October 1, 2012

[FIC] Gotta be you [YUNHOxJAEJUNG][11]

Gotta be you

Title: Gotta be you
Pairing: ChungYunho x KimJaejung
Genre: AU/Romance
Rating: PG
Author: i3e-dwz

#GottabeYJ



11

ยุนโฮอุ้มแจจุงขึ้นไปนั่งบนโต๊ะ เขาวางแขนคร่อมหน้าตักของคนที่กำลังงงหลังจากถูกยกจนตัวลอย ผู้ชายอบอุ่นคนนี้ยิ้มให้คนดีของเขา 
ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆและหยุดอยู่ที่ริมฝีปากของคนดี 
คนดีมีคำถาม... เจ้าตัวส่งเสียง “หืม?” เบาๆอยู่ในคอ ทั้งที่คิดไว้แล้วว่าอาจจะถูกจูบ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายหยุดกลางคันอย่างนี้มันก็น่าสงสัย
เจ้าป่าถอยออกมาอีกคีบ แล้วเขาก็ออกคำสั่งกับคนดีของเขา

“จูบผม...” 

คนดีคิดว่าเขาบ้าเหลือเกิน ทั้งที่ไม่ว่าใครจะเริ่มก่อนมันก็ต้องได้ผลลัพธ์เท่าๆกันทั้งนั้น สุดท้ายพวกเขาจะจูบกันอย่างไม่รู้เบื่อ
แขนของแจจุงคงจะกอดเจ้าป่าตัวใหญ่เอาไว้ อาจจะปล่อยให้อารมณ์เป็นใหญ่ถึงขั้นปลดเข็มขัดและกางเกงยีนส์ของเขาออกเลยก็ได้ ...ใครจะไปรู้

คนดีพยักหน้า แล้วก็ยกมือขึ้นมารั้งใบหน้าของหนุ่มฟิกเกียร์เข้ามาจูบ แต่มันไม่ใช่ที่ปากเสมอไป...ริมฝีปากอ่อนนุ่มประทับอยู่ที่โหนกแก้มของคนหล่อ 
แล้วจึงค่อยๆเลื่อนไปที่ริมฝีปากที่เจ้าของรออยู่แล้ว 


พวกเขาจูบกัน...หลังๆมันบ่อยมากจนแจจุงลืมนับไปแล้วว่าเป็นจูบที่เท่าไหร่ 
ในกรณีที่จุนซูถามถึงแจจุงคิดไว้แล้วว่าจะตอบยังไง 

พวกเขากอดกัน...รั้งร่างแนบชิดกันจนแจจุงต้องพาตัวเองขึ้นไปเกาะเอวยุนโฮจนร่างลอยหวือ 
เจ้าป่ายิ่งกระชับร่างของคนดีให้แนบแน่นขึ้ นเขาเริ่มก้าวเดิน และมุ่งตรงไปที่ห้องนอน 
เมื่อผละจากจูบอย่างน่าเสียดายแล้ว คนดีถาม..


“อะไรเหรอ”

เจ้าป่าไม่ตอบ อาจเป็นเพราะเขายุ่งกับการโน้มตัวเองและคนดีลงบนเตียงอยู่ก็ได้ 

“วันนี้ผมไม่มีสอน”

“แล้วเรื่องไปถ่ายวีดีโอจักรยานกับเพื่อนๆล่ะ”

“ผมไม่เคยเบี้ยวพวกมันสักครั้ง”

“นั่นไง”

“แต่วันนี้ผมคงไม่ทำตัวเป็นคนดีอีกแล้วล่ะ”

ว่าแล้วก็ฝังหน้าจูบที่คอของคนดีจนเจ้าตัวเคลิ้ม แต่ก็ยังไม่หยุดทำการโน้มน้าวใจสิงโตหนุ่มตรงหน้า 

“จะดีเหรอ”

“ดี ผมคิดแล้ว”

“แต่ฉันต้องไปโรงพยาบาลด้วยนะ”

“ไม่ให้ไป...อยู่กับผมนะคนดี”

