October 1, 2012

[FIC] Gotta be you [YUNHOxJAEJUNG][12]

Gotta be you

Title: Gotta be you
Pairing: ChungYunho x KimJaejung
Genre: AU/Romance
Rating: PG
Author: i3e-dwz

#GottabeYJ




12


ยุนโฮล้ม... เขาโทรหาแจจุง แล้วก็ทำให้เพื่อนๆว่าเขาเป็นโรคประสาทด้วยซ้ำที่ยิ้มอยู่ได้ถึงแขนจะมีแผลใหญ่ขนาดนั้นอยู่ แต่ถ้าจะไม่ให้ยุนโฮยิ้มคงยาก เพราะแจจุงทำเสียงตกอกตกใจ แล้วก็มาถึงที่เกิดเหตุในเวลาอันรวดเร็ว วันนั้นเพื่อนๆของยุนโฮช่วยพยุงเขามาขึ้นรถ หลายคนเคลิ้มไปกับหน้าหวานๆของ ‘แฟนไอ้ยุนโฮ’ อย่างไม่รู้ตัว นั่นทำให้เขาหัวเสียไม่เบา 
แจจุงพาไปโรงพยาบาล บ่นตลอดทางถึงความประมาทของยุนโฮ บ่นๆๆ ยุนโฮก็ฟังแล้วก็ยิ้มๆๆ เขาไม่ได้ทำอะไรนอกจากยิ้มและพยักหน้าเหมือนฟังเพลงดีๆสักเพลง ทั้งที่แจจุงกำลังบ่นอยู่แต่ถ้าถึงขั้นบอกว่าอยากให้เขาเลิกขี่จักรยานฟิกเกียร์แบบผาดโผนด้วยแบบนี้แน่นอนว่ายุนโฮไม่มีทางยอมหรอก... ถึงเขาจะรักและตามใจแจจุงในเกือบทุกเรื่อง แต่ก็มีแค่เรื่องฟิกเกียร์นี่แหละที่เขาคงยอมให้ไม่ได้ วันนั้นพวกเขาก็เลยทะเลาะกันนิดหน่อยด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ยุนโฮนั่งรถของคนขี้งอนกลับบ้าน แล้วก็ต้องยืนไขประตูเก่าๆนั่นด้วยท่าทางงกๆเงิ่นๆด้วยตัวเอง แล้วเวลาก็ผ่านไปพร้อมๆกับมินิคูเปอร์ที่เคลื่อนตัวออกไปจนลับสายตา 
ถ้าเป็นไซบีเรียนฮัสกี้เขาคงหางลู่หูตกไปแล้วที่โดนปล่อยลงที่บ้านโดยไม่มีคำล่ำลาแบบนั้น อันที่จริงถ้าจะให้เพอร์เฟคน่ะแจจุงควรจะต้องมาดูแลหาข้าวหาน้ำให้เขากินแล้วแต่เขาคงเถียงแจจุงมากไปหรืออะไรอย่างนั้นแน่ๆถึงได้ถูกเมินแบบนี้ 
เจ้าหมีนั่งเบื่อตัวเองอยู่พักใหญ่ จะรู้สึกถึงโลกภายนอกอีกครั้งก็เมื่อได้ยินเสียงใครมาเปิดประตูรั้วบ้านนั่นเอง พอเห็นว่าเป็นใครเขาก็วิ่งเท้าเปล่าออกไปดูด้วยความตกใจและสงสัย แล้วมินิคูเปอร์คันที่เขาโดยสารมาเมื่อครู่ที่กำลังถูกขับเคลื่อนเข้ามาจอดในที่จอดรถที่ว่างอยู่ของเขาก็ทำให้เขายิ้มกว้างกว่าทุกครั้ง ก่อนที่เจ้าของจะหยิบของพะรุงพะรังออกมาด้วย

เห็นเจ้าของบ้านยืนมองแจจุงก็เลยบอกเหตุผลของการแวะซุปเปอร์มาเก็ตอย่างรวดเร็วและกลับมาอีกครั้งว่า...

“ฉันไม่คิดว่าบ้านนายจะมีอะไรที่กินได้”

“แต่ตอนนี้มีแล้ว....” เขาตอบคนหน้างอพลางมองถุงพลาสติกพิมพ์โลโก้ร้านดังในมืออีกฝ่ายไปด้วย 

“ก็แหงล่ะ! ทั้งๆที่ฉันอยากปล่อยให้อดตายด้วยซ้ำไป”

“โอ...ฮันนี่โหดจังเลย”

“ยุนโฮ!” 

“หลุดยิ้มออกมาแล้วไง~”

ถึงแขนจะเจ็บ แต่ขาก็ยังใช้ได้ดีอยู่ ยุนโฮเดินตามแจจุงเข้าไปในครัว ยืนดูคนดีคนเก่งของเขาเริ่มเตรียมอาหาร และเมื่อเขารู้สึกว่าตัวเองเริ่มเป็นตัวเกะกะ ก็เลยเลิกเดินให้วุ่นวายแล้วมานั่งห้อยขาอยู่บนโต๊ะเตรียมอาหารแทน แล้วแจจุงก็เริ่มชวนคุย ด้วยหัวข้อยอดแย่แห่งปี...

“เออนี่...ชางมินน่ะ”

“เฮ้อ...”

“อย่าเพิ่งถอนหายใจสิ ตอนนี้เขาน่าสงสารนะ”

“ผมก็น่าสงสาร”

“แน่นอน...ถ้าไม่สงสารไม่กลับมาทำอะไรให้กินหรอกนะจะบอกให้” คนดียิ้มเขินในขณะที่กำลังเตรียมวัตถุดิบทำเกี๊ยวน้ำให้เจ้าหมีที่บ่นถึงเมนูนี้ตั้งแต่เมื่อคืนตอนที่เห็นในทีวี มือที่จับดินสอก็ดี จับมีดก็เยี่ยมกว่าใครในสายตายุนโฮหั่นแตงกวาเป็นชิ้นบางๆ หั่นไปหยิบกินไป น่ารักจนคนมองก็หายใจขัดอยู่บ้างเหมือนกัน 

“แล้วเขาเป็นไงบ้าง?” ถึงเขาจะเรียกมันว่าหัวข้อยอดแย่ แต่ก็รับฟัง

“เขาจำไม่ได้”

“หา?”

“ตามนั้น”

“พี่หมายถึง...เอ่อ หัวเขา....ความจำเสื่อมน่ะเหรอ?”

“อืม เขาจำชีวิตปัจจุบันของเขาไม่ได้ ความทรงจำล่าสุดของเขาคือปีที่แล้ว”

“...ผมไม่รู้มาก่อนหรอกนะ แต่คิดว่ามันแย่สำหรับผมแน่ๆเลย”

“ไม่...” แจจุงหยุดมือ แล้วก็หันมายิ้มให้ยุนโฮ.... หนุ่มฟิกเกียร์ก็อธิบายไม่ถูกหรอกว่าเขารู้สึกยังไงหรือเห็นอะไร รู้แค่ว่ารอยยิ้มของแจจุงทำให้เขาดีขึ้นจากความรู้สึกห่วยๆได้มากเลยทีเดียว “ไม่มีอะไรแย่สำหรับนายหรอกยุนโฮ...”

