
Title: YOU DA ONE
Author: i3e-dwz
Pairing: YUNHOxJAEJUNG
Rating: PG-NC
Genre: ROMANTIC - EROTIC - DRAMA
“แม่มด...แม่มด....”
“หืม??”
“ตื่นเถอะ ไปออฟฟิศกัน”
ยุนโฮนั่งอยู่ที่ขอบเตียง เขาสะกิดปลุกแม่มดขี้เซาที่นอนตีห้าและยังแน่นิ่งอยู่ในขณะที่ตอนนี้ก็ปาเข้าไปบ่ายสองโมงแล้วอย่างอ่อนโยนเหมือนเดิม และเขาก็มีแรงเยอะพอที่จะแยกตัวแม่มดออกมาจากก้อนผ้าห่มได้อย่างสบายๆ
“ไปออฟฟิศกัน...จองอาเรียก”
“ยังเช้าอยู่เลย~”
“บ่ายสองแล้วต่างหากล่ะครับ...มาเร็ว! ลุก!!”
ยุนโฮอาจจะลืมไปว่าในเวลาที่กำลังนอนอยู่นี้แจจุงจะมีความสุขมาก และแน่นอนว่าถ้ามีคนมาทำลายเหมือนการจิ้มฟองสบู่ให้แตกแบบที่ยุนโฮทำอยู่นี้แม่มดอาจจะมือไวใจเร็วทำร้ายร่างกายเขาก็เป็นได้
แน่นอนว่าเขาลืม... ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้หรอก
เพราะก็เคยโดนมาแล้วเหมือนกัน
“ไม่เอา~~~”
“แต่ถ้าเราไม่ไปเดี๋ยวจองอาบุกมาที่นี่แน่...รู้มั๊ยว่าทิฟฟานี่ฮวังอยู่ที่ออฟฟิศน่ะ”
“.............”
“พี่ย้ำให้... ทิฟ ฟา นี่ ฮวัง”
แจจุงหยุดงัวเงีย แล้วพยายามที่จะถ่างตาในขณะที่ถามยุนโฮ
“มาทำไม?”
“มาเอาเรื่อง...ประมาณนั้น”
“ขอแต่งตัวยี่สิบนาที”
บอกแค่นั้นแม่มดร้ายก็ตาสว่างแล้วก็ลุกเดินไปทางห้องน้ำอย่างคล่องแคล่วเหมือนใครมากระชากความง่วงออกไปอย่างกระทันหันอะไรอย่างนั้น ยุนโฮส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนที่จะเป็นคนจัดการกับที่นอนให้แล้วเขาก็ลุกไปนั่งรอที่หน้าทีวี
เขาเปิดทีวีและเห็นหน้าตัวเองอยู่ในโฆษณาแทบทุกช่องแต่ก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรเหมือนตอนแรกๆที่เข้าวงการนัก และเห็นหน้าจัสติน บีเบอร์กำลังถูกลูบไล้อยู่ในมิวสิควิดีโอเพลงบอยเฟรนด์หรือเซ็กส์เฟรนด์อะไรสัอย่างที่เขาไม่แน่ใจแต่ก็ไม่คิดจะหาคำตอบ เขากดเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆอีกครั้ง... คราวนี้เจอหน้าไอยู แน่นอนว่าเขาเอ็นดูเด็กผู้หญิงคนนี้มาก สองสามวันก่อนขึ้นลิฟท์เดียวกับเธอเขายังอดไม่ได้ที่จะขอลายเซ็นเขารู้สึกว่าไอยูน่ารักตอนที่เซ็นชื่อตัวเองบนปกเล่มบทละครของเขาไปแล้วก็มือสั่นไป เธอก็ขอลายเซ็นเขาด้วยเหมือนกันแต่ว่าไม่มีกระดาษหรืออะไรที่พอจะให้ยุนโฮเซ็นให้ได้เลยและลิฟท์กำลังจะจอดที่สตูดิโอชั้น18ที่ยุนโฮต้องไปถ่ายรายการพอดีเขาก็เลยบอกเด็กผู้หญิงน่ารักขวัญใจคุณลุงว่า ‘ไว้เจอกันใหม่’ พร้อมทั้งยิ้มให้ด้วยความเอ็นดูอีกครั้ง
วันนั้นคุณลุงทำงานอย่างมีความสุข...
