
| QUOTE |
| เม้ามอยกันจ้ะ hashtag #gottabeYJ |
ความรู้สึกไม่เคยชินวิ่งแล่นเข้าหาทันทีเมื่อลืมตาตื่นในวันนี้ แจจุงพบว่าห้องและเตียงที่นอนอยู่นี้ไม่ใช่ของตัวเอง หนำซ้ำยังมีคนมานอนอยู่ข้างๆอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเสียด้วย ...ไม่มีเสียงฝนแล้ว ท้องฟ้าก็สดใส ช่างเป็นวันที่น่าหายใจให้คุ้มเสียจริงๆ
ไม่นานนักภาพเหตุการณ์ต่างๆเมื่อคืนนี้ก็เริ่มเล่นอยู่ในความทรงจำอีกครั้งและดูเหมือนว่าร่างกายจะยังจำสัมผัสที่ได้รับมาอย่างแม่นยำมากเลยทีเดียวถึงขนาดทำให้อดไม่ได้ที่ไล่สายตามองแผ่นอกเปลือยๆของชายหนุ่มเป็นอาหารตาแต่เช้า ก่อนจะได้ลุกไปไหน แต่อย่างไรก็ต้องพยายามอย่างเงียบและเบาที่สุดในการดึงมือตัวเองมาจากการเกาะกุมอันยาวนานตลอดคืนของใครอีกคน
...คนขี้เซา...
รวบชุดนอนที่ถูกถอดเมื่อคืนนี้มาใส่ได้ก็ลุกขึ้นยืนและเริ่มเดินสำรวจไปทั่วโดยพยายามไม่ให้มีเสียงอะไรไปรบกวนเจ้าของบ้านที่ยังนอนหน้าหมีอยู่บนเตียง
ขนาดในห้องนอนยังมีล้อจักรยานฟิกเกียร์เลยให้ตายเถอะแถมตรงมุมนั้นก็มีสเก็ตบอร์ดเก่าๆอยู่ด้วย เขามีเสื้อผ้าและมุมแต่งตัวเล็กๆตามประสา ‘เด็กผู้ชาย’ มีน้ำหอมหลายๆขวดที่ยังไม่หมด ยังไม่ได้ใช้ และไม่ได้ทิ้งวางอยู่บนโต๊ะ ผสมรวมกับแว็กซ์แต่งผม แล้วก็ลิปมันที่จำได้ว่าเป็นคนซื้อให้เองกับมือทั้งที่มันหมดแล้วแต่ก็ยังไม่ยอมทิ้ง
แจจุงยิ้มก่อนจะกำลิปมันแท่งนั้นไปหยิบเครื่องเล่นซีดีของโซนี่ วอล์คแมนรุ่นเก่าที่ไม่ได้เห็นมานานแล้วมากดเล่นด้วยความผูกพันลึกๆ... เมื่อก่อนก็มีของแบบนี้เป็นของรักของหวงติดตัวอยู่เหมือนกัน พลิกเครื่องนั้นไปมาแล้วก็หยิบหูฟังแบบอินเอียร์ยี่ห้อด็อกเตอร์เดรที่เชื่อมอยู่กับตัวเครื่องอยู่แล้วมาใส่หู ราคาของมันทำให้รู้เลยว่าเจ้าเด็กกวนๆคนนี้รักการฟังเพลงแค่ไหนถึงได้ลงทุนจ่ายให้ของแบบนี้และหลังจากกดปุ่มเล่นเพลงแล้วเสียงอินโทรที่ได้ยินแล้วทำให้ต้องยิ้มก็ดังออกมา
เพลง ‘As long as you love me’ ของวงบอยแบนด์ที่ดีที่สุดตลอดมาและตลอดไปของแจจุง ‘Backstreet Boys’ ขอย้ำกับโลกนี้เลยว่า... ไม่ใช่เพลงชื่อเดียวกันของ จัสติน บีเบอร์ อย่างแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์
...
ฟังบ่อยๆสมัยเรียน ไม่นึกเลยว่าจะได้มาฟังอีกครั้งแบบนี้...
ตอนที่กำลังเพลินอยู่นั่นเองทั้งตัวก็ลอยหวืออยู่ในอ้อมแขนของหมีขี้เซาที่เพิ่งตื่นโดยไม่ทันตั้งตัว
“อ...อรุณสวัสดิ์”
เขาไม่ตอบอะไร... แต่หอมแก้มคนดีของเขาเป็นการบอกอรุณสวัสดิ์แทน
“ทำไมไม่ปลุกผมล่ะ”
“...........”
“เขินใหญ่เลย”
“ยุนโฮ...วางฉันลง”
“หืม?”
“วางสิ”
“ไม่”
“.........”