“อืม ผมเชื่อ”
“มันเป็นตอนที่เขาจะไปอังกฤษน่ะ ความคิดเขาหยุดอยู่ที่ครั้งสุดท้ายที่ฉันกับเขาไปกินข้าวด้วยกัน...แล้วเขาก็จะหนีไปอังกฤษในเช้าวันรุ่งขึ้น ...หยุดแค่นั้น” แจจุงยังคงเล่าพลางทำกับข้าวไปด้วยเหมือนพวกเขากำลังคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วไป ส่วนยุนโฮกำลังดิ่งสู่โลกส่วนตัวอีกครั้งแต่แล้วแจจุงก็เป็นคนฉุดขึ้นมาด้วยการป้อนแตงกวาหวานๆถึงปาก 

“อย่าคิดมาก... ฉันรู้ตัวหรอกว่ากำลังทำอะไรอยู่”

“ทำอะไร? ทำกับข้าวให้ผมเหรอ?”

“นายก็รู้ว่าไม่ใช่แค่นั้น...โธ่....เจ้าหมีนี่ขี้น้อยใจจริงๆเลย~” 

“ผมไม่อยากพูดเลยคนดี แต่ผมไม่รู้จะทำยังไงดี ผมขี้หึงจริงๆนะ...ยิ่งหลังจากคบกับพี่ ผมก็หึงมากเป็นพิเศษ”

“ครั้งนึงฉันเคยเห็นนายเต้นกับยัยครูสอนเต้นคนสวยนั่นที่โรงเรียนฉันก็หึงเหมือนกัน”

“นั่นมันไม่เหมือนกันฮันนี่...”

“ใช่! แล้วฉันก็หนักแน่นและมั่นใจในตัวนายมากพอที่จะมองข้ามไป ส่วนคราวนี้ฉันก็อยากจะให้นายมั่นใจในตัวฉันบ้าง ฉันจะหนักแน่นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...สัญญาเลย” พวกเขาเกี่ยวก้อยกันก่อนแจจุงจะเป็นฝ่ายยื่นมือเข้าไปตบแก้มยุนโฮ “เคี้ยวเป็นเด็กๆเลยนะ ผักสดดีใช่มั๊ยล่ะ” จนถึงเวลานี้แจจุงรู้แล้วว่าเจ้าหมีขี่ฟิกเกียร์คนนี้จะแพ้หมดรูปให้กับอะไรได้บ้าง... ก็อย่างเช่นแจจุงดูดนิ้วอยู่ต่อหน้าเขาด้วยมุมตรงแบบนี้

หัวใจหมีๆของเจ้าป่าจวนจะพังอยู่รอมร่อ~

“ไม่เอาน่าฮันนี่... อย่ามาทำหน้ายั่วแบบนี้น่า ตอนนี้แขนขวาผมงอไม่ได้ด้วยซ้ำ พี่ก็รู้!!”

“งั้น...นายก็ไม่ต้องขยับอะไรเลยสิ ให้จัดการทั้งหมดเอง ดีมั๊ย” คนดีไม่สนใจ ยกสองแขนคล้องคอชายหนุ่มแล้วขยับเข้าไปใกล้ๆ

“หืม? ทำไหวเหรอ?”

“ไหวสิ ทำให้นายคนเดียวเอง”

“เฮ้...คิดก่อนตอบดีกว่านะครับ” 

เพราะมือขวาใช้การได้ไม่ดีเท่าที่ควร ยุนโฮก็เลยใช้มือซ้ายลูบสะโพกของแจจุงพลางใช้สายตาอันร้ายกาจมองหน้าสวยๆของคุณดีไซน์เนอร์ไปด้วย

“ไม่เห็นต้องคิดอะไรมากเลย ฉันทำของว่างคนเดียวได้สบายๆอยู่แล้ว”

“หา?”

“ฉันหมายถึงเรื่องทำของว่างตั้งแต่แรกแล้ว!! คนลามก!! ดูหน้าดูตาก็รู้เลยว่าคิดอะไร....อ้าว?” ยุนโฮขยับลงมาจากเคาน์เตอร์ เขาดึงมือแจจุงออกแล้วเดินหนีไปเฉยๆ “จะไปไหนน่ะยุนโฮ...?”

แจจุงใจเสีย ไม่รู้ล้อเล่นกับเจ้าหมีแรงไปหรือเปล่าเจ้าตัวถึงได้เดินหน้าตูมไปแบบนั้น แต่คำตอบที่เขาตะโกนบอกมาทำให้แจจุงรู้ได้ไม่ยากเลยว่า คราวนี้เล่นแรงไปจริงๆ

“ปอกกล้วยครับ” 

แล้วแจจุงที่เริ่มจับมีดอีกครั้งก็ถามกลับไปบ้าง 

“สุกเร็วจังนะ”

“อร่อยด้วยนะครับ คนดีอยากจะลองมั๊ยล่ะ?”

“ทะลึ่ง!!!”

แจจุงยืนยันกับตัวเองและทุกๆสิ่งอีกที...อยู่กับยุนโฮแล้วมีความสุขมาก เขาเคยทำความเข้าใจกับแจจุงอย่างชัดเจนแล้วว่าเป็นคนขี้หึง วันนี้ได้รู้แล้วว่าเขาขี้หึงได้โล่จริงๆแต่ก็ยังเป็นผู้ชายที่ดีไม่เคยเปลี่ยนเลย เวลาอยากจะจับมือเขามักจะไม่ค่อยขออนุญาตแล้วแต่พอฉวยไปง่ายๆก็ไม่เคยปล่อยทิ้ง เขาจะกอบกุม จับประคองไว้อย่างดีและแจจุงก็รู้ได้จากการสังเกตเลยว่าเขาจะต้องโทษตัวเองแน่ๆถ้าปล่อยมือแล้วมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น 
แล้วก็อย่างว่า....ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นแบบนี้ ถึงเขาจะทำ ‘กล้วยสุก’ จนแจจุงบ่นอยู่บ่อยๆ แต่ยังไงก็ยังรู้สึกได้ถึงความสุขทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน ยิ่งวันไหนได้นอนกอดกันจนถึงเช้าพวกเขาจะไม่อยากไปไหน ยิ่งคืนไหนได้มีเซ็กส์กันเหมือนวันพรุ่งนี้โลกจะแตกสลายแล้วพวกเขาก็จะยิ่งดำดิ่งในตัวของกันและกัน จะไม่อยากรับรู้ความจริงเลยว่าโลกข้างนอกมันน่ารำคาญขนาดไหน 


…

ใช้เวลาอีกพักใหญ่แจจุงก็เรียกเจ้าของบ้านที่หนีไปขยับตัวเต้นเบาๆอยู่ตรงส่วนห้องนั่งเล่นให้กลับเข้าไปในครัวเพื่อรับชามเกี๊ยวน้ำที่ส่งกลิ่นยั่วน้ำลายคนอยากกินเต็มประดา เห็นเขานิ่วหน้าเพราะเจ็บแผลแจจุงก็นึกเป็นห่วง...แต่มันก็คงมาจากการไปขยับแขนไปๆมาๆเมื่อกี้นี้แน่ๆ ว่าแล้วก็อยากจะดุแถมตีแรงๆสักที!

“บอกแล้วว่าอย่าเต้นก็ไม่เชื่อกัน”

“ก็มันเบื่อนี่...ผมไม่รู้จะทำอะไร”

“แล้วทำไมไม่อยู่ด้วยกันในครัวล่ะ”

“เดี๋ยวผมก็ขวางทางพี่...เกะกะอีก”

อยากจะถามจริงๆว่าทำไมจะต้องทำหน้าหงอยให้หลงรักมากขึ้นๆแบบนี้อยู่เรื่อยเลย 

“ก็เลยเต้นจนเจ็บแขนเลยว่างั้นสิ”

“เฮ้อ....ผมไม่น่าล้มเลยว่ามั๊ย” 

“ถ้านายพูดเรื่องนี้ขึ้นมาตอนนี้ฉันคงบ่นยาวจนไม่ได้กินเกี๊ยวกันแน่ๆ” 

“...พี่บ่นผมเรื่อยๆก็ได้ ผมชอบ”

“นายคนนี้นี่!”