แล้วมิวสิควิดีโอของไอยูก็จบลงอย่างรวดเร็วเพราะกว่าจะเปิดเจอก็ปากเข้าไปค่อนเพลงแล้ว ต่อจากนั้นเป็นข่าวการเปลี่ยนตัวหลักในรายการเรียลลิตี้นางแบบ พวกเขารายงานว่าผู้บริหารไม่อณุญาตให้ทิฟฟานี่ฮวังออกอากาศในรายการใดๆของสถานี และมีข่าวลือว่าสถานีจะเปลี่ยนเอาดาราหญิงที่หุ่นดีขายาวกว่าทิฟฟานี่มาทำรายการแทนด้วย
ในข่าวรายงานว่ามีความสงสัยมากมายในกรณีนี้ พวกเขาอยากรู้ว่าทิฟฟานี่ฮวังทำผิดอะไรถึงถูกแบนจากสถานีได้
และ...
เวรเอ๊ย!!!
รายงานออกมาได้ยังไงว่าเพราะทิฟฟานี่ฮวังคบกับยูโนวยุนโฮทางสถานีก็เลยกลัวว่าเรตติ้งรายการจะแย่เพราะทุกวันนี้เธอโด่งดังด้วยกระแสความรักและความเกลียดทั้งสิ้น
พูดออกไปได้ไงวะ.... ใครคบกับแม่นั่นกัน.....
xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx
ตอนนี้แจจุงนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟา ในขณะที่ฝั่งตรงข้ามมีผู้หญิงที่ออกมาจากบ้านพร้อมสารพัดคอลเลคชั่นของชาเเนลและมันดูเยอะไปในความคิดของแจจุงจนเจ้าตัวอดไม่ได้ที่จะเบ้ปากออกมาทันทีที่มองครบหัวจรดเท้าแล้ว
หญิงสาวที่ทุกคนรู้จักว่าชื่อทิฟฟานี่ ฮวังเอ่ยทักทายแจจุงอย่างดิบดี แสแสร้ง และ น่าหมั่นไส้ และแน่นอนว่าแจจุงไม่ได้ชอบอะไรแบบนี้เลยแต่ก็ไม่เห็นประโยชน์ของการทำดัดจริตคืนกลับไป แม่มดของยุนโฮยิ้มมุมปากนิดหน่อยแล้วก็ตอบสั้นว่า ‘สวัสดี’
และ...
“ช่วงนี้ว่างงานสินะก็เลยมาเยี่ยมเยียนเราได้”
อย่างกับแม่มดตอกตะปูลงกลางหน้าผากของแม่นั่นตั้งแต่ประโยคแรกเลย
“จริงๆเย็นนี้มีสัมภาษณ์อีกสองสามที่น่ะ แต่เรื่องนี้สำคัญ...ฉันไม่อยากปล่อยไป และที่นี่ก็ทางผ่านด้วยก็เลยแวะมา”
“ถ้าไม่ได้มาขอโทษตามที่เขียนไว้ในจดหมายของสถานีเราก็คงต้องพูดว่าเสียใจด้วยค่ะคุณฮวัง คุณเสียเวลา” จองอาพูดขึ้นมาบ้างจริงๆแล้วเธอมือสั่นอยากจะเข้าไปจัดการแม่นี่แทนน้องชายเหลือเกิน!
“แหม...คุณจองอาคะ ฉันรู้หรอกว่ามานี่น่ะเสียเวลาก็เพราะว่า....”
“เสียเวลารึ?” แจจุงแทรกและทั้งห้องที่มีทิฟฟานี่ จองอาและยุนโฮอยู่อีกก็ต้องตั้งใจฟังสิ่งที่แม่มดจะพูดต่อ “ฉันว่าเสียตั้งแต่ที่เธอขุดชาแนลทั้งบ้านมาประโคมแล้วล่ะ!! ถ้าตุ้มหูที่ใส่อยู่เป็นของปลอมเกรดเอล่ะก็รีบถอดเถอะนะ มันดูออก”
ตายแล้ว~~~~
“เอาล่ะค่ะๆ...ก่อนที่เราจะสังเกตของก็อปปี้กันได้อีกฉันว่าเข้าเรื่องเลยดีกว่าค่ะคุณฮวัง มาที่นี่มีธุระอะไรเหรอคะ เชิญพูดเลยค่ะ” ซีอีโอหญิงผายมือออกไป ในขณะที่ยิ้มหวานๆให้หญิงสาวชื่อดังที่นั่งขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้นไปด้วย
“ฉันต้องการให้คุณปลดแบนฉันที่สถานีเคซีเอส!”
