้ก่อนเลย”

“ฝันดีครับจุนซู”

“อืม...ไปล่ะคุณเจ้าป่า”

...เจ้าป่า...
สิงโต?
ไลอ้อนคิง 
ซิมบ้า
นาล่า
ทีโมน
พุมบา
มูฟาซ่า
สการ์
ซาราบี

..........
นี่เขานึกชื่อตัวละครในไลอ้อนคิงภาคแรกแทบจะทั้งเรื่องแล้วนะยังไม่เห็นเข้าใจที่จุนซูพูดเลย...


ฝันดีนะ...หนุ่มฟิกเกียร์




xxxxxxxxxxxxxx





แจจุงรู้สึกตัวตื่นหลังจากที่ถูกปลุก... เป็นจุนซูนั่นเองที่ทำหน้าเบื่อๆอยู่ใกล้แค่หนึ่งช่วงแขนเท่านั้น 

“ฝันดีอยู่ล่ะสิ...เลิกฝันก่อนเถอะพี่”

“หืม?”

“ชางมินมาหา”



เพราะอย่างนี้ถึงบอกให้เลิกฝันก่อนสินะ 
ระหว่างที่ยังนอนกลอกตาไปมานั้นจุนซูใช้มืออังหน้าผากและตามเนื้อตัวของแจจุงเพื่อวัดไข้ เขายิ้มออกเล็กน้อยที่พี่ชายสุดที่รักอาการดีขึ้นหน่อยแล้ว ก่อนที่จะก้มลงไปพูดกับแจจุงใกล้ๆให้ได้ยินกันแค่สองคนถึงแม้ในห้องนอนนี้จะไม่มีใครอื่นอยู่อีกก็ตาม 
“ยุนโฮคอยเช็ดตัวแล้วก็เปลี่ยนเจลลดไข้ให้ตอนเช้ามืดน่ะก็เลยอาการดีขึ้นเร็วหน่อย”

“แล้วตอนนี้...เขา....?”

“เห็นว่าไปสอนเต้น เขาฝากบอกพี่ว่าสะดวกเมื่อไรให้ฑทรหาด้วย”

“อืม”

“ลุกได้แล้ว...ชางมินนั่งรออยู่ข้างนอก เขาอุตส่าห์บอกว่ามีเวลาอีกชั่วโมงนึงก่อนจะต้องไปออกรอบกับเพื่อนนักธุรกิจประสาทๆเชียวนะ” จุนซูกระแนะกระแหนเต็มกำลัง นึกแล้วเกลียดจริงๆตอนที่ชางมินเอาตารางงานตัวเองมาบอกให้ฟัง นี่คิดว่าทุกคนบนโลกเป็นเลขางี่เง่าของตัวเองไปหมดเลยหรือไงกัน


..
..



“ผมคิดถึงคุณจัง...” ชางมินทักทายคำแรกโดยการบอกว่าคิดถึง ขณะนั้นเขาจับมือข้างหนึ่งของแจจุงเอาไว้ด้วย

“อืม”

“ไม่อยากเชื่อเลยว่าผมไม่อยู่แป๊บเดียวคุณก็ป่วยอีกแล้ว ป่วยบ่อยเกินไปหน่อยมั๊ยแจจุง? ผมเป็นห่วงนะ”

“ฉันไม่เป็นไรหรอกชางมิน...คราวนี้แค่ตากฝนมานิดๆหน่อยๆน่ะก็เลย...”