“เสียงบ่นของพี่ทำให้ผมรู้สึกเป็นสามีที่ถูกผูกมัดเลย ซึ่งผมยินดีมากนะ...”

เห็นหรือยัง...ก็ยุนโฮเป็นแบบนี้ เขาเป็นผู้ชายน่ารักแล้วก็เป็นคนรักจริงมากๆด้วย เขาจะมีอะไรสักอย่างที่ทำให้แจจุงยิ้มได้ราวกับว่าเขาเองก็บูชารอยยิ้มสวยๆของแจจุงเหมือนกัน ส่วนแจจุงก็ยิ่งถลำลึกไปกันใหญ่ นับวันยุนโฮยิ่งตอกย้ำความรู้สึกของแจจุงให้หนักแน่นขึ้นได้ว่าใครกันที่เป็นเจ้าของพื้นที่ในหัวใจของแจจุง 
เขาอาจเป็นแค่ผู้ชายที่ธรรมดาคนหนึ่ง....แต่เขาก็พิเศษมากเช่นกัน และด้วยความที่เขาพิเศษนี่แหละ มันก็เลยไม่ยากเลยสักนิดที่แจจุงจะมีเขาเป็นคนพิเศษ 

อาหารของแจจุงอร่อยมาก แต่ยุนโฮว่ามันคงไม่อร่อยเท่านี้แน่ๆถ้าหากไม่ได้นั่งกินไปมองหน้าแจจุงไปแบบนี้ น้ำซุปที่ใส่ทั้งแครอท ทั้งแตงกวา หวานมากขึ้นไปอีกเพราะมีคนสวยๆมานั่งอยู่ตรงหน้า
เจ้าซิมบ้าหัวใจหมีได้แต่นึกขำอยู่ในใจ... นี่เขาเป็นคนคิดอะไรได้เลี่ยนจนแทบอ้วกขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ? 

กินเสร็จยุนโฮก็ไปยืนเฝ้าแจจุงล้างจานจนเสร็จเรียบร้อย เขาเปิดตู้เย็นหยิบโคล่ากระป๋องออกมาดื่มไปสองสามอึกแล้วก็ส่งให้แจจุงดื่มบ้าง พวกเขาพูดถึงเรื่องเพลงใหม่ของคริส บราวน์ ด้วยกันแล้วก็เปิดทีวีเจอเพลงเก่าๆของหมอนั่นพอดี นั่งคุยกันไปด้วยเรื่อยๆยุนโฮก็ตัดสินใจพูดสิ่งที่ต้องการออกไปสักที 

“ฮันนี่...ผมย้ายไปอยู่บ้านพี่ได้มั๊ย”

“อะไรนะ?”

“ผมอยากให้เราอยู่ใกล้ๆกันแบบนี้ตลอด พี่เคยพูดไม่ใช่เหรอว่าตอนที่เราอยู่ด้วยกันครั้งแรกคืนนั้นน่ะ....มันทำให้พี่ไม่อยากจากกันเลย ถ้างั้นทำไมพี่ไม่อนุญาตให้ผมอยู่กับพี่ล่ะ” แจจุงครุ่นคิดถึงสิ่งที่ยุนโฮพูด ในขณะที่หัวกลมๆที่นอนหนุนตักของแฟนหนุ่มต่างขาก็ถูกลูบจนเพลิน 

“จุนซูสนิทกับฉันมากนะยุนโฮ...เด็กคนนี้ชอบทำนิสัยไม่ดีบุกเข้ามาในห้องฉันตามใจชอบตลอดเลย ฉันกลัวว่านายจะอึดอัด”

“ถ้าเป็นจุนซูน่ะไม่เป็นไรหรอก” เขาจับปอยผมเกะกะไปทัดหูให้แจจุง “จริงๆแล้วผมกลัวน่ะว่าคนอื่นจะเข้าไปก็เลยอยากไปอยู่กับพี่ แค่ระยะสั้นๆก็ได้ พี่คงไม่ยอมให้ผมขนของเล่นทั้งหมดไปรกบ้านพี่อยู่แล้ว”

แล้วยุนโฮก็จับมือแจจุงอีกแล้ว 

“....นะครับคนดี”

แจจุงรู้โดยไม่ต้องคิดเลยว่าจะให้คำตอบว่าอะไรดี เพียงแต่ไม่ได้พูดออกไปอย่างทันทีทันใดเพราะตอนนี้กำลังยิ้มบางๆเพราะเอ็นดูสายตาและท่าทางของเจ้าป่าขี้อ้อนก็เท่านั้น

“อืม...จะเอายังไงดีล่ะ”

“น๊า~”

“มันมีกฎของการอยู่ด้วยกันอยู่นะ” 

ได้ยินอย่างนั้นยุนโฮก็อยากฟังจนก้มหน้าลงมาใกล้ๆทำให้แจจุงใจเต้นอย่างเหนือการควบคุม ดวงตาทั้งสองคู่ของพวกเขาสบมองกันโดยไม่มีคำพูดใดจะเอ่ยไปหลายวินาทีก่อนที่คนอายุมากกว่าจะกลืนน้ำลายลงอย่างฝืดคอหลังจากที่ยุนโฮขยับออกไปอีกหน่อย ไม่รู้ว่าทำไมถึงยังเขินกันแบบนี้อยู่อีกทั้งที่ไม่ได้สบตากันเป็นครั้งแรกเสียหน่อย 

“อืม...กฎว่ายังไงครับ”

“ฉันไม่ได้จ้างแม่บ้าน... เพราะฉะนั้นเราต้องแบ่งเวรทำงานบ้านกัน ไม่ให้อยู่ฟรีๆ” ยุนโฮพยักหน้าอย่างว่าง่าย เขาพอรู้อยู่แล้วว่าแจจุงไม่เคยจ้างแม่บ้านถึงแม้จะไม่เคยถาม วิถีชีวิตของคุณดีไซน์เนอร์ที่ดูจะฉูดฉาดจากการแต่งตัวนั่นช่างเรียบง่ายกว่าที่ใครๆคิด แจจุงจะขลุกอยู่ที่ห้องนอนและห้องครัวมากที่สุด มันมีอยู่ครั้งหรือสองครั้งนี่แหละที่ยุนโฮเห็นสมุดและดินสอของแจจุงวางอยู่บนเตียง ข้างๆกับที่เจ้าตัวนอนอยู่และที่ตรงนั้นมักจะรกมากเสมอด้วยกระดาษที่ถูกขยำเป็นก้อน ดินสอดำหลายๆแท่งบนลิ้นชักข้างเตียง หรือไม่ก็กระดาษโน้ตสีเหลืองตรงโคมไฟ มันบ่งบอกได้เลยว่าโต๊ะทำงานสวยๆตัวนั้นถูกลืมอยู่บ่อยครั้ง...

“ผมซักผ้าได้”

“ไม่ หน้าที่ซักผ้ารีดผ้าควรเป็นของฉัน นี่งานฉันเลย...แล้วอีกอย่างที่ฉันจะทำก็คือเข้าครัว” 

“ก็ได้ครับหัวหน้า”

“นายต้องล้างจาน...หนึ่งแล้วนะ ส่วนสองก็คือ ทำงานปัดกวาดเช็ดถูทั่วๆไป”

“โอว....”