“โอ๋ๆๆ....วางแล้วๆอย่าค้อนผมนักสิ”
“ดีมาก...เด็กดี”
เด็กดียิ้มกว้างขณะที่เป็นหลักให้แจจุงได้ยืนเกาะอยู่แบบนั้น เขาซนไปดึงหูฟังออกจากหูแจจุงข้างหนึ่งมาใส่ที่หูของตัวเอง พอได้ยินว่าเป็นเพลงอะไรก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเขินออกมา
“เมื่อก่อนเพลงนี้เอาไว้ร้องให้แฟนฟัง”
“...แฟนคนแรกเหรอ”
“อืม”
“แล้วเป็นไง?”
“สองวันต่อจากนั้นก็โดนทิ้งเฉยเลย”
“โถ่.....”
“แต่ช่างเขาไปเถอะครับ!”
“อือฮึ...นี่....บ้านนายมีอะไรที่กินได้มั๊ย”
“นอกจากผมตัวเป็นๆแล้วก็คงมีอยู่นะ...ไปดูในครัวมั๊ยล่ะคนดี”
“ไปสิ เด็กดี”
แน่นอนว่าเด็กดีไม่ทำแค่พยุงคนดีลงไปห้องครัวอยู่แล้ว เขายกร่างบางๆพาดไหล่ลงไปด้วยความฟิตเลยต่างหาก ถึงจะสายมากแล้วแต่พวกเขาก็มีอเมริกันเบรคฟาสท์แบบมั่วๆตามแต่วัตถุดิบในตู้เย็นของเด็กดีจะมีให้ แต่กว่าจะมาถึงขั้นตอนที่นั่งกินกันไปมองหน้ากันไปได้แบบนี้ในครัวก็วุ่นวายไม่ใช่เล่นเลยตั้งแต่ที่แจจุงยกหน้าที่ทอดเบคอนให้เจ้าของครัวที่อยากโชว์ฝีมือ
“ระวังน้ำมันด้วยนะยุนโฮ”
“ระดับนี้แล้วน่า...”
“เบาเตาหน่อยสิ”
“แบบนี้แหละ....โอ๊ย..! โอ๊ย....อะไรวะเนี่ย...โอ๊ย!”
ไม่ทันขาดคำก็ทำเรื่องให้ต้องเป็นห่วงซะแล้ว แจจุงที่นั่งดูอยู่บนโต๊ะในตอนแรกรีบกะเผลกมาปิดเตาแล้วก็คว้าผ้ามาเช็ดตามตัวของเด็กดื้อที่ว่าดีสุดๆให้ด้วยความเป็นห่วง
“แล้วเสื้อก็ไม่ยอมใส่ มัวแต่ยืนเกร็งโชว์กล้ามอยู่นั่นแหละ”
“...........”
“เจ็บมากหรือเปล่า ตรงนี้โดนน้ำมันเยอะเลย...ต้องทายานะ แล้วบ้านนายมียากับเขามั๊ยล่ะเนี่ย” ไม่พูดเปล่าเสียด้วย แจจุงใช้มือตบเบาๆรอบๆแผลบนหน้าอกพลางเป่าลมอุ่นๆจากปากลงบนแผลให้ด้วย
“คนดีทำเหมือนผมเป็นเด็กเลย”
“ดื้อๆแบบนี้ก็มีแต่เด็กเท่านั้นแหละ”
“งั้น...พี่ห้ามไปหลงเด็กที่ไหนอีกนะ”
“รู้แล้ว...”
“นี่ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ผมคงอ้อนถามพี่อยู่นั่นแหละว่ารักผมหรือเปล่า”
“แล้วยังไง?”
“ผมจะไม่ถามแล้ว ผมรู้ว่าพี่รู้สึกยังไงจากการกระทำของพี่แล้วคนดี”
“แล้วทำไมต้องเอาแต่เรียกฉันว่าคนดี?”
“อยากเรียก...”
“คนดี เนี่ยนะ?”
“อืม ก็เป็นคนดีของผมไง”
ต้องยอมเขาเลยจริงๆ...