“นาย... ยุนโฮ~ ปล่อยฉันไปเถอะน๊า” 

ยุนโฮยิ้มเยาะ อย่างกับคำอ้อนวอนพวกนั้นไม่ได้เข้าไปถึงหูเข้าเลย 
เขาเป็นเจ้าป่าแล้ว ณ ตอนนี้ ซึ่งแจจุงก็รู้ตัวเองว่าการจะหยุดกลางคันแบบนี้มันแย่ที่สุด 

“อยู่กับผมก่อน แล้วเราค่อยไปโรงพยาบาลด้วยกัน...นะ”

“ไม่ดีมั๊ง...นายอยากเจอเขาเหรอ”

“ไม่อยากหรอกครับ” เขาตอบพลางสอดมือเข้าไปในเสื้อเชิ้ตของฮันนี่คนดี “แต่ก็ไม่อยากให้พี่ไปคนเดียว”

“ขี้หึง...”

“ไม่ปฏิเสธครับ...ว่าแต่จะยอมผมได้หรือยัง?”

“...........”

“ฮันนี่~” เขารบเร้า นี่คงเป็นเจ้าหมีที่อยากกินน้ำผึ้งใจจะขาดสินะ

“นอนกอดกันเฉยๆเถอะ”

“ทำไมอ่ะ”

“เด็กดีของฉันดื้อใหญ่แล้ว เป็นอะไรไป~ หืม?” แจจุงลูบหน้าเจ้าหมีที่นอนคร่อมอยู่อย่างเบามือ สายตาที่มองก็อ่อนโยนพอกัน 

“เมื่อวานพี่ก็ไปโรงพยาบาลมาแล้วนี่...ผมไม่อยากให้ไปอีก”

“เพื่อนฉันนอนป่วยอยู่ จะไม่ให้ไปเยี่ยมเลยหรือไง” 

“แต่เขาไม่ใช่เพื่อนธรรมดา เขาเป็นแฟนเก่าพี่...”

“จะกลัวอะไรนักเล่า...”

“ก็กลัวพี่จะเปลี่ยนใจกลับไปหาเขา บางทีพี่อาจจะนึกสงสารเขา พอพี่คิดอย่างนั้นพี่ก็อาจจะเลือกเขา อาจจะทิ้งผม แล้วผมก็จะต้องเป็นไอ้ขี้เมาเพราะอกหัก...หรือไม่ก็....”

“โอเค! หยุด!” สายตาของยุนโฮปรากฏแต่คำถาม เขาไม่รู้ว่า ‘โอเค’ และ ‘หยุด’ ของแจจุงคืออะไร แล้วมันก็เริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อแจจุงเริ่มขยับมือไปที่ท้ายทอยของเขา และสอดแทรกมันเข้าไปในกลุ่มเส้นผมสีน้ำตาลของเขา “กินน้ำผึ้งให้อิ่มเลย...เจ้าหมี” 

“โอ...ให้ตาย พี่น่ารักที่สุดเลยฮันนี่”



ก็อย่างที่คุณคิด... 

เมื่อวานพอได้ยินข่าวจากจุนซูแจจุงก็คุมสติไม่ได้อยู่พักหนึ่ง เขาอยู่ไม่สุขและตอบคำถามของยุนโฮไม่รู้เรื่อง ไม่พูดอะไรนอกจากบอกให้ยุนโฮพาไปโรงพยาบาล พอไปถึงก็เจอกับจุนซูที่มารออยู่แล้วแถมยังมีหน้าเครียดไม่แพ้กันอีก แล้วก็เป็นจุนซูนี่แหละที่เล่าให้ยุนโฮฟังว่าเกิดอะไรขึ้น พอยุนโฮรู้เขาโกรธอยู่เล็กน้อยที่แจจุงเป็นถึงขนาดนี้ แจจุงคุยกับคนของชางมินอยู่สักพัก แล้วก็ขอตัวกลับเพราะพยายามเลี่ยงไม่เจอหน้าแม่ของเจ้านั่น พอกลับมาถึงบ้านก็ร้องจะลงนอนทั้งที่ยังไม่ได้อาบน้ำ ยุนโฮยิ่งหงุดหงิดไปอีก...เพราะแจจุงไม่เคยเป็นแบบนี้ อย่างน้อยยุนโฮก็รู้ตั้งแต่การที่คุยโทรศัพท์จีบกันอยู่แล้วว่าไม่ว่าจะเป็นจะตายยังไงก็ขอให้แจจุงได้เปลี่ยนชุดตอนจะนอนสักหน่อย ไม่งั้นจะนอนไม่หลับทั้งคืน และถ้าการที่แจจุงไปเยี่ยมชิมชางมินมาแล้วทำให้ต้องทำอะไรที่ไม่เหมือนตัวเองแบบนี้ล่ะก็ เขาไม่อยากยอมแพ้ง่าย 