“ไม่ง่ายเลยสำหรับฟิกซี่บอยบ้าของเล่นแถมบ้านยังโคตรรกอย่างนาย” แจจุงหัวเราะ... รู้ว่าที่พูดไปนั่นถูกต้องทั้งหมด อยากรู้ว่ายุนโฮจะเอายังไงต่อ 

“ไม่เป็นไร”

“จริงนะ?”

“ครับ”

“โถ...ฉันรู้ว่านายไม่ถนัดเรื่องพวกนี้ ถ้ามันลำบากมากก็ตัดใจไม่ดีกว่าเร๊อ~”

“เอาเถอะน่าคนดี ผมไหวก็แล้วกัน”

“ไหวก็ไหว! งั้นเตรียมแพคกระเป๋าได้เลย” 

ยุนโฮยิ้มจนเห็นฟัน และถ้าที่แขนเขาไม่มีแผลขนาดมหึมานั่นอยู่คงได้อุ้ม ‘คนดี’ ของเขาขึ้นมาหมุนไปรอบๆแน่นอน แต่ถึงจะทำขนาดนั้นไม่ได้เขาก็ยังมีวิธีอื่นทำให้คนดีได้หัวเราะอย่างมีความสุขได้อีก...แค่นี้ก็พอแล้วที่จะทำให้แจจุงอยากจะอยู่ตรงนี้ไปอีกนานๆ 

“พี่ยิ้มสวยมาก”

“อย่าโกหก...”

“เปล่า~”

“อาทิตย์หน้าฉันถึงจะไปฉีดโบท็อกซ์ อย่ามาโกหกเลยว่าฉันยิ้มสวย.. ฉันรู้ว่าตรงนี้มันมีรอยย่นอยู่”

“ตรงนี้เหรอ” เขาแตะบนรอยนั้นที่แจจุงว่า “อา...ผมว่ามันเป็นรอยเพราะพี่ยิ้ม”

“ก็อาจจะใช่”

“ถ้างั้นมันก็คือร่องรอยของความสุข ไม่ใช่ของดีหรอกเหรอ?”

แจจุงเอ็นดูหนุ่มน้อยคนนี้เสียจริง เขาไปเอานิสัยชอบพูดอะไรดีๆแบบนี้มาจากที่ไหนกันนะ มองจากมุมนี้แจจุงเองก็หลงเสน่ห์เขาเข้าอย่างจัง ทั้งคำพูด รอยยิ้ม ไออุ่น และอะไรก็ตามอีกมากมายที่ยุนโฮทำให้แจจุงรู้สึกรักได้ถึงขนาดนี้ 
ถัดจากนั้นแจจุงค่อยๆลุกขึ้นและหันหน้ามาจ้องตากับฟิกซี่บอยที่หัวใจกำลังคลั่งไคล้เขาไม่ต่างจากแฟนคลับที่กรีดร้องอยู่ริมพรมแดงของงานใดสักงานอย่างจริงจัง จุดความกังวลให้ยุนโฮอีกครั้งว่าเขาอาจจะพูดหรือทำอะไรไม่ถูกใจคนดีเข้าอีกแล้ว

“ผม...นี่ผม.....?”

“ยุนโฮ....”

“ครับผม?”

“ฉันไม่รู้ว่านายไปเอานิสัยแบบนี้มาจากไหน แต่บอกได้คำเดียวเลยว่านายน่ารักมาก... น่ารักสุดๆ”

“อะไรเนี่ย” ถึงเขาจะเอียงคอ ทำยิ้มเท่ๆแบบนั้นคนทั้งโลกก็ดูรู้เลยว่าเขากำลังเขิน 

ฟิกซี่บอย ชองยุนโฮ กำลังเขิน ฮันนี่ คนดี คิมแจจุง ...ความเขินของเขาอยู่ในระดับ8เต็ม10ได้เลย ยุนโฮไม่ค่อยเขินใคร...ส่วนใหญ่เขาจะเป็นคนทำให้คนอื่นเขินมากกว่า โดยเฉพาะสาวๆและเด็กๆ เขาเป็นคนหล่อที่ทำอะไรก็หล่อและน่ารักที่สุด กระทั่งเขินแบบนี้ยังถูกใจแจจุงมากเลยทีเดียวให้ตายเถอะ 

“ขอบคุณนะ...”

“จูบผม”

“แล้วทำไมนายไม่จูบฉันล่ะ”

“ผมไม่รู้ว่าพี่ให้จูบ”

“มากกว่าจูบยังให้มาแล้วเลย...”

“โธ่...พี่อย่ามาทำหน้าแบบนี้น่า”

“ทำไม? กล้วยจะสุกงั้นเหรอ?” 

“ก็มีคุณดีไซน์เนอร์คนดีมานั่งตัวอุ่นๆอยู่ข้างบนแบบนี้ใครมันจะอดใจไหว...กล้วยไหนๆก็พากันสุกทั้งนั้นแหละ”

“ไอ้เด็กทะลึ่ง~!” 

“ทำไมพี่ไม่จูบผมสักที? ถ้าไม่รีบสักทีผมจะจูบก่อนแล้วนะ”

“อืม ระวังแผลด้วยนะ...”

ยุนโฮใจร้อนเหมือนตอนจูบแจจุงเมื่อครู่เลย... 
เขาหยิบเสื้อผ้าสองสามชุด ครีมบำรุงและลิปมันที่แจจุงแนะนำแล้วก็หมวกใบเก่งใส่กระเป๋าเป้ ก่อนจะจูบลาหุ่นกันดั้มและของเล่นชิ้นโปรดชิ้นอื่นๆแล้วก็ย้ายตัวเองเข้าไปนั่งๆนอนๆอยู่ที่บ้านคุณดีไซน์เนอร์ 
เขากินบลูเบอร์รี่ชีสพายที่แจจุงทำไว้เป็นมื้อดึก จากนั้นเขาก็นั่งอยู่หน้าทีวี ดูการ์ตูน...แล้วก็หลับอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ตื่นมาเจอกับคนดีหน้าตาน่ารักๆอยู่ข้างหน้าจนเขานึกว่าตัวเองยังอยู่ในความฝัน 
แจจุงมาเช็ดตัวและทำแผลให้...นี่แหละที่ทำให้ยุนโฮอยากจะล้มอีกสักสองสามทีให้มันรู้กันไป! เขามองตลอด แจจุงมักจะไม่มองไปที่ไหนเลยเวลาที่ถือสำลีชุดยาแสบๆนั่นอยู่ ปากสีชมพูจะเม้มแน่นแถมยังเหมือนว่าจะเผลอกลั้นหายใจเป็นพักๆตามคนเจ็บไปด้วย น่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน



xxxxxxxxxxxxxxxxxxxx



ตลอดสองสามวันที่ผ่านมาแจจุงแทบลืมเรื่องชางมินไปเลย และคงลืมสนิทแน่ๆถ้าเขาไม่โทรมาหาในเช้าวันหนึ่งหลังจากที่แจจุงลุกขึ้นมาแต่งตัวเตรียมออกไปที่ร้านปล่อยให้ยุนโฮนอนหลับอยู่อย่างนั้นแล้ว นอกเหนือจากจุมพิตที่แก้มแล้วยังทิ้งแซนวิทตับบดไว้ให้ฟิกซี่บอยตัวแสบอีกด้วย กว่าเขาจะตื่นก็คงอีกสองสามชั่วโมง ไม่รู้เรื่องอะไรหรอกตอนที่ชางมินโทรมาหาแจจุงด้วยน้ำเสียงร่าเริงสมกับเป็นเขาที่แจจุงรู้จักอย่างนี้