“ประมาทจริงๆเลยคุณเนี่ย แล้วนี่ดีขึ้นแล้วใช่มั๊ย”

แจจุงได้แต่นั่งยิ้มน้อยๆและยอมปล่อยให้ชางมินจับมือและลูบหัวอยู่อย่างนั้นทั้งที่ก็ไม่ค่อยจะสนิทใจสักเท่าไหร่แล้ว อาจเป็นเพราะอย่างน้อยๆแจจุงก็ได้เปิดใจกับยุนโฮไปแล้วทั้งหมดทั้งทางการกระทำและคำพูด ดังนั้นการจะปล่อยให้ชางมินจับมือเฉยๆก็คงจะแปลกแต่จะทำยังไงได้นอกจากนั่งยิ้มน้อยและคุยกับชางมินไปเรื่อยๆ ฟังเขาพูดเรื่องงานที่ไปตกลงไกลกับคู่ค้าถึงยุโรป พูดเรื่องจำนวนเงินมูลค่ามหาศาลที่แจจุงไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยไม่ตื่นเต้นตอนที่ได้ยิน พูดเรื่องตีกอล์ฟกับประธานบริษัทจากจีน ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็นชางมินที่ฉลาดและเก่งเรื่องธุรกิจเป็นผู้ใหญ่ทั้งตัวและความคิดไปหมดแล้ว ถ้าเป็นชางมินคนนั้นล่ะก็... ป่านนี้ก็คงจะเอาแต่เข้ามากอดและไม่พูดอะไรไปมากกว่าคำว่าคิดถึง เขาจะไม่ร่ายตารางงานในวันอาทิตย์ของนักธุรกิจให้แจจุงฟังแน่นอน
นั่นทำให้แจจุงคิดถึงชางมินคนเก่าที่เคยรู้จักมากขึ้นเป็นกอง...

“อืม...ชางมิน...”

“ครับ”

“ค่ำนี้...มีธุระที่ไหนหรือเปล่า”

“ไม่มีครับ”

“งั้นเราไปหาอะไรกินกันเถอะ ไปร้านอาหารจีนที่ชางมินเคยพาฉันไปก็ได้...”

“หืม? คุณอยากกินอาหารจีนหรอ”

“อืม...ทุ่มนึงเราไปเจอกันที่ร้านได้มั๊ย”

“ให้ผมมารับคุณดีกว่ามั๊ยครับ”

“อา...ไม่เป็นไร ชางมินต้องอาบน้ำหลังจากกลับจากสนามกอล์ฟทุกครั้งไม่ใช่เหรอ พอดีว่าฉันต้องออกไปธุระกับจุนซูอยู่แล้วด้วยกะว่าถึงเวลานัดจะได้ส่งจุนซูที่บ้านแล้วก็ไปที่ร้านเลย”

“ตามนั้นก็ได้ แล้วคุณจะไปไหนกับจุนซูเหรอ? ป่วยแบบนี้...”

“เรื่องงานน่ะ ชางมินไม่ต้องห่วงฉันหรอกนะ มีจุนซูทั้งคน” แจจุงยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ไม่แน่ใจว่าชางมินจะดูออกมั๊ยว่าเจ้าตัวฝืนมันพอสมควรเมื่อถูกชางมินจับมือไปจูบ 

ไม่กี่วัน...แต่ยุนโฮทั้งจูบทั้งหอมจนทำให้แจจุงไม่พร้อมต้อนรับสัมผัสจากใครทั้งนั้นไปแล้ว...

“แล้วจะไม่ให้ผมห่วงได้ยังไง...แฟนทั้งคน”

“ขอบคุณมาก”

“ไม่เห็นต้องขอบคุณเลย ผมไม่ใช่คนอื่นสักหน่อย”

“แต่ชางมินก็อุตส่าห์แบ่งเวลามาหากันก่อนเพราะว่าเป็นห่วงทั้งที่อีกไม่ถึงชั่วโมงก็ต้องไปถึงสนามกอล์ฟแล้วแท้ๆ”

“ก็ได้ๆ... ถ้างั้นผมไปก็ได้” 