แจจุงนึกได้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่าโทรศัพท์มือถือคงตายสนิทไปแล้วตั้งแต่ที่เปียกฝน ทั้งชางมินที่โทรมาทุกวันตั้งแต่ไปยุโรปกับจุนซูที่คงได้รู้แล้วว่าเขาออกมากับยุนโฮคงกำลังหัวเสียเพราะติดต่อทั้งคู่ไม่ได้แน่ๆ ถึงจะรู้และพอหาทางแก้ปัญหานี้ได้แต่ก็ไม่อยากจะเอาตัวเองออกไปสัมผัสโลกปลายนอกแม้เพียงการคุยโทรศัพท์เลย
ไม่รู้ว่ามันบังเอิญหรือไม่ที่ฝนตกแล้วก็หกล้มแบบนั้น...แต่นี่เป็นช่วงเวลาที่แจจุงรอคอยมานานเหลือเกินที่จะได้อยู่กับยุนโฮสองต่อสองอย่างจริงจังแบบนี้ แบบที่ไม่มีใครรู้และแทรกเข้ามาในโลกใบน้อยนี้ได้ แต่แล้วก็เลยเถิดไปจนถึงขั้นมีเซ็กส์กับยุนโฮจนได้ถึงจะไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือผิดหวังในตัวเองที่ยอมโดยไม่ขัดขืนทั้งที่มีชางมินอยู่แล้วแต่ก็ไม่คาดคิดเลยว่าอะไรๆจะเร็วถึงขั้นนี้ และนอกจากจะไม่ขัดขืนแล้วแจจุงยังรู้สึกยินดีมากเสียด้วยที่ได้ทำแบบนั้นกับยุนโฮ ยุนโฮแข็งแกร่ง อบอุ่น และดุดันเหลือเกินเวลาที่กำลังไปถึงที่สุด แล้วยุนโฮก็ยังเรียกเขาว่า ‘คนดี...คนดี’ อย่างไม่ขาดปาก ช่างเป็นคนที่น่ารักจนไม่รักไม่ได้อะไรอย่างนี้นะ
คิดเพลินๆจู่ๆชางมินก็เดินเข้ามาในหัว... เห็นทีคราวนี้จะถึงเวลาที่จะต้องพูดกับชางมินอย่างจริงจังสักที เวลาจะต้องสารภาพความผิดนี่มันรู้สึกแย่จริงๆให้ตาย และถึงแม้เวลานั้นจะมียุนโฮอยู่ใกล้ๆก็คงห้ามไม่ได้ ไม่รู้ว่าชางมินจะทำหน้าหรือแสดงอาการยังไงเลย เดาไม่ถูกเลยว่าชางมินคนปัจจุบันจะเป็นยังไงเวลาถูกบอกเลิก
แต่อย่างไรก็รู้สึกผิดและขอโทษอย่างถึงที่สุด ไม่รู้จะเอาอะไรมาบอกความรู้สึกผิดได้มากกว่าคำว่าขอโทษแล้ว กรณีนี้ที่ชางมินเข้าใจและปล่อยแจจุงไปก็ดี แต่ถ้าเขาโกรธจนวู่วามทำอะไรไม่ดีขึ้นมาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแจจุงจะทำอะไรได้บ้างในตอนนั้น
“ยุนโฮ...” แจจุงเรียก คนที่กำลังนั่งคุกเข่าและนวดเท้าให้อยู่อย่างเลื่อนลอย สีหน้าที่เคยสดใสก็ดูแย่ลงไปด้วย
“ครับ?”
“นายว่าถ้าฉันบอกเขา...เขาจะ...”
“ผมตอบไม่ได้หรอกนะคนดี”
“ฉันกลัวเขา...”
“เขาเป็นคนน่ากลัวเหรอ?”
“ชางมินที่ฉันรู้จักและคุ้นเคยเป็นคนน่ารัก ชอบยิ้ม ชอบเอาใจ ตามใจฉัน แล้วก็มีเรื่องมาให้ฉันให้กำลังใจตลอด...ฉันไม่แน่ใจว่าตอนนี้ชางมินยังเป็นเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า แต่จากเวลาหนึ่งเดือนตั้งแต่เขากลับมา...เขาห่างไกลชางมินคนเก่าไปมากขึ้นทุกทีๆ”
“ถ้าเขารักพี่...เขาจะปล่อยพี่ไปเพราะอยากให้พี่มีความสุข แต่ถ้าเขาไม่ยอมปล่อยพี่ไปแสดงว่าเขารักตัวเอง”
“..............”
“นั่นคือสิ่งที่ผมคิด แต่ยังไงเราก็ไม่มีทางเดาใจคนอื่นถูกร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก” ยุนโฮยิ้มให้แจจุงที่กำลังมีแต่ความเครียดอยู่บนใบหน้า “ไม่ต้องกังวลนะคนดี ผมจะอยู่ข้างๆพี่เอง”
แจจุงยิ้มให้เด็กดีบ้างพลางยื่นมือเข้าไปลูบหน้าหล่อๆของเขาด้วย
“ขอบคุณนะยุนโฮ”
พวกเขายิ้มให้กันอีกครั้งก่อนที่ยุนโฮจะยืดตัวขึ้นเล็กน้อยและขอจูบแจจุงด้วยหน้าตาน่ารักๆที่อีกฝ่ายนึกหลงเสน่ห์มาตลอด ...และเขาก็ได้จูบ
ยุนโฮไม่เคยคิดเลยจริงๆว่าเขาจะมีเวลาแบบนี้กับแจจุง...
เวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน ทำอะไรเรื่อยเปื่อย ทำอาหารหน้าตาไม่ค่อยดีกินด้วยกัน นั่งคุยกัน มีกันสองคนอย่างเปิดใจ...