ชางมินถามถึงเวลาว่างของแจจุง... ทั้งที่วันนี้นอกจากตอนเที่ยงแล้วแจจุงก็ว่างยาวตั้งแต่บ่ายสามโมงแต่ก็บอกชางมินไปว่ามีเวลาแค่ชั่วโมงเดียวตอนกลางวันเท่านั้น เขาบอกด้วยความดีใจทันทีที่มีเวลาว่างตรงกัน 
คนดีของเจ้าหมีฟิกซี่บอยคิดในใจ งานนี้ถ้าจุนซูรู้ว่าตนตกลงนัดเจอกับชางมินล่ะก็คงได้โดนลูกน้องและน้องชายคนสนิทสวดยับจนหูชาแน่ๆ

คิดๆแล้วแจจุงก็คิดเยอะอยู่เหมือนกัน... ไม่รู้ว่าชางมินจะเป็นยังไง เขาจะรู้สึกนึกคิดอะไรบ้างในขณะที่ความทรงจำเขาหายไปแบบนี้ หรือเขาจะเป็นชางมินที่แจจุงเคยรักอย่างหมดจด หรือเขาจะมีความผสมผสานของชางมินผู้น่ารักกับประธานชิมที่อยู่ด้วยแล้วอึดอัดมากในบางครั้งอยู่ในตัว 
ใจแจจุงจะเป็นอย่างไรในเวลาที่อยู่กับชางมินคนไหนก็ไม่รู้สองต่อสองแบบนี้ ... 
มือขาวๆกดส่งข้อความไปหาผู้อาศัยที่ป่านนี้คงนอนจำศีลอยู่บนเตียง บอกเขาว่าวันนี้ชางมินนัดกินข้าว...ไม่ต้องเป็นห่วง อะไรประมาณนั้น แต่ให้ตายเถอะคิมแจจุง...ส่งไปแล้วคุณก็เพิ่งจะมาคิดถามตัวเองว่าบอกไปแบบนี้จะดีเหรอ แผลที่แขนเขากำลังเริ่มแห้งและตึงจนเขาร้องโอดโอยบ่อยๆเวลาที่ไม่ทันระวังจนแผลที่แห้งบ้างแล้วปริออกมาอีก นี่ถ้าเขาอยู่ไม่สุขและหาทางมาหาจนได้จะต้องยุ่งกันไปอีก คราวนี้ถึงแจจุงจะล็อคจักรยานฟิกเกียร์ของเขาไว้ที่ระเบียงแล้วซ่อนกุญแจเอาไว้ก็ตามเขาก็คงรั้นจนมันไร้ความหมายไปแน่ๆ 


แน่นอนว่ายุนโฮตื่นหลังจากที่แจจุงออกไปแล้วสามชั่วโมง เขามักจะเดินเข้าห้องน้ำเป็นอย่างแรกเพื่อสะสางธุระส่วนตัว ชายหนุ่มเบ้หน้าเล็กน้อยเมื่อเขาเผลองอแขนแรงๆอีกแล้วตอนที่แปรงฟัน ไม่....ต้องบอกว่าตอนที่เขาพยายามจะเต้นขณะที่แปรงฟัน 
ตั้งแต่คืนแรกที่เขาย้ายเข้ามาอย่างเป็นทางการ แจจุงหยิบแปรงสีฟันอันใหม่ให้ ของยุนโฮสีเขียว ของแจจุงสีเหลือง แถมยังอุตส่าห์เขียนชื่อให้ด้วย แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้ฟิกซี่บอยเลิกหยิบแปรงสีฟันสลับกันอยู่บางครั้งได้เลย อย่างเมื่อกี้เขาก็เผลอบีบยาสีฟันใส่แปรงด้ามสีเหลืองอยู่เลย ...และถ้าเป็นแบบนี้ก็แปลว่าแจจุงลืมบีบยาสีฟันไว้ให้แน่นอน 
ต่อมาเขาเดินผิวปากไปทีห้องครัวบางสิ่งบนจานเซรามิคที่เขาเห็นผ่านฝาครอบพลาสติกกลมๆสีขุ่นบอกเขาว่าแจจุงทำแซนวิซไว้ให้เขา หลังจากที่เมื่อวานเป็นครัวซองต์ไส้ชีสสองแผ่น ยุนโฮครางเลยเมื่อลิ้นสัมผัสถึงตับบดที่อยู่ตรงกลาง เขารักเมนูนี้...อาจจะพอๆกับที่รักฟิกเกียร์ลูกรักของเขา เพียงแต่ว่าเขาคิดมาตลอดว่าตับบดที่อร่อยที่สุดไม่มีขาย เพราะเป็นฝีมือของแม่ผู้ล่วงลับเท่านั้น วันที่แจจุงยืนทะเลาะกับเครื่องปั่นอยู่ในครัวเขาก็ยังคิดอยู่เลยว่ารสชาติจะสู้แม่ของเขาได้หรือ? แต่แล้วเขาก็ได้คำตอบว่า ... ‘สบาย’ แม่ต้องหลงรักสะใภ้คนดีคนนี้แน่ๆ!

ฟิกซี่บอยอารมณ์ดีสุดๆกับอาหารอร่อย เขาหยิบมือถือมาด้วยความตั้งใจที่จะถ่ายรูปตัวเองขณะกินแซนวิซตับบดจากมือวางอันดับหนึ่งร่วมด้วยสีหน้าแห่งความสุขแล้วส่งให้เจ้าตัวดูสักหน่อย แต่ทันทีที่เริ่มใช้งานเจ้าอุปกรณ์สื่อสารที่ล้ำจนเขาเหนื่อยที่จะติดตามก็แจ้งเตือนทันทีว่ามีข้อความจากคนที่คิดถึงเข้ามาอยู่แล้ว 

........

แซนวิซตับบดที่เขาบ้าอยู่เมื่อกี้ฝืดคอยิ่งกว่าอะไรไปเลยทันทีเมื่อเขาได้อ่านเนื้อหาของข้อความ เขาไม่ได้คิดอะไรมากมายเลยตอนที่โทรหาเจ้าของข้อความ 

“พี่จะไปไหนกับเขา? ผมไปด้วย”

“บอกแล้วไงว่าไม่ต้องห่วงฉัน...แล้วนั่นทำอะไรอยู่ กินแซนวิซหรือยัง?”

“กินอยู่ครับ”

“อร่อยมั๊ย”

“อร่อยมากครับ”

“อร่อยก็ดี...”

“..............”

“ยุนโฮ?”

“..............”

“เอ๊ะ? ไม่ได้ยินเหรอ? ฮัลโหล ได้ยินมั๊ยยุนโฮ”

“ฮัน~~”

“ฟังอยู่แล้วก็ไม่ยอมตอบ...กลับบ้านไปจะโดนซ้อมนะคอยดู!”

“ฮัน คุณไม่ไปไม่ได้เหรอ”

“ก็ตกลงไปแล้ว”

“ก็แล้วฮันจะไปกับเขาทำไม”

“ไม่รู้สึกว่าเขาน่าสงสารเหรอ? อยู่ดีๆก็ตื่นมาจำไม่ได้แบบนี้น่ะ”

“ผมหึง...”