ตอนที่แจจุงเดินไปส่งชางมินที่หน้าประตู โดยไม่ทันตั้งตัว... ชางมินคว้าใบหน้าของแจจุงไว้แล้วจูบลงบนริมฝีปากสีสวยอย่างอ่อนโยนในแบบที่เขาควรจะเป็น และเพราะไม่ทันตั้งตัวบวกกับความคิดร้อยแปดพันเก้าของแจจุง เจ้าตัวผวาสะบัดตัวออกจากการสัมผัสที่ใครๆก็ต้องอยากได้จากชิมชางมินอย่างไม่นึกอาลัยอาวรณ์ ทำให้ร่างสูงๆของนักธุรกิจหนุ่มกระแทกกับชั้นวางของเป็นผลให้แจกันตกลงมาแตกอยู่กับพื้น ส่งเสียงดังให้จุนซูที่ตั้งใจว่าจะไม่ออกไปเจอหน้าชางมินอีกรีบเปิดประตูห้องนอนออกมาด้วยความตกใจ

“คุณเป็นอะไรไปแจจุง!?”

“ฉัน....”

“มีอะไรกันน่ะ? ทำไมข้าวของตกแตกแบบนี้?”

“ฉันตกใจ....ชางมิน.....ฉันแค่ตกใจที่จู่ๆชางมินก็.........”

“อย่างนั้นเหรอ? โธ่...แจจุง ผมขอโทษนะ...” ราวกับแจจุงที่กำลังตกใจและหวาดกลัวจริงๆนั้นปลิวติดมือชางมินไปเมื่อเขาดึงเข้าไปกอด “ถ้ารู้ว่ามันทำให้คุณตกใจผมจะไม่ทำเลย...”

“อือ”

“เหมือนตอนนี้ไง... คราวนี้คงไม่ตกใจแล้วเนอะ” 

เขายิ้มราวกับเทวดา แล้วก็ค่อยๆโน้มตัวมาจูบแจจุงที่ถูกกอดจนหนีไปไหนไม่ได้อยู่ต่อหน้าจุนซู

แจจุงยืนตัวแข็งทื่อ...และเพราะไร้ทางเลือกอื่นก็เลยยืนนิ่งๆยอมให้ชางมินจูบแบบนั้น ขณะเดียวกันก็ตั้งใจเอาไว้ว่าจะไม่ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาสักหยดทั้งที่ในใจกำลังสะอึกสะอื้นด้วยทั้งความละอายใจและเสียใจต่อทั้งชางมินและยุนโฮ ที่สุดแล้วคนที่เจ็บปวดมากในนาทีนี้ก็คือแจจุงที่ไม่แน่นอนมาตั้งแต่แรก

ชางมินจูบ... บอกลา...แล้วก็กลับไป

แจจุงถูกจูบ...บอกลา...แล้วก็ร้องไห้


จุนซูที่ยืนดูเหตุการณ์ที่บาดใจตัวเองอยู่เล็กน้อยมาตลอดกลัวว่าแจจุงที่กำลังร้องไห้จะถูกเศษแจกันกระเบื้องบาดจนได้แผลให้คนรอบข้างเป็นห่วงซ้ำอีกรีบพาแจจุงกลับมานั่งที่โซฟา เขาลูบหลังลูบไหล่พี่ชายเล็กน้อยก่อนจะวิ่งวุ่นหยิบไม้กวาดมาจัดการเศษแจกันที่แตกแล้วจนหมด 
เมื่อกลับมาดูแจจุง...เขาพบว่าน้ำตาของพี่แจจุงที่ไหลอาบแก้มตอนก่อนหน้านี้แห้งไปหมดแล้วแต่เจ้าตัวก็ยังนั่งนิ่งๆแล้วส่ายหน้าเบาๆอยู่อย่างนั้น 

“เมื่อกี้ตกใจหมด...”

“จุนซู...”

“หืม?”

“คืนนี้ฉันจะบอกเลิกชางมิน”

“จะเล่าเรื่องยุนโฮให้เขาฟังหรือเปล่า”

“ไม่”

“............”