เมื่อคืนที่ทุกอย่างเกิดขึ้น ที่แจจุงยอมเขานั่นก็เป็นเรื่องไม่คาดฝันเช่นกัน เขาจำได้ชัดเจนว่าสัมผัสแจจุงอย่างเปิดเผยและพยายามที่จะอ่อนโยนที่สุดแต่ก็ไม่อาจทนได้ในบางเวลา ท้ายที่สุดแล้วเขากลายเป็นสิงโต...ฟัดแมวหยิ่งๆอย่างแจจุงจนร้องไม่ได้ศัพท์ หากมันเป็นเวลาที่เขาได้กอดแจจุงด้วยสองแขนอย่างเต็มรักที่สุด แล้วก็ดีใจเหลือเกิน ...ดีใจจนไม่อยากตายเลยเมื่อได้ยินแจจุงกระซิบบอกรักอยู่ที่ข้างหู
นี่คือช่วงเวลาที่เขามีความสุขและเชื่อว่าแจจุงก็มีความสุขเหมือนกัน
อยากจะฉุดมือแจจุงแล้วพาหนีไปให้ไกลแสนไกล ไปให้พ้นจากผู้ชายชื่อชิมชางมินคนนั้น ไปที่ไหนสักแห่งที่ไม่มีใครรู้จักพวกเขา ไปเพื่ออยู่อย่างมีความสุขแบบนี้...แต่นั่นก็แค่ฝันลมๆแล้งๆ แล้วมันจะสู้อะไรกับความจริงในตอนนี้ได้ ? ในเมื่อตอนนี้กำลังมีความสุขจนหยุดไม่อยู่ ก็ไม่ต้องไปคิดเรื่องอะไรแล้ว
“ปากฉันร้อนมั๊ย?”
“เหมือนพี่เป็นไข้เลย หรือว่าจะเป็นไข้จริงๆ”
“สงสัยจะเป็นแล้วน่ะ”
“เพราะผมพาพี่วิ่งตากฝนมาแน่ๆเลย” เอาอีกแล้ว...เด็กดีเริ่มกลับมางุ่นง่านโทษตัวเองอีกแล้ว “แล้วทั้งที่รู้ว่าพี่อาจจะไม่สบายได้ผมก็ยัง.....”
“ยังอะไร?”
“ก็ยังขอมีอะไรกับพี่ดื้อๆเลย โคตรแย่...”
“โถ...มารู้สึกผิดเอาตอนนี้มันได้อะไรเหรอยุนโฮ ทำไม? ฉันไม่ทำให้นายรู้สึกดีเลยเหรอ”
“ดีสิครับ ทำไมจะไม่ดี?”
“งั้นก็หยุดโทษตัวเองได้แล้ว...นายไม่ผิดหรอก ฉันเคยอ่านในอินเตอร์เน็ตอยู่นะ เวลาที่โดนทำครั้งแรกน่ะฝ่ายรับมักจะอ่อนเพลีย บางคนก็เป็นไข้นอนซม สงสัยว่าจะจริง”
“หืม?”
“อะไร ทำตาโตเชียว”
“ครั้งแรก?”
“อืม”
“เมื่อคืนคือครั้งแรกของพี่จริงๆหรอ”
“ทำไมต้องให้พูดหลายรอบล่ะ”
คราวยุนโฮยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว เขาจับมือและซบหน้าลงบนตักของแจจุงเป็นเด็กขี้อ้อน...
“สงสัยเหมือนกันว่าทำไมเลือดออกนิดเดียว ก็ที่อ่านมาเห็นบางคนบอกว่าเลือดออกเยอะแยะเลยแต่ก็...เจ็บ....เจ็บมากเลยจริงๆ” แจจุงยังคงเล่าไปด้วยความสงสัย เหมือนกำลังพูดถึงเรื่องทั่วๆไปไม่ใช่เรื่องต้องห้ามสำหรับเด็กเลยสักนิด
“ผมไม่รู้จะพูดอะไรก่อนดี...ทั้งขอบคุณ แล้วก็ขอโทษเลย”
“ขอบคุณนะ...เมื่อคืนนี้อุ่นมากเลย อยู่กับนายแล้วอบอุ่นมากจริงๆเด็กดี”
“ครับผม”
“เด็กดี...”
“ครับ?”
“นายจะเก็บอาการดีใจไว้แล้วไปหายาแก้ไข้ให้ฉันกินสักเม็ดก่อนได้มั๊ย หืม?”
ยุนโฮหลงเข้าไปในเสน่ห์อันร้อนแรงของแจจุงเข้าเสียแล้ว ถึงแม้เขาจะรู้ตัวมาตั้งแต่วันแรกที่พบหน้าแต่ว่าก็ไม่เคยมีครั้งไหนชัดเจนเท่านาทีนี้มาก่อน
เพราะมันไม่เคยมีครั้งไหนที่เขานั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าแล้วแจจุงจะยื่นหน้าเข้ามาพูดกับเขาใกล้ๆแบบนี้มาก่อน แม้เขาจะสัมผัสถึงไอร้อนจากร่างกายของแจจุงได้แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาอยากจะละเว้นจากอาการอยากจูบที่เกิดขึ้นได้เลย
“จูบผมก่อน”
“อีกแล้วเหรอ? แน่ใจนะ?”