“โอ้...ถ้าจะสั่งการแบบนี้ฉันว่าเธอมาผิดที่แล้ว นี่คือบริษัทของเรานะ...ไม่ใช่สถานีเคซีเอส ถ้าอยากให้เขาปลดแบนด้วยการพูดจาแบบนี้ก็ลองไปหาเขาดูสิ เราช่วยอะไรไม่ได้หรอกนะ”
“นี่พวกคุณ!!!!!”
“คุณก็รู้ว่าคุณควรทำหรือพูดอะไรนะคุณฮวัง...นี่ถ้าบริษัทเราฟ้องร้องจะเอาเรื่องคุณล่ะก็ยิ่งง่ายใหญ่เลย คุณจะเอายังไงก็เลือกมาเดี๋ยวนี้ สิ่งที่คุณทำน่ะมันไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลย คุณอาจจะขอเกาะกระแสยุนโฮได้ก็ใช่ว่าเราจะไม่เสียหายนี่”
“เสียหายเหรอ?การที่เขามีข่าวกับฉันน่ะยังฟังดูดีซะกว่าเขามีข่าวกับน้องชายของคุณอีกนะทานประธานคิม”
“จะฟังเป็นยังไงก็ช่างเถอะ อย่างน้อยน้องชายฉันก็ไม่ได้เกาะใครดังหรอกนะ นี่เดาได้เลยว่าถ้าแค้นมากๆแล้วคุณจะทำอะไรต่อ...ยังไงดี สร้างข่าวว่าคราวนี้นอนกับยูโนวยุนโฮแล้วว่างั้นสิ อยากเป็นพรีเซนเตอร์อีกกี่อย่างล่ะคะ?”
จองอากำลังโกรธ คราวนี้ทั้งโกรธแทนน้องชายและโกรธเองโดยตรง นี่ถ้าไม่ต้องรักษาภาพพจน์ล่ะก็ทิฟฟานี่ฮวังได้ตายใต้รองเท้าจิมมี่ชูของเธอแล้วแน่นอน!
“เพราะฉะนั้นฉันว่าเธอขอโทษเรามาเถอะ แค่ขอโทษและสารภาพออกมาซะว่าเธอทำอะไรบ้าง”
“ฉันไม่มีอะไรต้องขอโทษหรือสารภาพ เรื่องวันนั้นมันบังเอิญทั้งหมด...ยุนโฮ คุณก็น่าจะรู้นี่!”
จริงๆแล้วที่เอาแต่เป็นผู้ฟังอยู่นี่ยุนโฮไม่ได้อยากจะพูดหรือแสดงความเห็นใดๆเลย แต่แล้วทิฟฟานี่ก็โยนบอลให้ซะอย่างงั้น
เขาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งว่าจะตอบหรือไม่ตอบดี... ถ้าตอบออกไปเขาก็คงกลายเป็นผู้ชายที่ไม่ให้เกียรติผู้หญิงคนหนึ่งเลย
“มันไม่บังเอิญ...ตั้งแต่ตอนที่นัดกินมื้เย็นกับผู้จัดการของคุณ จนกระทั่งเมื่อวันก่อนที่คุณส่งรูปเซ็กซี่ของคุณมาให้ผมแล้วก็โทรมาแก้ตัวว่าคุณส่งให้ผิดคนน่ะ...ผมไม่เรียกมันว่าความบังเอิญครับ”
ตอนที่ยุนโฮพูดถึงรูปเซ็กซีที่ว่า แจจุงที่ไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนถึงกับหันขวับ ส่วนเขาจะทำอะไรได้นอกจากยักไหล่แล้วก็อธิบายสั้นๆ
“พี่แค่ยังไม่ได่เล่าให้ฟังน่ะ...”