“ฉันมีเหตุผลอื่นนอกจากยุนโฮที่ทำให้อยากเลิกกับเขา”

“คิดว่าเขาจะเข้าใจมั๊ยล่ะ”

“ไม่รู้...”

“พี่ควรบอกเขาด้วยว่าพี่ไม่ได้รักเขาแล้ว มันโหดร้ายแต่ตรงใจที่สุดไม่ใช่เหรอ”


แจจุงไม่กล้าพูดหรอก...
จุนซูรู้ดี เขาก็แค่แนะนำไปอย่างนั้นหากแต่ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องของเขา เขาคงได้บอกชางมินแน่ว่าจริงๆแล้วเหตุผลหลักที่มีคือเขาไม่รักชางมินแล้ว 

แต่พี่แจจุงคงมีทางออกเอาไว้แล้วล่ะมั้ง...
แล้วก็คงราบรื่นแน่ๆถ้าหากเกิดอะไรขึ้นแล้วไม่สติแตกไปกว่าเมื่อกี้นี้ 



.
.




ขณะที่เขากำลังสอนเด็กๆเต้นฮิพฮอพ เขาเต็มที่มาก... เด็กๆหลายคนต้องอึ้งเมื่อเขาโชว์ลีลาของมืออาชีพ นั่นเป็นการจุดไฟฝันให้เด็กๆเหล่านั้นด้วย พวกเขาหวังว่าในอีกแปด หรือสิบปีข้างหน้า พวกเขาจะเป็นอย่างครูยุนโฮ...

แต่ถ้าพวกเขารู้ว่าจริงๆแล้ววันนี้ครูยุนโฮไม่มีสมาธิในการสอนเลย...เด็กๆจะรู้สึกยังไงกันนะ ?

ครูยุนโฮที่กำลังระแวงไปหมด ระแวงว่าคุณแจจุงที่ทุกคนที่นี่เองต่างก็หลงรักจะไม่กล้าข้ามความกลัวที่มีไปบอกเลิกคนนั้น
กลัวว่าสุดท้ายแล้วคนดีของเขาจะกลายเป็นคนดีของคนอื่นเหมือนเดิม 
กลัวจริงๆว่าเขาจะต้องเดินตามแจจุงต่อไปทั้งที่เพิ่งจะก้าวทันและได้หยุดพักไปเมื่อไม่กี่วันก่อน 
เขาคิดว่ามันคงน่าผิดหวังไม่ใช่น้อยเลยถ้าหากที่สุดแล้วความพยายามของเขามันยังไม่ไปถึงเส้นชัยจริงๆสักที


ก่อนออกมาจากบ้านของแจจุงเมื่อเช้า...ครูยุนโฮของเด็กๆจูบปากคนดีของเขาที่กำลังหลับสนิทแล้วกระซิบข้างหูว่าเดี๋ยวจะมาหาใหม่ หากแต่ตอนนี้ที่เขาเพิ่งสอนเสร็จและมีเวลาว่างเหลือเฟือ ในตอนที่เขาคิดถึงและอยากเข้าไปกอดแจจุงแน่นๆสักทีขนาดนี้เขาดันกลับไปที่บ้านของแจจุงไม่ได้เพราะแจจุงยังไม่อยากให้เขาเจอกับชางมินที่ยังเคลียร์กันไม่จบ 


และในตอนนี้เขากำลังรอโทรศัพท์เหมือนคนบ้า 
หวังว่าแจจุงจะโทรมาบอกเขาว่าอย่างน้อยๆตอนนี้อาการก็ดีขึ้นมากแล้ว หรือหายดีแล้ว อะไรก็ตาม...เขาแค่อยากฟังเสียง

คนดีของยุนโฮ...