“ให้ติดไข้พี่ผมก็ยอม...”
แจจุงจุดยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะกระซิบเสียงพร่าอยู่ข้างๆหูยุนโฮ
“มาสิ”
หลังจากนั้นพวกเขาจูบกัน ดูดดึงกันชนิดที่ว่าไม่กลัวใครจะหายใจไม่ออกแล้ว...แจจุงสู้กับยุนโฮสุดความสามารถ ราวกับพวกเขาจะกลืนกินกันและกันเดี๋ยวนั้น
“ถ้าติดไข้จะว่าไงเนี่ย...หืม?”
“ผมไม่ป่วยง่ายๆหรอก”
“นั่นสินะ พ่อคนแข็งแรง~”
“ครับผม คนดีรอเดี๋ยวนะ...เดี๋ยวผมเอายามาให้”
.
.
ยุนโฮใช้เวลาระหว่างที่ปล่อยให้คนดีของเขานอนพักผ่อนไปกับการขนผ้าปูที่นอนที่เลอะเทอะจากเรื่องเมื่อคืนลงมาซักทำความสะอาด ไหนจะจัดระเบียบครัวที่ปล่อยค้างเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้วก็เก็บข้าวเก็บของจิปาถะที่วางไว้อย่างระเกะระกะไว้ในที่ของมัน จนกระทั่งเขาเจอโทรศัพท์มือถือของแจจุงที่ดูเหมือนมันจะตายสนิทไปแล้วรวมทั้งของเขาที่อยู่ใกล้ๆกันแต่ถูกปิดเครื่องเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้แล้วก็นึกได้ว่าป่านนี้ทั้งคนคนนั้นและคนรอบตัวแจจุงคงจะอึดอัดใจแย่แล้วที่เขาติดต่อคนดีไม่ได้เลย ถึงจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้วแต่ยุนโฮก็โยนมันไว้ในหมวดเรื่องไร้สาระโดยไม่คิดมากเพราะในนาทีนั้นคงไม่มีอะไรหรือใครสำคัญไปกว่าการไปนั่งวัดไข้คนป่วยอีกครั้งก่อนที่จะเช็ดเนื้อเช็ดตัวลดอุณหภูมิร่างกายให้คนดีอย่างระมัดระวังแล้ว
ยุนโฮไม่รู้จะคิดอะไรอยู่ในหัวนอกจากการนึกขอบคุณทุกอย่างที่ทำให้เขามีเวลาแบบนี้
มีแจจุงให้เขาดูแลใกล้ชิด และเขาไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยเลยกับการดูแลคนเป็นไข้นอนหลับเพราะความเพลียแถมบางทีก็ละเมอไม่รู้เรื่อง ไหนจะดิ้นหนีเขาที่พยายามเช็ดตัวให้อย่างรำคาญ ยุนโฮไม่เหนื่อยเลย... เขากลับเต็มใจและยินดีสุดๆกับการเป็นเด็กดีแบบนี้...
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยจนถึงเกือบสี่โมงเย็น เขาสะกิดและกระซิบปลุกคนหลับอย่างอ่อนโยน
“คนดีครับ...ตื่นเร็ว...”
“อือ~”
“จะเย็นแล้วนะ วันนี้ก็จะนอนค้างที่นี่หรือไง”
“อืม...ยุนโฮ กี่โมงแล้ว”
“จะสี่โมงแล้ว พี่ยังไม่ได้กินอะไรเลยด้วย....เอ้า ค่อยๆลุกนะครับ ระวังเท้าด้วย”
แจจุงลุกขึ้นนั่ง แล้วสะบัดหัวจนผมฟูไปหมด เรียกเสียงหัวเราะจากเด็กดีได้ไม่น้อยเลย
“ดีขึ้นมั๊ยครับ?”
“สงสัยยาแรงน่ะ...ก็เลยรู้สึกเบลอๆ”
“ไม่อยากให้คลาดสายตาเลย เท้าก็พี่ก็ยังไม่หายแล้วก็ดันมาเป็นไข้อีก” ยุนโฮพูดอย่างที่รู้สึก ระหว่างนั้นเขาจับมือแจจุงมาจูบซ้ำๆอีกครั้ง “ผมเพิ่งเจอโทรศัพท์พี่เมื่อกี้เอง แถมมันก็เจ๊งไปแล้ว...ก็เลยคิดได้ว่าป่านนี้คงมีคนพยายามโทรหาพี่หลายครั้งแล้ว...”
“ฉันรู้แล้วล่ะ”
“ไม่โวยวายหน่อยเหรอ? เป็นเพราะผมที่พาพี่ออกไปเปียกฝนนะ”
“บอกแล้วไงว่าให้เลิกโทษตัวเองสักทีน่ะ...เรื่องมือถือน่ะ ช่างมันเถอะไว้ไปซื้อใหม่ก็ได้”
“ป่านนี้จุนซูหงุดหงิดแย่แล้ว”
“ชางมินก็คงโทรมาด้วย...”