“อา...นี่เป็นถึงขนาดนี้เลยเหรอ? นี่ฉันกำลังโกรธอยู่นะไม่รู้ว่าเธอรู้หรือเปล่าแต่ว่ากำลังโกรธมากจริงๆ! เพราะฉะนั้นขอทาและพูดออกมาให้หมดเถอะจะได้ไม่เสียเวลา”
“ไม่ล่ะ ฉันรู้แล้วว่าตอนนี้ฉันเสียเวลาจริงๆ อยู่เป็นข่าวกับยูโนวยุนโฮต่อไปท่าจะดี อะไรนะคะท่านประธาน?...บอกว่านอนกับเขาแล้วเหรอ? เอ นี่ต้องเรียกร้องกับสังคมว่าอะไรดีนะ? ระหว่างที่ขับรถไปฉันก็จะคิดไปด้วยแล้วกันพรุ่งนี้เตรียมอ่านข่าวได้เลยค่ะ”
“นี่เธอ!!!!”
“ลาล่ะค่ะ สวัสดีทุกคน...”
ทิฟฟานี่เดินออกจากห้องไปดังนั้นในห้องของท่านประธานจองอาก็สมควรที่จะมีแต่ความโกรธของแต่ละคน จะน้อยสุดก็ยุนโฮซึ่งเขาควรทำหน้าที่บอกให้แจจุงใจเย็นๆ
“สูดหายใจลึกๆ...มองหน้าพี่ด้วย....มองสิ....”
“...นังบ้านั่น”
“แจจุง อย่านะ”
ดูเหมือนสองพี่น้องจะรู้กันว่าอะไรกำลังจะเกิด จะมีก็แต่ยุนโฮที่หันซ้ายหันขวามองจองอากับแม่มดของเขาสลับกันไปมา และอาจเป็นเพราะเขาไม่กอดแจจุงไว้ล่ะมั๊งก็เลยคว้าแจจุงที่ลุกพรวดและเดินไปออกไปทางประตูไม่ทัน จองอาก็ลุกขึ้นมาขวางประตูไม่ทันด้วย
“นี่!!! แจจุง!!!!!”
“แจจุงจะไปไหนล่ะคุณ?”
“ถามได้ก็ไปจัดการนังนั่นน่ะสิ! ไปห้ามเดี๋ยวนี้เลยยุนโฮ!!”
“ผมเหรอจะห้ามน้องคุณได้...”
“ถ้าฉันไปก็คงได้ห้ามหรอกนะ โธ่เอ๊ย!! ถ้าเป็นเรื่องจะทำยังไง!!”
“ทุกวันนี้มันก็เป็นอยู่แล้ว เมื่อกี้ผมยังอยากชกหล่อนเลยคุณ...แล้วคุณก็อยากนี่ คิดดูว่าน้องจะทนไหวมั๊ยล่ะ”
“นายตามใจมันเหมือนเคยเลยสินะ”
“เอาล่ะ ผมจะแกล้งไปช้าสัก5นาทีก็แล้วกัน!”
.
.
.
แจจุงสาวท้าวมาทันพอดีที่หญิงสาวที่มาพร้อมกับความดัดจริตและมารยาจะเข้าลิฟท์ไป แม่มดออกแรงฉุดกระชากให้หญิงสาวมาที่บันไดหนีไฟท่ามกลางสายตาของพนักงานหลายๆคน ในขณะที่พวกเขากำลังจะหยิบกล้องถ่ายรูปที่สะดวกใช้ที่สุดขึ้นมาเก็บภาพน่าสนุกพวกนี้เสียงอันทรงพลังของเลขาท่านประธานก็ดังขึ้นมา
หล่อนบอกว่าถ้ายังไม่มีใครสนใจทำงานท่านประธานจะหาพนักงานใหม่ทันที! และถ้ารูปหลุดออกไปก็ให้เก็บข้าวเก็บของบนโต๊ะลงกล่องกลับบ้านเย็นนี้และไม่ต้องกลับมาใหม่อีกเลย
นี่คือประกาศจากท่านประธาน ย้ำ! จากท่านประธาน คิม จอง อา
.
“โอ๊ย!! ฉันเจ็บนะ!!!”
“ดี! ฉันจะสั่งสอนเธอ!!!!”
ยุนโฮเคยโดนมาหนักขนาดไหน ทิฟฟานี่ฮวังโดนหนักกว่านั้น...