เขาคิดถึงราวกับอยู่ห่างไกลกันคนละซีกโลก ระหว่างนั้นเขาสัญญากับตัวเองในใจอีกครั้งอย่างซ้ำซากว่าเขาจะเป็นเด็กดีของแจจุงคนดี ถ้าหากแจจุงให้โอกาสเขาได้เดินตามให้ทันและจับจูงกันเดินต่อไป


สัญญาเลยคนดี...


xxxxxxxxxxxxxxxxxxx




“ชองยุนโฮ...”

“มีอะไรหรือเปล่าครับท่านประธาน?”

“อะไรเหรอ?”

“ตั้งแต่ออกมาจากบ้านคุณแจจุง ผมได้ยินท่านพูดชื่อของผู้ชายคนนั้นมาสามครั้งแล้วนะครับ”

ท่านประธานหนุ่มหัวเราะร่วน เขาล่ะนับถือในความช่างสังเกตของเลขาส่วนตัวคนนี้จริงๆ 

“ผมก็แค่อยากรู้ว่านอกจากเขาจะเป็นครูสอนเต้น เป็นดีเจที่ผับเล็กๆ แล้วเขามีอะไรดีอีก...”

“ท่านต้องการข้อมูลด้านไหนเพิ่มครับ”

“ไม่แล้ว...ผมนึกสงสัยเล่นไปอย่างนั้นล่ะ แต่คุณเลขาเชวว่ามันจะเป็นยังไงถ้าผมถูกแจจุงทิ้งเพื่อไปหาผู้ชายคนนั้น” 

“มีแนวโน้มว่าจะเป็นแบบนั้นเหรอครับ”

“อืม...ถ้าผมจะต้องแพ้ให้คนอย่างเขา.....” 

“สีหน้าท่านดูไม่สบายใจเลย อยากฟังเพลงดีๆก่อนที่เราจะไปถึงสนามกอล์ฟมั๊ยครับ” 
ประธานชิมโบกมือปฏิเสธเลขาที่ทำหน้าที่ขับรถให้เขาอยู่ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้...

“คุณช่วยขับไปจอดที่ร้านเพชรที่จะอยู่ฝั่งขวามือข้างหน้าหน่อยได้มั๊ยคุณเชว?”

“แต่คุณเฉินอาจจะรอนานได้นะครับ”

“โทรบอกเขาทีว่าผมไม่ค่อยสบายและจะไปสายสักครึ่งชั่วโมงหรือไม่ก็เร็วกว่านั้น”

“............”

“ผมอยากเลือกแหวนเพชรสวยๆเป็นของขวัญให้แจจุง บางทีมันอาจจะทำให้เขากลับมามีแต่ผมคนเดียว หรือไม่...มันอาจทำให้ผมไม่ใช่คนที่ต้องแพ้ให้คนอย่างชองยุนโฮอะไรนั่น”

“ทราบแล้วครับ”



ชางมินยิ้มอีกครั้ง และนั่นยังคงเป็นรอยยิ้มที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นจากเขาเหมือนเดิม 



.
.




กลับจากสนามกอล์ฟแล้วชางมินก็เปลี่ยนจากเสื้อโปโลของลาคอสท์กลับมาใส่เสื้อสูทและกางเกงเข้าชุดกันอีกครั้ง เขาผู้มีบุคลิกดีราวกับนายแบบเดินเข้าไปในร้านโปรดและตามบริกรเข้าไปหาแจจุงที่นั่งรออยู่ด้านในห้องส่วนตัวของภัตตาคารจีนอันหรูหราแห่งนี้ 

“ทำไมไม่เลือกห้องที่เห็นวิวดีๆหน่อยล่ะ” ชางมินทักท้วงเพราะจำได้ว่าที่ร้านนี้จะมีห้องส่วนตัวบางห้องที่มีกำแพงเป็นกระจก ขณะที่เอร็ดอร่อยกับอาหาร ลูกค้าสามารถอิ่มอกอิ่มใจไปกับบรรยากาศได้ด้วย

“ตรงนี้ก็ดีแล้วนี่” แจจุงเลือกมุมที่แย่ที่สุดของร้าน มันอยู่ติดกำแพง ห่างไกลจากมุมติดกระจกมองเห็นวิวสวยๆที่ชางมินชอบออกมามากพอสมควร

“ตามใจครับ แล้วแจจุงสั่งอะไรมาเต็มเลยนี่?”