“นั่นผมก็พอเดาออก”
“เพราะแบบนี้นายก็เลยคิดว่าฉันควรกลับบ้านใช่มั๊ย”
“จุนซูเป็นห่วงพี่นะ”
“นี่ ยุนโฮ...” คนป่วยดึงมือตัวเองออกมากุมมือของเด็กดีเอาไว้แทน ไม่รู้ว่าตั้งแต่ที่อยู่ด้วยกันสองต่อสองครั้งนี้จับมือกันไปกี่ครั้งแล้ว “ที่ฉันจะพูดเนี่ย...ความจริงเลยนะ”
“อืม”
“มะรืนนี้ชางมินจะกลับมาแล้ว มันแปลว่าต่อให้ฉันกับเขาจะเลิกกันในวันนั้น...แต่เราก็ต้องหมดเวลาในวันนี้ไปอยู่ดี”
“...............”
“สำหรับฉันน่ะ...ฉันน่ะ...ชอบอยู่แบบนี้ไปแล้ว ทำยังไงล่ะ”
“แต่บ้านผมก็อย่างงี้ มีแต่ของเล่น...เตียงก็เก่า ดังเอี๊ยดอ๊าดไปหมดพี่ก็น่าจะรู้นี่”
“ใช่เวลามาทะลึ่งหรือไงฮะ?”
“โอเค...ผมขอโทษนะคนดี แล้วก็อยากจะบอกว่าผมก็ไม่อยากให้เป็นแบบนี้เหมือนกัน คิดดีๆแล้วถ้าคืนนี้เราอยู่ด้วยกันอีกผมคงได้ชวนพี่ดูหนังด้วยกัน เราจะได้นั่งอยู่ด้วยกันบนโซฟา ผลัดกันนอนหนุนตักกัน กินป็อปคอร์นไมโครเวฟด้วยกัน...”
“อืม”
“แต่บ้านผมก็แบบนี้ ผมว่ามันไม่ดีพอที่จะให้พี่อยู่หรอก...ผมอยากให้คนดีที่กำลังป่วยแบบนี้อยู่ที่สบายๆแบบบ้านตัวเองเพราะงั้นกลับบ้านเถอะนะ เดี๋ยวผมขับรถไปส่ง”
“งั้นนายไปค้างที่บ้านฉันมั๊ยล่ะ”
“หา?”
“ที่บ้านฉันมีโซฟาที่นุ่มกว่านี้ให้เรานอนดูหนังกัน มีป็อปคอร์นของการ์เร็ตให้กินด้วย...”
“แล้วเตียงล่ะ มีเสียงดังหรือเปล่า?”
“อ๊ะ! ทะลึ่ง!”
“ผมไปค้างได้จริงๆหรอ”
“คิดๆดูแล้วจุนซูคงบ่นตายเลยถ้าฉันจะใช้เขาหยิบนั่นหยิบนี่ให้เวลาที่เดินไม่สะดวกแบบนี้”
“ถ้างั้นผมขอตกลงอย่างไม่มีเงื่อนไขเลย เอ่อ...ว่าแต่ เสื้อผ้าพี่.....”
“ทำไม? อยู่ในเครื่องซักผ้าเหรอ?”
“เปล่า มันยังไม่ได้ซักเลยต่างหาก พี่ใส่เสื้อผ้าซ้ำได้เหรอ แถมยังเป็นเสื้อผ้าที่ตากน้ำฝนแล้วก็เปื้อนด้วย?” ช่างรู้ใจ... อันที่จริงแจจุงเป็นคนเนี๊ยบเรื่องการแต่งเนื้อแต่งตัวอยู่แล้ว และถ้าเป็นแบบนั้น คงไม่ใช่คนที่จะใส่เสื้อผ้าซ้ำได้หรอก
“ในรถฉันจะมีถุงกระดาษสีแดงอยู่ใบนึง...ช่วยหยิบมาให้ฉันทั้งถุงเลยได้มั๊ย”
“ได้ครับ”
ยุนโฮรับคำแล้วเดินออกไปนอกบ้านไม่นานนักเขาก็กลับเข้ามาพร้อมถุงสีแดงที่แจจุงพูดถึงเมื่อครู่
“พวกนี้ว่าจะเอาไปคืนที่ร้านน่ะ แต่คงไม่ได้คืนแล้ว...”