ยุนโฮเข้าไปใกล้ๆ พยายามกระซิบและพยุงให้แจจุงลุกขึ้นนั่งหลังจากหยิบชุดนอนมารออยู่แล้ว ปรากฏว่าแจจุงไล่เขากลับบ้านและขัดขืนสุดแรง ยุนโฮพูดกับแจจุงแล้วว่าเขาเป็นห่วง และในฐานะคนเป็นแฟนกันพวกเขาก็น่าจะคุยกัน อย่างน้อยแจจุงก็ไม่ควรเอาเรื่องของคนอื่นมาใส่สมองแล้วพาลใส่ยุนโฮขนาดนี้ ยุนโฮรู้ว่าเขาจะโมโหหรือตอบโต้แจจุงไปก็ได้...แต่เขาไม่ทำ เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่ดีพอซึ่งก็ถือว่าโชคดีที่แจจุงคบกับชองยุนโฮผู้แสนดี เขาใจเย็นกว่าที่ใครคิด... ยุนโฮรู้มาตลอดว่าแจจุงอาจจะรู้สึกผิด อาจจะโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุทำให้ชางมินต้องมานอนป่วยรอเวลาฟื้นอยู่แบบนี้ แล้วไง... ถ้าชิมชางมินไม่ฟื้นขึ้นมาสักทีชีวิตแจจุงก็ต้องเละเทะไม่มีระเบียบไปเรื่อยๆงั้นเหรอ? 

“ผมขอร้องล่ะฮันนี่...กรุณาเป็นพี่ที่เคยเป็นเถอะนะ....อย่าคิดมากจนทำให้มันเละเทะแบบนี้สิ”

“ฉันเหนื่อยมากแค่นั้นเองยุนโฮ และฉันอยากจะนอน”

“พี่ไม่ชอบใส่ชุดเก่านอน ผมจำได้”

“ช่างฉันเถอะ”

ยุนโฮข่มอารมณ์ก่อนที่เขาจะออกแรงฉุดแจจุงให้ลุกขึ้นนั่งแล้วก็กอดปลอบคนที่กำลังมีปัญหาจิตใจอย่างหนักด้วยหัวใจของเขาเอง 

“ผมทำเป็นไม่สนใจพี่ไม่ได้จริงๆ ขอโทษที”

แล้วแจจุงก็ยังเป็นแจจุงที่รู้ตัวเองตั้งแต่ถูกยุนโฮกอดครั้งแรกแล้วว่าตัวเองคงหาทางชนะผู้ชายคนนี้ไม่ได้เลย กอดของเขาอบอุ่นมากเกินกว่าที่จะผละออก อ้อมแขนของเขาก็ยังคงเป็นที่ตายที่ดีที่สุดเสมอ

ไปๆมาๆคืนนั้นยุนโฮก็ร้องไห้ตามแจจุงแบบคนงี่เง่า พอทุกอย่างดีขึ้น...พวกเขานั่งคุยกันต่อจนถึงเช้า ยุนโฮหาวเป็นสิบรอบแต่ก็นั่งฟังแจจุงที่วิตกกังวลพูดวนไปวนมาได้จนเจ้าตัวนอนไปก่อน ส่วนสิ่งที่ยุนโฮทำนอกจากฟังและหาวคือลูบผมแจจุงแล้วก็บอกว่า 

“อยู่กับผม ลืมทุกอย่างไปให้หมดเลย”


แล้วโลกของพวกเขาก็เป็นสีชมพูมาตลอดตั้งแต่ตอนตื่นนอน จนกระทั่งตอนนี้ ที่เจ้าหมีกินน้ำผึ้งจนหมดเกลี้ยง
ทุก หยาด หยด...