“สั่งอาหารชุดน่ะ... มีแต่ของอร่อยทั้งนั้นเลยนะ ชางมินลองสิ”

ระหว่างนั้นชางมินเริ่มจับตะเกียบ และเขามุ่งตรงไปที่ไก่แช่เหล้าที่เป็นออเดิร์ฟอย่างแรก

“ผมหิวมากเลย เพราะฉะนั้น...จะกินให้หมดเลยนะ”

“เต็มที่เลย”

คนนัดดินเนอร์มื้อนี้เอาแต่พยายามซ่อนใบหน้าเครียดเอาไว้และแทนที่ด้วยรอยยิ้มบางๆ และหยิบตะเกียบคีบอาหารบางอย่างไม่กี่คำเข้าปากอย่างเฉื่อยชา แจจุงดูไม่ค่อยอร่อยกับอาหารชุดราคาเท่ากับเศษหนึ่งส่วนสี่ของเงินเดือนจุนซูมื้อนี้สักเท่าไหร่ผิดกับชางมินที่มีความสุขมากกับหูฉลามเนื้อปูชามใหญ่ตรงหน้า 

จบอาหารคาว บริกรจัดการเก็บภาชนะของคาวที่ยังมีอาหารเหลืออยู่บางอย่างไปอย่างน่าเสียดาย แล้วก็เสิร์ฟเห็ดหูหนูขาวตุ๋นสาลี่ให้ทั้งคู่ที่ถูกมองว่าเป็นคู่รักหวานแหววมากๆเป็นของหวาน

ในตอนนั้นเองที่แจจุงวางช้อนหลังจากกินไปได้แค่คำเดียว นั่นทำให้ชางมินต้องถามออกมาในที่สุด...แม้เขาจะพอสังเกตและเดาคำตอบได้ตลอดระยะเวลาการดินเนอร์ครั้งนี้แล้วก็ตาม

“จำได้ว่าครั้งที่แล้วคุณชอบนี่...ไม่อร่อยแล้วเหรอ?”

“ไม่...มันอร่อยเหมือนเดิมเลยชางมิน แต่ว่า ฉันมีเรื่องจะพูดกับชางมินน่ะ”

“เรื่องสำคัญใช่มั๊ย”

“อืม”

“อะไร? คุณอยากได้บ้าน รถ หรือว่าอยากไปเที่ยวไหนเหรอ?”

“ไม่ใช่สักอย่างเลย เอ่อ...ชางมินจะกินให้เสร็จเรียบร้อยก่อนหรือว่าจะคุยกับฉันก่อนดี”

เขาวางช้อนทันทีก่อนจะดื่มน้ำเปล่า เช็ดปาก แล้วหันมาคุยกับแจจุงอย่างตั้งใจ 

“เรื่องอะไรครับ?”

“ฉันว่า...เรา....”

“.................” ชางมินสูดหายใจ ในขณะที่คำตอบที่เขาคิดไว้ว่ามันจะออกมาจากปากแจจุงเริ่มที่จะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างนั้นเขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทที่อยู่ด้านในและหยิบกล่องแหวนเพชรที่ซื้อเอาไว้ออกมา “แจจุง...นี่ไม่ใช่คาเทียร์หรอก แต่ผมว่ามันสวยที่สุดในร้านแล้ว... มันเหมาะกับคุณแน่ๆ เอามือมาสิ...ผม…”

“เลิกกันเถอะ” 






แจจุงยังไม่ทันเห็นแหวนเลย...








TBC




No comments:

Post a Comment