“ฉันรู้...แต่เราแค่ไปกินข้าว ไปคุยกัน...จะได้หาโอกาสคุยกับเขาจริงๆจังๆด้วยไงล่ะ” นี่เป็นอีกครั้งที่ยุนโฮรู้สึกแย่ เขาเหมือนคนถูกทิ้งให้ตกกระป๋องอีกครั้งทั้งที่ยังไม่มีใครทำอะไรเขาสักอย่าง แน่นอนว่าเจ้าหมีต้องอ้อนฮันนี่ของเขาไปอีกนานเลยทีเดียวกว่าที่จะยอมเข้าใจอะไรง่ายๆ เขายืนยันเสียงแข็งตั้งแต่แรกเลยว่าเขาจะไปเจอกับแจจุงข้างนอก แต่สุดท้ายก็โดนสกัดดาวรุ่งเสียจนร่วงไม่เป็นท่า สุดท้ายวันนี้ก็ต้องนั่งๆนอนๆมองจักรยานที่ยังขี่ไม่ได้ ฟังเพลงที่ถึงจะคิดท่าเต้นได้อย่างทันทีทันใดแต่ก็ยังเต้นไม่ได้อยู่คนเดียวอีกแล้ว 
แจจุงสัญญากับเขาว่าถ้ามีอะไรไม่ดีก็จะไม่ยอมให้อะไรเกินเลยแน่นอน ทั้งพฤติกรรมและความคิด อย่างน้อยๆถ้าวันนี้ไม่มีจังหวะหรือโอกาสดีๆแต่ในครั้งหน้าจะพยายามบอกกับชางมินถึงสถานการณ์ปัจจุบันให้ได้แน่ๆ เพราะถึงอย่างไรแล้วแจจุงก็อยู่กับยุนโฮ พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ทะเลาะกันง้องแง้งจนยิ่งเหมือนคู่แต่งงานมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก พวกเขาจับมือกันแน่นจนเกินกว่าจะปล่อยกันไปง่ายๆแล้ว 

“ยุนโฮ...”

“ครับ”

“ไหนบอกว่าจะไม่ถอยไง” คำถามของแจจุงทำให้ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ นั่นสินะ ก็เป็นยุนโฮเองไม่ใช่หรือที่ทำตัวเกเรรุกจูบแจจุงที่หน้าผับคืนนั้นแล้วก็พูดประโยคที่คล้ายว่าจะหลุดมาจากนิยายรักของนักเขียนคนไหนสักคนว่า ‘ผมไม่ถอยหรอก ยังไงก็ไม่ถอย’

“แล้วใครว่าผมถอย?”

“ก็ดี...อ้อ จริงสิ...ฉันลืมเขียนโน้ตให้เลย ในตู้ไม้ข้างบนเตาไฟฟ้ามีอาหารสำเร็จรูปอยู่เพียบเลย ถ้าหิวก็กินไปก่อนนะ...แล้วเย็นนี้อยากกินอะไรมั๊ย”

“อืม รู้มั๊ย...ผมนึกถึงเนื้อย่างอร่อยๆตลอดเลย”

“ฉันรู้จักร้านอร่อยเพียบเลย”

“เยี่ยมครับ”

“ยุนโฮ....”

“ว่าไงครับ”

“คิดถึงนะ”

“หา?” 

แจจุงเดาสีหน้าของเจ้าหมีอยู่... แล้วภาพที่เขาพยายามเก็บอาการเวลาเขินก็สะท้อนชัดอยู่ในความคิดของคุณดีไซน์เนอร์คนดีมากกว่าภาพไหนๆ

“คิดถึงไง”

“แน่นอน ผมก็คิดถึงพี่...”

“แล้วคุยกันนะ”

จะว่าไปแจจุงก็คิดถึง หนุ่มฟิกเกียร์ อยู่เหมือนกัน... อยากเห็นเขาขี่จักรยานจะแย่แล้วเหมือนกันแต่มันก็คงเป็นไปได้ยากในเวลานี้ ถึงเขาจะอยากขี่ใจแทบขาดก็เถอะแต่แผลเขายังน่าเป็นห่วงมาก ลองถ้าแจจุงไม่เอาจริงโดยการล็อคจักรยานลูกรักของเขาไว้กับที่ล่ะก็คงได้มีคนรั้นออกไปขี่เล่นข้างนอกแน่ แต่เมื่อเขาไม่มีจักรยาน ไม่ได้เต้น ไม่ได้ไปเป็นดีเจ เขาก็ไม่เคยปล่อยให้แจจุงหลุดมือไปง่ายๆสักครั้ง 

มันเริ่มจากครั้งแรกที่บ้านแจจุงที่เจ้าหมีบ่นงึมงำๆว่าปวดแผลแล้วแจจุงก็ไม่รู้จะสรรหาอะไรนอกจากยาพาราที่เขากินเข้าไปแล้วมาทำให้เขาเลิกบ่นได้สักที คิดอะไรไม่ออกก็ขึ้นไปนั่งตักยุนโฮ บังเกมระหว่างแอลเอ เลเกอร์ส และ ไมอามี ฮีท ในทีวีจนมิด แล้วยุนโฮเลิกสนใจบาสเกตบอลทั้งที่กำลังบ่นปวดแผลไปเลยเมื่อแจจุงจับประคองที่ใบหน้าและมอบจูบอันนุ่มนวลให้ทั้งที่ปากและลำคอแล้วคนที่กล้าหาญจู่โจมทั้งที่มีแต่จะแพ้ราบคาบอย่างแจจุงก็รู้สึกเลยว่ายุนโฮเริ่มมีปฏิกิริยาเช่นกัน เขาเร็วมากพอที่จะสอดมือข้างเดียวเข้าไปในกางเกงนอนของแจจุงและบีบขยำเนินนุ่มทั้งสองพลางผ่อนลมหายใจร้อนๆหลังจากที่ตกหลุมอะไรสักอย่างไปแล้ว 
แจจุงไม่เคยอยู่ข้างบน และคืนนั้นคือครั้งแรก... จากที่ไม่ได้ตั้งใจให้เลยเถิดไปถึงขั้นนั้นก็หยุดไม่ได้แล้ว กลายเป็นว่าสุดท้ายก็ยอมถอดกางเกงและคร่อมตักยุนโฮอย่างไม่เขินอายด้วยใบหน้าแดงจัดเป็นมะเขือเทศสุก พวกเขาจูบกันเหมือนจะแย่งอากาศหายใจ เสียงแมตช์น่าลุ้นในทีวีไร้ค่ายิ่งกว่าขยะรีไซเคิลไม่ได้ในขณะนั้น และไร้ค่าโดยสมบูรณ์ไปเลยสำหรับแจจุง เมื่อเขาถูกยุนโฮปิดทุกการรับรู้ภายนอกด้วยความร้อนทั้งหมดจากกลางกาย ชายหนุ่มที่มีแผลใหญ่ที่ท่อนแขนยังคงใช้สะโพกได้อย่างยอดเยี่ยม แจจุงตาลอยเยิ้มเมื่อสัมผัสของยุนโฮกระแทกที่จุดอ่อนไหวส่งความรู้สึกเหมือนกระแสไฟฟ้าพุ่งขึ้นจากกระดูกสันหลังไปยังแกนสมอง ... จากนั้นโลกก็หยุดหมุน ... ร่างบางอันเหนื่อยล้าโงนเงนและซบบ่าของยุนโฮหลังจากที่รู้สึกราวกับตกลงมาจากสวรรค์ชั้นไหนก็ไม่ปาน หัวใจของพวกเขาเต้นแรงเหมือนเพิ่งจะผ่านการวิ่งมาราธอนมาสดๆร้อนๆแต่ก็ยังแนบชิดกัน แล้วก็ยังส่งและรับกันได้อย่างดีหลังจากที่พวกเขามองตากันและได้คำตอบว่าอีกฝ่ายพร้อมแล้วที่จะกลับขึ้นสวรรค์อีกครั้ง 