มันหวาน... หวานมาก...


“ฮันนี่~” หมีหนุ่มยังคงฟอนเฟ้นอยู่กับร่างกายของคนรัก เขารู้ตัวตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้สัมผัสแล้วว่าผิวของแจจุงน่ะมีเสน่ห์ไม่ใช่เล่นเลย

“เรียกอยู่นั่นแหละ...มีอะไร” 

“ผมไม่อยากไปไหนแล้ว”

“อย่ามาทำอ้อนเลย” แจจุงหันมาจูบหน้าผากแล้วบอกเจ้าหมีด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเหมือนจะเป็นคำสั่ง “แต่งตัวแล้วไปธุระของตัวเองกันเถอะ”

“เดี๋ยวค่อยไปสิครับ”

“เราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอยุนโฮ”

“เราตกลงกันในเวลาที่ไม่สมควรจะพูดอะไรเป็นจริงเป็นจังกันด้วยซ้ำนะครับ”

แจจุงรู้ดีว่าพวกเขาตกลงกันตอนไหน 
แล้วก็ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมยิ่งนานเข้ายุนโฮยิ่งแพรวพราวและเจ้าเล่ห์มากขึ้นได้ขนาดนี้

“ผมล้อเล่น พี่ทำหน้าเครียดจนผมตกใจเลยรู้หรือเปล่า” เขาหัวเราะ แล้วก็ยังไม่วายล้อเล่นกับใบหูของคนดีอีกครั้ง แล้วเมื่อคนถูกแกล้งแพ้หมดรูปเขาก็หัวเราะออกมาเหมือนเด็กๆที่แกล้งเพื่อนสำเร็จ “ผมชนะพี่ เห็นมั๊ย”

“ฟิกซี่บอย...” แจจุงเรียก และเมื่อสบตากันกับยุนโฮ มันก็เกิดประกายของความจริงจังอยู่ในนั้น “จะบอกอะไรให้...ฉันไม่รู้เลยว่าฉันจะมีความสุขสุดๆในเวลาแบบนี้ได้ยังไงถ้าอยู่คนเดียวโดยไม่มีนาย...เด็กดีของฉัน”

“ผมถือว่าเป็นคำขอบคุณได้มั๊ย”

“ก็ได้มั๊ง”

“งั้นผมจะอยู่แถวนี้ไปตลอดเลย ผมกลัวพี่ไม่มีความสุขน่ะ”



xxxxxxxxxxxxxxxxx


เวลาชางมินนอนหลับ เขาดูไม่มีมาดของผู้บริหารเอาซะเลย ขนตาของเขายาวเรียงเป็นแพและด้วยความที่เป็นคนมีมุมปากตกอยู่แล้วก็เลยทำให้ดูเหมือนว่าเขาทำหน้าบึ้งอยู่ตลอดเวลา เขาถูกเจาะน้ำเกลือ และนอนนิ่งๆ ใบหน้าติดจะซีดเซียวสักหน่อยแต่ก็ยังมีเค้าโครงของความหล่ออย่างเห็นได้ชัด สมัยเรียนชางมินป็อปมากในหมู่สาวๆ เวลาที่เขาเข้าไปที่ชมรมเทนนิส...แค่ยืนเฉยๆยังทำให้ทั้งคอร์ดร้อนระอุได้เลย มันฟังดูบ้า...แต่ชางมินทำได้ขนาดนั้นจริงๆ ตอนที่เขาเรียนจบ เกียรตินิยมเหรียญทองที่ดูจะน้อยเกินไปสำหรับเขาทำให้เขาถูกจับตามองมากขึ้นไปอีก เขาเก่งมาก...สมกับที่เกิดมาเป็นคนของตระกูลที่มั่งคั่งจากธุรกิจของบรรพบุรุษอย่างตระกูลชิม แล้วมันก็คงจะดีกว่านี้ถ้าเขาจะตื่นขึ้นมาทำงานเหมือนเดิม แจจุงคิดอย่างนั้นในขณะที่นั่งอยู่ข้างๆเตียงกับจุนซู