ตอนที่ยื้อแย่งกันอยู่นั้นแจจุงก็โดนเล็บอคริลิคของเจ้าหล่อนจิกเข้าที่คางจนได้เลือดเหมือนกันนั่นเหมือนไปจุดไฟให้อย่างไรก็อย่างนั้น แม่มดของยุนโฮไม่ยอมและไม่คิดจะยอม จริงๆแล้วแจจุงเหนือกว่าด้วยแรงและความสูงแต่ผู้หญิงทุกคนมักมีแรงดันทุรัง มีความอยากเอาชนะและอยากเป็นที่หนึ่งไม่ต่างจากเครื่องประดับติดตัว นั่นทำให้ทิฟฟานี่ฮวังก็สู้สุดใจจนแทบไม่เหลือสภาพเดิมเหมือนกัน
“แทนที่จะขอโทษกันดีๆก็วอนจะเจ็บตัว!!”
“แก!! ไอ้เด็กบ้า!!!!!”
“โอ๊ย!! จิกหัวฉันเหรอ!!!?”
“คิดเหรอว่าตบตีเป็นอยู่คนเดียวน่ะ แกน่ะมันก็มีแค่เกิดมาพร้อมเท่านั้นแหละ โอ๊ย~!!!!! แขนฉัน!!”
“คืนนี้จะปลดแบนเธอให้! แต่ต้องหลังจากฉันสั่งสอนเธอเสร็จ! และถ้าไม่ยอมจบง่ายๆเธอจะโดนหนักกว่านี้!!!!!!!!”
“ฉันไม่กลัว...”
“ไม่ได้ขอให้กลัวโว้ย!!”
ที่แน่ๆแจจุงเหยียบแว่นกันแดดชาแนลของทิฟฟานี่ฮวังจนบิดเบี้ยวและแหลกตามลำดับ มือก็ไม่ยอมปล่อยจากผมสีน้ำตาลแดงของเจ้าหล่อนเลยแม้สักครั้ง
“เห็นได้ชัดว่าสู้สุดตัวจริงๆ! แต่ขอโทษ! วันนี้เหมือนเธอจะแพ้นะ” แม่มดแสยะยิ้มให้หญิงสาวที่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เพราะเริ่มหมดแรงสู้อยู่ข้างหน้า “เฮ้~ อย่าเพิ่งร้อง ยังไม่จบบทเรียนเลยคนสวย”
หญิงสาวกำลังอ่อนแรงแม้ใจจะสู้อยู่เสมอก็ตาม ท้ายที่สุดเธอถูกลากให้ไปที่บันไดหนีไฟ มีเพียงครึ่งฝ่าเท้าเท่านั้นที่เหยียบที่ขั้นบนสุด ในกรณีที่แจจุงทำทิฟฟานี่หลุดมือ...เธอได้กลิ้งขลุกๆไปกองอยู่ตรงที่ว่างๆข้างล่างแน่
“ไม่ต้องสั่น ฉันจะค่อยๆปล่อยเธออยู่แล้วน่า~”
“อย่า....”
“นี่มันจะจบบทเรียนอยู่แล้วนะ เอาหน่อยเถอะ”
“ไม่เอา! ฉัน....ช่วยด้วย~!!!”
“เธอมาถึงถ้ำเสือ กำลังจะโดนแม่เสือแหวกอกอยู่รอมร่อ...แต่กลับตะโกนให้ลูกเสือตัวน้อยๆข้างนอกเข้ามาช่วยเนี่ยนะ? ให้ตาย! มีสมองหรือเปล่าเนี่ย!!”
“แม่มด อย่า!!!!!!!!”
พระเอกหนุ่มเข้ามาและเขากระโดดเข้าไปดึงตัวทั้งสองคนให้ออกห่างมาจากขั้นบันได จากนั้นเขาล้ม...แม่มดอยู่ในวงแขนอันปลอดภัยของเขา ทิฟฟานี่ฮวังนอนหมดแรงอยู่ไม่ไกลนัก
“เป็นอะไรหรือเปล่า?”
“พี่ยุนโฮ”
“หน้ามีรอยเต็มไปหมด...ไปเถอะ พี่จะพากลับบ้าน”
ยุนโฮเป็นห่วงแจจุงมาก ดูจากสายตาและท่าทางของเขาแล้วคิดว่าเขาคงจะไม่อยู่เฉยแน่ๆถ้าหากแจจุงมีสภาพเป็นฝ่ายแพ้ เขาพยุงร่างของแม่มดที่กำหัวใจของเขาเอาไว้ทั้งดวงขึ้นช้าๆ รู้สึกเจ็บไปด้วยทุกครั้งที่แจจุงซี๊ดปากจากแผลแตกที่มุมปาก รอยเล็บเล็กๆน้อยๆที่หน้าและแผลเลือดออกที่คาง เขามองไม่เห็นทิฟฟานี่แล้วด้วยทุกเหตุผล เธอไร้ค่าโดยสมบูรณ์แล้วในนาทีนี้ แต่เป็นแจจุงที่หันไปพูดกับเจ้าหล่อน
“เรื่องเธอกับฉันจบแล้วตั้งแต่ตอนนี้! ฉันจะย้ำอีกครั้งว่าอย่าดื้อไม่จบ เข้าใจนะคุณฮวัง”
“.............”