และยุนโฮหล่อแถมยังดูดิบมากเวลาที่เขากัดกราม พ่นลมหายใจและขยับสะโพกอันแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อของเขา เวลาแจจุงได้ยินเสียงครางต่ำของยุนโฮ ได้เห็นหน้าเขาที่ดูเหยเกไปสักหน่อยตอนที่เขาถึงจุดหมาย หัวใจจะยิ่งสูบฉีดเลือดอย่างรุนแรง ความรู้สึกหลงใหลจะยิ่งวิ่งพล่านอยู่ทั่วร่างกาย เขาช่างหล่อและร้อนแรง...เป็นเด็กหนุ่มวัย23ที่เหมาะเหลือเกินที่จะเป็นแฟนของแจจุงผู้แสนดีและอ่อนโยน และยังเหมาะมากขึ้นไปอีกในเวลาที่แจจุงรู้จักและคุ้นเคยกับเรื่องบนเตียงระหว่างคนที่มีร่างกายเป็นผู้ชายทั้งคู่ เหมาะเหลือเกิน... มือของเขาก็ดูเหมาะมากที่จะกำหัวใจของแจจุงเอาไว้ให้ให้มันบินกลับไปที่เดิม

.
.



“แจจุง!....แจจุงครับ?” 

“อา...ว่าไงนะชางมิน”

“ผมยังไม่ทันได้เล่าอะไรหรอก อยู่ๆคุณก็ก้มหน้าแล้วก็เงียบไป ผมนึกว่าคุณหลับแล้วซะอีก” ชางมินที่อยู่ตรงหน้ายิ้มกว้างจนเห็นฝันอย่างที่แจจุงเคยเห็น เขาใส่เสื้อยืดกับแจ็คเก๊ตสีเขียวสไตล์มิลิทารีนอกจากนี้เขายังใส่กางเกงสกินนี่ยีนส์แบบซุปเปอร์สลิมกับรองเท้าผ้าใบคู่โตๆ เขาดูสมวัยมากกับการแต่งตัวแบบนี้ ซึ่งเป็นอะไรที่แจจุงไม่เคยเห็นเลยตั้งแต่เขากลับมาจากอังกฤษ แผลที่หัวเขาคงดีขึ้นมาแล้วถึงได้เปลี่ยนจากผ้าก๊อซสีขาวเป็นพลาสเตอร์ยาธรรมดาๆแบบนี้ ที่แน่ๆเขายิ้มให้แจจุงและดูสนุกสนานร่าเริง เป็นชิมชางมินคนน่ารักคนเก่าที่แจจุงรู้จักดี “กินข้าวมาหรือยัง”

“เรียบร้อยแล้วล่ะ”

“แล้วคุณจะกินอะไรดี คุณกินมาแล้วผมคงไม่กล้าสั่งพาสต้าครีมให้คุณกินหรอก” 

“สั่งสลัดก็ได้”

เขาเลือกอาหารจากในเมนูอยู่ครู่เดียวก็เรียกมริกรมารับออร์เดอร์ไปอย่างเรียบง่าย เขาดื่มน้ำแร่ธรรมดา และไม่ไดตำหนิบรรยากาศร้านอาหารญี่ปุ่นราคาถูกเหมือนที่เขาเคยทำเลย

รอไม่นานอาหารก็มาเสิร์ฟ หลังจากนั้นเขาก็กินอย่างไม่รักษาท่าทีของซีอีโอไฟแรง กินไปด้วยก็เล่านั่นเล่านี่ไปเรื่อยเป็นเด็กๆ 

“รู้มั๊ยแจจุง วันนี้ผมไปที่ออฟฟิศ...จู่ๆผมก็เป็นประธานบริษัท เลขาผมบอกว่าแม่ไม่เคยเข้ามาเจ้ากี้เจ้าการกับเรื่องของผมอีกเลยตั้งแต่ผมกลับมาจากอังกฤษ แล้วมันบ้านะครับ...ผมกลับจากอังกฤษแล้ว มีวุฒิปริญญาโทกลับมาด้วย ทั้งที่ผมยังจำไม่ได้เลยว่าผมไปอังกฤษตอนไหน คุณว่าตลกมั๊ย?” 

“พูดถึงเรื่องความจำ...ชางมินยังจำอะไรใหม่ๆไม่ได้อีกเหรอ?”

“ผมรู้เรื่องธุรกิจมากขึ้นกว่าที่ผมคิดนะ อาจจะเป็นเพราะผมเรียนจนจำมันแม่นมากก็ได้ ส่วนเรื่องอื่นๆ...มันยังไม่ค่อยดีขึ้นเลย”

“เรื่องของฉันด้วยเหรอ?”

“อื้ม...ผมจำได้แค่ว่าเราเป็นแฟนกัน แล้วผมก็กำลังจะหนีคุณไปอังกฤษ แต่ในตอนนี้ที่เราคุยกันอยู่...ผมกลับมาแล้ว แปลว่าหนีคุณไปแล้วใช่มั๊ย? ผมคงทำให้คุณโกรธมากแน่ๆ”

“ฉันเลิกแล้ว คนอะไรจะมาโกรธกันเป็นปีๆล่ะ” แจจุงยิ้ม ชางมินก็ยิ้มด้วย... ต่อจากนั้นชางมินชวนเปลี่ยนเรื่องคุยไปถามถึงชีวิตปัจจุบันของแจจุง เขาไม่ได้ถามถึงเรื่องความรักเพราะเขาคิดว่าตัวเองยังเป็นแฟนกับแจจุงอยู่ทั้งๆที่ไม่ใช่ และความจริงข้อนี้ทำให้แจจุงอึดอัดมากจนรู้สึกว่าหายใจไม่ทั่วท้อง 
มันมีอยู่จังหวะหนึ่งที่พวกเขากำลังรอของหวานมาเสิร์ฟชางมินบอกขอโทษแจจุง ตาวาวๆของเขามีน้ำตาหล่อเลี้ยงมากกว่าปกติจนแจจุงกลัวว่าเขาจะร้องไห้ออกมาในขณะที่เริ่มขอโทษอีกครั้ง เขาบอกรักแจจุงอย่างไม่ขัดเขิน ไม่มีท่าทางที่ดูดีเหมือนพระเอกละคร เขาก็เป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ทั้งหน้าตาและการแต่งตัวดูดีเหมือนนักร้องวัยรุ่น เป็นเด็กหนุ่มที่เคยเป็นแฟนกับแจจุงเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว ...

ย้ำอีกครั้งว่า ‘เคย’

เขาจับมือแจจุง บอกรัก แล้วก็บอกรัก แจจุงทำแค่ยิ้มรับ...แล้วก็กุมมือชางมินไว้อีกชั้นเพื่อที่จะดึงมือข้างหนึ่งของตัวเองออกมาจากการเกาะกุมของอีกฝ่ายอย่างนิ่มนวล

“ชางมิน...ชางมินน่ารักเหมือนเมื่อก่อนเลย”

“คุณก็ด้วย”

“แต่ฉันคงทำได้แค่มองว่าชางมินน่ารัก...หมายถึง....เป็นคนน่ารักน่ะ แต่ฉันคงรักชางมินไม่ได้แล้ว”

เขาหยุดนิ่งไปเลยเมื่อได้ยินแจจุงพูดจาทำร้ายหัวใจในขณะที่ยังคงมอบรอยยิ้มอันแสนอ่อนโยนและอ่อนหวานให้เขาอยู่

“ขอโทษจริงๆ...แต่ฉันคิดว่าฉันควรบอกชางมินให้เร็วที่สุด” มันก็ยากสำหรับแจจุงเหมือนกันที่จะปฏิเสธชางมินผู้น่ารักคนนี้ “เราเลิกกันแล้ว”

“ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ?”