ตรงปลายเตียงมีเลขาส่วนตัวของชางมินยืนด้วยท่าทางสำรวมอยู่เหมือนเดิม เขาประสานมือทั้งสองไว้ข้างหน้าแล้วก็บอกอาการของคนไข้ให้ทั้งคู่ฟัง 

“หมอบอกว่าเขาคงจะฟื้นในเร็วๆนี้”

“ถือว่าโชคดีจริงๆนะครับที่เขาไม่เป็นอะไร” แจจุงตอบ นึกโล่งใจเลยถ้าหากชางมินจะฟื้นขึ้นมาเร็วๆอย่างที่เลขาพูดจริงๆ

“เป็นโชคดีของคุณแจจุงด้วยนั่นแหละครับที่เขาไปส่งคุณก่อนที่จะเกิดเรื่อง”

สำหรับเรื่องคดี ...เขารอดจากข้อกล่าวหาเรื่องเมาแล้วขับอย่างสิ้นเชิง และนั่นแปลว่าเขาอาจจะเอาแต่ร้องไห้จนเสียการควบคุมแบบที่แจจุงเห็นจนกระทั่งเกิดเรื่องก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรก็ตาม คิมแจจุงที่ไม่เคยเปลี่ยนไม่ว่าจะตอนไหนก็คิดปักใจลงไปแล้วว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ 

ซึ่งมันก็จริง...

“ผมก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้นน่ะคุณเลขา เออ...จริงสิ ผมลืมถามเลย แล้วแม่ของเขา?”

“คุณนายกำลังเดินทางมาจากสนามบินครับ อีกสักพักคงมาถึงที่โรงพยาบาลแล้ว” 

ได้ยินอย่างนั้นแจจุงก็รู้เลยว่าตัวเองคงจะต้องไปสักที เพราะถ้าต้องมาอยู่เจอแม่ของชางมินที่นี่คงจะไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ คุณนายชิมหล่อนไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาๆที่จะร้ายกาจให้เป็นจริตพองาม แต่หล่อนร้ายเข้ากระดูกไปเลย ทั้งแจจุงและจุนซูยืนยันได้

“ถ้างั้น...เราขอตัวเลยดีกว่าครับคุณเลขา” จุนซูลุกขึ้นมา ก่อนจะฉุดแขนแจจุงให้ลุกตามกันด้วย 

“จะกลับแล้วเหรอครับ? ผมคิดว่าคุณจะรอเจอคุณนายซะอีก”

“เราไม่ค่อยถูกกันนะครับ”

“ถ้างั้นเดินทางดีๆ....” เลขาเชวหยุดไปกลางคัน แล้วเขาก็ไม่พูดอะไรอีกทว่ารีบปราดเข้ามาหาชางมินทันที “ท่านประธาน!?”

เขาเรียกท่านประธานของเขาที่ครางออกมาเบาๆก่อนที่เจ้าตัวจะค่อยๆลืมตาขึ้นมาด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความรู้สึกทรมาน... นั่นสินะ หมอบอกว่าหัวเขากระแทกอย่างแรง 
เลขายิ้มกว้าง ทำให้แจจุงกับจุนซูเผลอยิ้มเพราะโล่งใจไปกับเขาด้วย

ไม่นานหมอก็เข้ามา พวกเขาตรวจนั่นตรวจนี่เล็กน้อยก็เริ่มคุยกับชางมินที่ยังได้แต่มองไปรอบๆและยิ้มให้แจจุงคนเดียว 

“คุณชิม...ไม่เจ็บหรือปวดตรงไหนใช่มั๊ยครับ” เขาส่ายหน้า “อาจจะรู้สึกมึนงงหรือเบลอนิดหน่อย เดี๋ยวอีกสักพักก็ดีขึ้นแล้วนะครับ”

“ผม...เกิดอะไรขึ้นกับผมเหรอ?”