“และอย่ามาอยากชนะเลย ต่างคนต่างอยู่เหมือนตอนแรกก็ดีอยู่แล้ว”
“.............”
“ถ้าไปหาหมอก็ส่งบิลค่ารักษามาให้ฉันก็แล้วกัน!” นั่นคือประโยคสุดท้ายก่อนที่แจจุงจะหันไปหันยุนโฮที่ถอดเสื้อแจ็คเก็ตเตรียมมาคลุมหน้าให้อยู่แล้ว “ไปกันเถอะพี่ยุนโฮ”
เหตุการณ์นี้คงสอนทิฟฟานี่ได้อย่างดีเหมือนที่แจจุงหวังเอาไว้
แน่นอนว่าถ้าหล่อนทำอะไรอีกสักครั้ง แม่มดคงเหวี่ยงหล่อนตกบันไดจริงๆแน่นอน
xxxxxxxxxxxxxxxxxxx
ยุนโฮลืมไปครู่หนึ่งว่าเขากำลังรีบตอนที่เขาหยิบกล่องปฐมพยาบาลออกมา ครั้งล่าสุดที่เขาทำแผลให้แจจุงก็ตอนที่เกิดเรื่องบ้าๆ และเขาตบแจจุงจนปากแตก ส่วนครั้งนี้พวกเขาดีกันแล้วจนแจจุงไปจัดการคนนอกที่พยายามจะเข้ามาทำให้ชีวิตของทั้งคู่ยุ่งเหยิงจนได้แผลกลับมา
เขายิ้มเล็กน้อยในขณะที่มองกล่องพลาสติกสีขาวมีหูหิ้วสีแดงในมือแล้วพบว่าของเล็กๆน้อยๆแค่นี้ก็เป็นจุดนัดพบของความทรงจำต่างๆได้เหมือนกัน
“พี่ยุนโฮ~ เร็วๆหน่อย~!”
“จ้าๆ”
พอกลับถึงบ้านมาพวกรอยนิ้วก็จางลงไปมากแล้ว ในขณะนี้ยุนโฮถือก้อนสำลีชุบน้ำเกลือและเช็ดลงบนแผลที่เป็นรอยข่วนอย่างเบามือ คนเจ็บที่ถือกระจกดูสภาพตัวเองไปแล้วร้องซี๊ดไปก็บ่นอุบว่าตอนแรกไม่น่าพลาดท่าเองนิดหน่อยเลย ไม่อย่างงั้นคงไม่มีรอยอะไรแบบนี้กลับมาแน่
“โทรหาซังชอนหรือยัง”
“โทรแล้ว ซังชอนบอกจะจัดการให้ พนันได้เลยว่าหลังจากนี้จะมีคนขอสัมภาษณ์แม่นั่นอีกเพียบ อยากจะเห็นหน้าหล่อนจริงๆ” แม่มดยักไหล่แถมด้วยการเบ้ปากอย่างกับจะบอกว่า ‘ฉันไม่แคร์’ ด้วยท่าทางอย่างนั้นล่ะ
“แล้วเมื่อกี้คิดจะเหวี่ยงเขาลงบันไดจริงๆหรือเปล่า” ยุนโฮถามเสียงเครียด เขาคาดหวังกับคำตอบของแจจุงไว้มาก
“ก็แค่ขู่ไปอย่างงั้นเอง พี่เห็นเราโหดร้ายขนาดนั้นเลยหรือไง”
“ยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ...พี่แค่มองว่ามันเกือบแล้ว ถ้าเกิดว่าแม่มดดันพลาดปล่อยมือไปล่ะก็คงได้เป็นเรื่องใหญ่โคตรแน่ๆ”
แจจุงวางกระจกที่ถืออยู่ลงบนตักแล้วก็ใช้สองมือที่ว่างแล้วจับหน้าของยุนโฮเอาไว้ แววตาที่ทั้งสดใสและซุกซนส่งผ่านไปถึงยุนโฮก่อนจะลดลงมามองแค่ริมฝีปากอิ่มๆของยุนโฮแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเลียปากตัวเอง
“จูบนะ...”