“ก่อนที่ชางมินจะประสบอุบัติเหตุ...ฉันเป็นคนบอกเลิกชางมินเอง”

“...............” ชางมินหันเหสายตาไปทางอื่น เขาไม่มองแจจุงราวกับไม่อยากให้แจจุงเห็นว่าเขากำลังจะร้องไห้

“ขอโทษนะ...”

“แล้วทำไมแจจุงถึงเลิกกับผม...ทำไมถึงต้องไปจากผม”

“มันก็มีหลายเหตุผล แต่ก็เอาเป็นว่า...เป็นเพราะฉันรักคนอื่นแล้ว”

“เพราะผมไม่ดีเหรอ”

“ไม่ใช่ เป็นเพราะเขาคนนั้นดีมากต่างหาก... ฉันจะไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้นะชางมิน ฉันไม่อยากพูด ฉันรู้ว่ามันแย่...” รอยยิ้มของแจจุงไม่ช่วยอะไรเลยในสถานการณ์เช่นนี้ 

“แจจุง...”

“แต่ฉันไม่มีทางเกลียดชางมินหรอกนะ วันนี้ที่มาก็เพราะอยากจะมาคุยเรื่องนี้ด้วย ฉันไม่อยากให้ชางมินเข้าใจผิด...ไม่อยากปิดบังแล้วก็ทำร้ายจิตใจกันแรงๆทีหลัง”

“.............”

“ฉันรู้ว่ามันรับยาก แต่ว่า...ระหว่างเราคงไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว ตอนนี้ดีที่สุดก็คือการเป็นเพื่อน เป็นพี่เป็นน้องกัน” บอกแล้วแจจุงก็ตบเบาๆที่มือของชางมินสองสามทีก่อนที่จะเหลือบมองนาฬิกาในร้านแล้วพบว่าเวลามันล่วงเลยกว่าที่ตั้งใจไว้มาพอสมควรแล้ว “กินของหวานคนเดียวได้มั๊ย? พอดี...ฉันมีงานค้างอยู่น่ะ”

ชางมินพยักหน้าช้าๆ แล้วเขาก็ยอมให้แจจุงปล่อยมือแล้วเดินออกไป... แจจุงจ่ายเงินทั้งหมดให้ที่แคชเชียร์แล้วก็เดินออกไปช้าๆ ความรู้สึกโล่งใจเต็มตื่นจนรู้สึกว่าอากาศดีกว่าทุกวันทว่าดวงตาของชางมินที่ปริ่มไปด้วยน้ำตาหยดใสๆก็ฉุดให้รู้สึกแย่อยู่ไม่น้อยจนรับอากาศที่ว่าดีนั้นเข้าไปอย่างไม่เต็มที่เท่าไหร่นัก 

ระหว่างขับรถก็คิดถึงความใจร้ายของตัวเองมาตลอดทาง แจจุงใจร้ายไปหรือเปล่าที่บอกกับชางมินตรงๆในเวลาสั้นๆแบบนั้น เพราะตั้งใจจะบอกทีเดียวให้หมดอยู่แล้วก็เลยตัดสินใจในเวลาอันรวดเร็วแล้วพูดออกไปเลย จนแม้แต่ตัวเองยังรู้สึกเลยว่าตนไม่ต่างกับฆาตกรที่ถือมีดเล่มใหญ่มาจ้วงแทงชางมินทั้งรอยยิ้มเลย กระทั่งกลับมาถึงร้านแล้วแจจุงก็ยังไม่ยอมลงจากรถ นั่งคิดอะไรอยู่แบบนั้นจนรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่มีคนมาเคาะกระจกอย่างหาเรื่องทั้งที่รถจอดอยู่อย่างถูกต้องพอหันไปมองก็พบกับยูชอนที่เป็นหุ้นส่วนใหญ่ของร้านเสื้อผ้าที่ปลุกปั้นล้มลุกคลุกคลานมาด้วยกันกำลังยืนเท้าเอวอย่างหาเรื่องอย่างที่ว่าอยู่ข้างนอก เมื่อถอนใจทีหนึ่งแล้วเปิดประตูออกไป...เพื่อนรักคนนี้ก็ยืนขวางไม่ให้ลงมาจากรถแล้วก็ใช้สายตาที่ใครก็อ่านความหมายไม่เคยออกมองหน้าแจจุง เขาคงรู้แน่ๆว่าในใจของแจจุงกำลังแย่เพราะเป็นคนถามแจจุงเองว่าจะออกไปไหนในตอนแรกและพอเจ้าเพื่อนรักบอกว่าไปหาชางมินซึ่งเป็นแฟนเก่าผู้ซึ่งพ่วงเรื่องดราม่ามากมายตั้งแต่กลับมาจากอังกฤษหรืออเมริกา หรือที่ไหนสักอย่างซึ่งเขาจำไม่ได้ตามข้อมูลสุดอัพเดทจากจุนซูยูชอนก็เดาได้เลยว่าวันนี้ชางมินคนนั้นคงแบ่งความดราม่าที่เขาพกมาจากต่างประเทศมาให้แจจุงอีกแล้วสินะ 

“ไม่ต้องแล้ว กลับบ้านไปนอนไป”

“อะไรของนายวะ”

“ถ้าไม่สบายใจหรือเป็นอะไรก็กลับไปนอนให้เด็กโอ๋ก่อนเถอะ เดี๋ยวเข้าไปแล้วมีอะไรไม่ถูกใจก็พาลเด็กในร้านอีก นายเป็นแบบนี้บ่อยๆนะรู้เปล่า?”

“ฉันน่ะนะ”

“นี่ถ้าอยู่บ้านคนเดียวก็จะไม่ให้ไปหรอกนะแต่เห็นมียุนโฮอยู่ด้วยก็เลยอยากให้ไปหาที่สงบจิตสงบใจน่ะ”

“...........” 

“เอาเถอะน่า เชื่อฉัน...กลับบ้านเถอะ”

แจจุงไม่รั้นยูชอนแล้วเพราะคิดอยู่เหมือนกันว่าในเวลานี้ที่ที่ดีที่สุดคงเป็นบ้านเท่านั้น ดังนั้นจึงโบกมือลาเพื่อนสนิทเบาๆ แล้วก็ถอยรถออกเพื่อขับตรงกลับบ้านทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าถ้ายุนโฮถามถึงความผิดปกตินี้แจจุงจะตอบกับยุนโฮว่าอะไรดีเพราะขณะนี้ตัวเองก็ไม่รู้เลยว่ากำลังรู้สึกยังไงบ้าง 
รู้แค่ว่าถ้าได้เขายิ้มให้ก็อาจจะดีขึ้นนิดหน่อย ถ้าเขากอดก็คงจะดีขึ้นมาอีกนิด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคือต้องกลับไปเจอหน้าเขาก่อน

นั่นคือทั้งหมด




tbc.

No comments:

Post a Comment