“ค่อยๆนึกนะครับ คุณประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์...”

“ผมคงต้องเลื่อนไปอังกฤษแล้วใช่มั๊ย...”

“ท่านคงต้องพักงานสักระยะน่ะครับ อย่าห่วงเลยนะครับท่านประธาน” เลขาเชวตอบให้ เขาไม่ได้สะกิดใจเลยว่าในระยะนี้ชางมินไม่มีงานที่ต่างประเทศ

“ท่านประธาน? ไม่...ผมไม่เป็นท่านประธานหรอก”

“เอ่อ...คุณชิมครับ ตอนนี้คุณอายุเท่าไหร่ครับ”

“ยี่สิบสอง” เขาพลาดไปหนึ่งปี “ผมเพิ่งจบปริญญาตรี”

“ถ้าอย่างงั้น ท่านรู้จักผมมั๊ยครับ?” ชางมินมองเลขาเชวที่รอคำถามอย่างใจจดใจจ่อ จากนั้นเขาพยักหน้า และตอบออกมาอย่างมั่นใจ “คุณคงเป็นคนของแม่”

“ชางมิน...” แจจุงตัดสินใจเรียก ชางมินหันมามองและเขายิ้มให้และฝืนหนังตาหนักๆมองแจจุง 

“คุณอยู่ที่นี่ไม่ได้ถ้าแม่มา...”

“ใช่ ฉันรู้”

“คุณแอบไปทำผมทองตอนไหน เจอกันครั้งล่าสุดยังเป็นสีดำอยู่เลย”

“ฉันทำผมทองมาปีนึงแล้ว...ชางมิน...ปีนึงแล้ว”

จุนซูเป็นคนฟังที่ทำได้แค่ยืนเอามือทาบอกอยู่อย่างนั้น ตอนนี้ความผิดปกติของชางมินชัดเจนมากสำหรับทุกคน... เขาตื่นมาพร้อมกับช่วงเวลาหนึ่งปีก่อนหน้านี้ที่หายไป และรอยยิ้มที่เขายิ้มให้แจจุงมันเป็นเหมือนเดิมอย่างที่จุนซูเคยได้เห็นมาตลอดจริงๆ ความรู้สึกของเขาชัดเจนมาก

“แล้วทำไมผมจำไม่ได้”

“มันอาจจะมีอะไรผิดปกติ...ไม่เป็นไรนะชางมิน เดี๋ยวจะค่อยๆดีขึ้นเอง” แจจุงบอกพลางจับกระชับมือตัวเองกับชางมินเอาไว้ และปล่อยทันทีที่หมอบอกให้ชางมินพักผ่อนก่อนที่จะคิดอะไรมาก หลังจากนั้นเขาก็หลับไปอีกครั้งอย่างง่ายดาย เลขาของเขาไปคุยกับหมอที่ห้องและตอนนั้นเองที่จุนซูลากแจจุงไปยืนคุยอยู่ตรงส่วนห้องรับแขก
…

“บ้าไปแล้วพี่! เขาจำไม่ได้”

“มันเกิดขึ้นได้ยังไง...”

“สาบานได้เลยว่าเขาต้องคิดว่าพี่เป็นแฟนเขาอยู่”

“..........”

“พรุ่งนี้อย่ามานี่อีกเลยนะ...ไม่ต้องมาเยี่ยมเขาอีก หายไปเงียบๆเลย”

“จุนซู~”

“แล้วจะต้องมานั่งอธิบายกับคนที่คิดว่ายังรักกันดีอยู่เหรอว่า เราเลิกกันแล้ว...พอฉันบอกเลิก นายก็ขับรถไปชน ตู้ม~! แบบนี้เหรอ?”