ยุนโฮพยายามเดาว่าเสื้อผ้าพวกนี้มาจากไหน และถ้าเขาเดาไม่ผิด คงเป็นที่กองถ่ายแน่ๆ
แจจุงควานหาของในถุงใบใหญ่ หยิบนั่นหยิบนี่มาวางเทียบกันแล้วพิจารณาอยู่เงียบๆคนเดียว โดยที่ยุนโฮได้แต่นั่งมองและพยายามที่จะตามให้ทันอยู่ตลอด และท้ายที่สุดเสื้อยืดสีขาวลายกราฟฟิคกับกางเกงขาสั้นสีครีมบวกกับคาร์ดิแกนสีเหลือมัสตาร์ดก็คือคำตอบ
อืม...เชื่อแล้วล่ะว่าแจจุงให้ความสำคัญกับเรื่องการแต่งตัวมากจริงๆ
ระหว่างรอแจจุงแต่งตัว ยุนโฮเปลี่ยนเสื้อยืดย้วยๆของตัวเองใหม่ แล้วก็คว้าเอาเสื้ออีกตัวไว้สำหรับใส่กลับบ้านในวันพรุ่งนี้ออกมาด้วย จากนั้นเขาก็เดินออกไปที่โรงจอดรถเล็กๆข้างบ้าน หยิบกล่องเครื่องมือสำหรับพกพาออกมาก่อนจะใช้ประแจขันน็อตที่ล้อจักรยานสุดที่รักของตัวเองออกมาทั้งสองล้อ รอที่จะขนใส่รถไปด้วย
xxxxxxxxxxxxxxxxx
“หนาวจัง~”
“หืม? หนาวเหรอครับ” จนแล้วจนรอดแผนการนอนดูหนังไปกินป็อปคอร์นไปของพวกเขาพังไม่เป็นท่าเมื่อพอมาถึงสถานที่ที่คุ้นเคยแล้วแจจุงก็นอนตัวติดที่นอนไม่ยอมไปไหน หนำซ้ำคนป่วยยังงอแงไม่อยากทำอะไรแม้แต่จะกินให้อิ่มท้อง กว่าจะคะยั้นคะยอให้ยอมกินโจ๊กสักคำสองคำก็ลำบากแทบแย่
ยุนโฮที่นั่งพิงหัวเตียงมาตั้งแต่แรกค่อยๆขยับตัวลงนอนข้างๆกัน บางครั้งก็วัดไข้แบบผิวเผินโดยการสัมผัสกันบริเวณนั้นเบาๆ ตอนนี้แจจุงบ่นว่าหนาว ยุนโฮก็คว้ามือนุ่มๆขึ้นมาเป่าลมอุ่นจากปากให้โดยไม่รีรอ
“โทษทีที่ในห้องนอนไม่มีทีวีนะ”
“ไม่เป็นไร...ถึงมีผมก็ไม่อยากดูคนเดียวอยู่แล้ว”
“.........”
“พี่นอนเถอะ ผมจะอยู่นี่แหละ”
“บ้านฉันไม่มีของเล่นด้วย”
“คนดี...” อย่าเนิบนาบและเชื่องช้า ยุนโฮลูบผมของแจจุงพลางอธิบาย “ผมเล่นของเล่นเพราะผมชอบ ไม่ได้เป็นเด็กที่จะต้องอยู่คู่กับของเล่นซะหน่อยคนดี”
“แล้วถ้าฉันหลับนายจะอยู่เหงาๆแบบนี้น่ะเหรอ”
“ผมไม่เหงาหรอก”
“แต่ว่า...?”
“ไม่เป็นไร ถ้าพี่ง่วงก็หลับเถอะ”
“อืม~” ชายหนุ่มยิ้มให้คนป่วยที่หลับตาลงแล้วแต่ยังไม่เข้าสู่ห้วงนิทราเต็มที่ก่อนที่จะขยับตัวเข้าไปจูบที่หน้าผากให้เจ้าตัวหัวเราะคิกคักเล่นๆ และเขาก็ยิ้มกว้างถึงแม้แจจุงจะไม่ลืมตาขึ้นมามอง
...ไม่รู้ทำไม....เหมือนคำว่าความสุขที่รู้จักมาตลอดชีวิตมันเป็นเรื่องหลอกลวงเลย นี่ไม่ใช่หรือที่เขาเรียกกันว่าความสุขที่แท้จริง...
“คนดี...”
“หืม?”
“เปล่า ไม่มีอะไรครับ”
“....อะไรของนาย”
“จริงๆก็มี ผมแค่จะบอกพี่น่ะ...”
“อะไรหรอ”
“ผมมีความสุขจริงๆเลย”
“มันเป็นยังไงเหรอ”
“ก็...ไม่อยากไปไหน อยากอยู่แบบนี้ไปตลอด ตอนนี้ผมคิดว่าถ้าหยุดเวลาไว้ได้ก็คงดี”
“อืม ฉันก็เหมือนกัน”
คนป่วยที่คุยกับยุนโฮโดยไม่ลืมตามาตลอดยิ้มหวานเหมือนเดิม ก่อนที่จะยอมให้อีกฝ่ายดึงเข้าไปนอนซุกอกแน่นๆนั้นแต่โดยดี
เวลานั้นแจจุงได้รับรู้อะไรบางอย่าง...
เสียงหัวใจของยุนโฮเพราะกว่าเพลงใดๆบนโลก
และไม่รู้ว่าแจจุงจะจำได้ไหม...
ครั้งหนึ่งยุนโฮเคยบอกแล้วว่า เขาจะทำให้แจจุงฟังมันให้เพราะได้ได้
วันนั้นที่เขาพูด เขาหมายถึงว่า เขาจะทำให้แจจุงรักเขาให้ได้ แม้เขาจะต้องเดินตามแจจุงไปอีกกี่ร้อยกี่พันก้าวก็ช่าง...สักวันพวกเขาจะได้อยู่กันแนบชิด แจจุงจะได้ยินเสียงหัวใจที่ชัดเจนของเขาแล้วรู้สึกว่ามันเพราะ
...ไม่วันใดก็วันหนึ่ง...
แล้วมันก็คือ ...วันนี้
xxxxxxxxxxxxxxxxx
สายตาที่กำลังไล่อยู่ที่บทสัมภาษณ์ของ รองประธานคณะกรรมาธิการอียู ว่าด้วยเรื่องสถานะทางเศรษฐกิจของกรีซที่เกี่ยวกันโดยตรงกับการร่วมกลุ่มยูโรโซนที่แค่ฟังหัวข้อก็น่าปวดหัวแล้วหยุดลงทันทีเมื่อมีเสียงเคาะประตูจากภายนอกก่อนที่เขาจะบอกอนุญาตและหลังจากนั้นประตูไม้สีขาวก็ถูกเปิดออกโดยเลขานุการที่ทำงานได้ดีมาตลอดได้เดินเข้ามา
“ขอโทษที่รบกวนเวลาการพักผ่อนครับท่านประธาน แต่เมื่อครู่นี้นักสืบที่เกาหลีเพิ่งจะอีเมลล์รูปถ่ายมาให้แล้วครับ”
ชายหนุ่มที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่อาร์มแชร์ตัวใหญ่เพื่อพยายามทำให้ตัวเองในเย็นลงบ้างโน้มตัววางหนังสือเล่มที่ยังอ่านค้างไว้ลงบนโต๊ะแล้วเงยหน้ารับซองเอกสารจากเลขานุการมาไว้ในมือก่อนจะเปิดออกดูรูปทั้งปึกนั้นอย่างใจเย็น...
“หึ เดาไม่ผิดเลยจริงๆ...”
“นักสืบเล่าว่าพวกเขาออกมาจากบริษัทคุณแจจุงไปกินมื้อเย็นที่ร้านราเมนแล้วก็กลับออกมาด้วยกัน...คุณแจจุงอยู่ที่บ้านของผู้ชายในรูปทั้งคืนครับ”
“ที่คุณถามจุนซูน่ะ เขาไม่รู้เลยเหรอว่าแจจุงออกไปกับใคร”
“ครับ เขาพูดอย่างนั้น”
“...อืม”
“ให้ผมทำยังไงดีครับท่านประธาน?”
“..................”
“ท่านประธานครับ? ท่านครับ?”
“................”
“คุณชางมินครับ!”
“หืมม? เอ่อ....ผมขอโทษทีคุณเชว เมื่อกี้คุณถามผมว่ายังไงนะ?”
“ผมเรียนว่า ท่านต้องการให้ผมทำยังไงต่อไปดีครับ”
“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น บอกให้นักสืบคอยดูแจจุงต่อไปก็พอ”
“ครับ...ถ้างั้นคืนนี้ผมขอตัวก่อนนะครับ”
“ครับ …อ้อ ไม่! เอาอย่างนี้ด้วยดีกว่า ผมต้องการประวัติแล้วก็ข้อมูลโดยละเอียดของผู้ชายอีกคนในรูป...เป็นไปได้มั๊ยที่คุณจะรวบรวมมาให้ผมก่อนที่เราจะกลับถึงโซลกัน”
“ผมจะพยายามอย่างเต็มที่ครับท่าน”
“ดี ขอบคุณที่ทำงานหนักนะ”
“ยินดีครับ”
คล้อยหลังเลขาเดินออกไป เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วหยิบเอาไวน์แดงแก้วเก่ามาจิบอีกครั้งก่อนจะเผยรอยยิ้มที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นจากเขาออกมาเพียงลำพัง
อยากรู้เหลือเกินว่าผู้ชายคนที่แจจุงไปไหนมาไหนด้วยบ่อยๆนั่นเป็นใคร?
อยู่ในฐานะไหนถึงทำให้แจจุงโกหกเขาเรื่องไม่สบายแล้วออกไปเจอกันแบบนั้น
ใครกันที่ทำให้แจจุงต้องแอบมีไว้เบื้องหลัง
ใครที่ทำให้จุนซูต้องช่วยกันปิดบังมาตลอด
ใครที่ทำให้แจจุงนอกใจ...
TBC
No comments:
Post a Comment