“หยุดพูดก่อนเถอะ ฉันก็คิดอะไรไม่ออกเหมือนกัน” 


.
.


ยุนโฮขี่จักรยาน... เขาไม่รู้ว่าเขามีความจำเป็นอะไรที่จะต้องมาที่นี่โดยไม่มีแจจุง 
ตอนนี้รอบตัวเขาเต็มไปด้วยเพื่อนๆและจักรยานของแต่ละคน ปกติแล้วกลุ่มของยุนโฮจะต้องถ่ายวีดีโอกันปีละสองครั้ง ที่พวกเขาต้องทำก็แค่ถ่ายภาพเคลื่อนไหวเวลาที่ขี่ฟิกเกียร์ 
อาจจะโชว์ท่าพิเศษตามถนัดก็แล้วแต่สตอรี่บอร์ดที่เขียนเอาไว้แบบง่ายๆ ถ้าเป็นช่วงเวลาแบบนี้ในตอนที่ผ่านๆมาล่ะก็เขาจะเป็นเด็กหนุ่มพี่เต็มไปด้วยพลังงาน จะมีเปลวไฟโชติช่วงอยู่ในแววตาของเขาตอนที่ได้ขี่จักรยาน แต่ในตอนนี้มันคงต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัดแน่ๆเพราะเขากับแจจุงแยกกันมาคนละทาง แจจุงขับรถเลี้ยวขวา ส่วนเขาขี่จักรยานเลี้ยวซ้ายออกมา ถึงจะได้จูบกันก่อนที่จะแยกกันแล้วก็ตามแต่ยังไงยุนโฮก็ไม่สบายใจอยู่ดี 
ป่านนี้แจจุงคงจะไปถึงโรงพยาบาลพร้อมกระเช้าของเยี่ยมแล้วสินะ มันไม่ได้ดังใจยุนโฮเอาเสียเลย...จริงๆเขาตั้งใจจะชวนแจจุงมาดูแก๊งจักรยานด้วยสักหน่อยแต่เห็นตั้งใจไว้ว่าจะไปถึงขั้นไม่นอนพักเอาแรงหลังจากถูกกินเต็มๆแบบนั้นก็คงเอาอะไรมาฉุดไว้ไม่ได้แล้ว 
จริงๆแล้วยุนโฮเป็นผู้ชายขี้หึงพอสมควร... แล้วเขาคงหึงแทบบ้ากว่านี้แน่ๆถ้าแจจุงไปโรงพยาบาลคนเดียว ถึงขณะนี้ความหึงจะไม่ทำให้เขาแสดงอาการออกมามากนักก็ตามแต่อย่างน้อยๆใจตอนนี้ที่จะต้องโชว์ลีลาผาดโผนต่อหน้ากล้องเขาก็ไม่ได้มีสมาธิอยู่กับตัวเลย 

แล้วมันก็คงไม่แปลกเท่าไหร่ ถ้าหากเขาจะล้มไม่เป็นท่าและได้แผลยาวตั้งแต่เหนือข้อศอกจนถึงเหนือข้อมือขวา 
ในนาทีที่เขาร้องออกมาไม่ใช่เพราะเจ็บแผลอย่างที่พวกเพื่อนๆที่ต่างก็ล้มกันจนชินแล้วมันแซวกันหรอกแต่มันเป็นเพราะเขาเจ็บใจในความวอกแวกของตัวเองที่สุด สิ่งที่แล่นเข้าสู่ห้วงความคิดของเขาตอนที่เห็นแผลตัวเองเป็นอย่างแรกคือเรื่องสอนเต้น ไม่ว่ายังไงเขาก็เต้นไม่ได้ไปเป็นเดือนแน่ๆ ขี่จักรยานก็ไม่ได้ ขับรถก็คงลำบากหน่อย 

แต่ที่แน่ๆเขาคงดูแลคนดีของเขาได้ไม่เต็มที่
นี่แหละน่าเจ็บใจที่สุด





tbc.

No comments:

Post a Comment