“ครับ”
พวกเขาจูบกัน มันไม่ใช่ความรู้สึกแปลกใหม่อะไรเพียงแต่ว่ามันยงคงความพิเศษอยู่เช่นทุกครั้ง อาทิตย์นี้เขาจูบกันบ่อยมาก..อาจเป็นเพราะแจจุงไม่ยอมให้ทำอะไรมากกว่านั้นก็ได้ยุนโฮก็เลยเอาทุกสิ่งทุกอย่างมารวมกันแล้วใส่ลงไปในจูบแต่ละครั้งที่สามารถทำให้แจจุงหอบหายใจเหมือนจะไม่มีชีวิตรอดแล้วได้อยู่หลายต่อหลายครั้ง
ยุนโฮยังได้ลิ้มรสแปร่งๆของเลือดในปากแจจุงด้วย
วันนี้เชอร์รี่ของเขาบอบช้ำเล็กน้อยกว่าเขาจะได้ลิ้มรส แต่เขาก็ยังพบความเป็นปกติอยู่อย่างหนึ่งในวันนี้
มันอร่อย...เหมือนเดิม
“เดี๋ยวก่อนครับ...”
ยุนโฮนั่นเองที่ผละร่างออกมาจากแจจุงที่เอนตัวลงไปกับที่นอนแล้วเรียบร้อย
“มีอะไรเหรอ? หรือว่ามันใช้การไม่ได้”
“มัน??”
“ก็...น่ะ....” แจจุงชี้ที่จุดกึ่งกลางของยุนโฮอย่างหน้าตาเฉย ในหัวกำลังสงสัยมากว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งที่ยุนโฮเป็นฝ่ายเรียกร้องมาเองตลอดสัปดาห์ แล้วพอแจจุงพร้อมที่จะยอมให้ก็ดันหยุดเสียได้
“ไม่...มันยังใช้การได้ปกติ แต่ว่าแม่มดยอมแล้วเหรอ?”
“พี่อยากให้เรายอมมั๊ยล่ะ”
“แน่นอน...อยากครับ”
“ก็ยอมแล้วนี่ไง~” พูดอย่างเดียวก็กลัวยุนโฮจะไม่เชื่อใจ แม่มดปลดเข็มขัด ยกสะโพก ถอดและสลัดกางเกงยีนส์ขาดๆตามแฟชั่นออกไปกองอยู่ที่พื้น
“แล้วแผลล่ะ”
“ก็อยากทำให้เราเจ็บสิ”
“อืม เข้าใจแล้ว”
ยุนโฮก็ไม่มีเหตุผลที่จะรอต่อไปอีกแล้ว เขาถอดเสื้อออกทันทีที่แจจุงยิ้มยั่วครั้งสุดท้ายก่อนที่จะกลับไปคร่อมร่างแม่มดช่างยั่วอีกครั้ง
มือใหญ่ๆคลึงสะโพกนุ่มแล้วพลางซุกหน้าจูบตรงซอกคอขาวที่หอมกลิ่นน้ำหอมยุโรปอย่างกับต้องมนตร์ ดาราหนุ่มหล่อชื่อดังกำลังก้าวขาเข้าไปในโลกเวทมนตร์ของแม่มดที่มักจะสาปเขาด้วยเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เสมอ หัวใจของเขาบีบรัดจนรู้สึกถึงการมีชีวิตอยู่อย่างถ่องแท้
ตึก ตึก ตึก...
“อา....แจจุง”
ที่สุดแล้วเสื้อยืดตัวหลวมที่แม่มดใส่อยู่ก็ถูกเลิกขึ้นไปถึงกระดูกไหปลาร้า ในตอนนั้นยุนโฮแถบจะจูบและเลียทั่วแผ่นอกของแจจุงก่อนที่เขาจะมาหยุดและล้อเล่นกับหน้าอกแบนๆที่ไม่ต่างจากของผู้ชายทั่วไป เขาตวัดลิ้นลงบนยอดอกสีชมพูจนมันตื่นตัวสลับกับการดูดและบีบเค้นอย่างสนุกมือ
แจจุงคิด...และคิดมาตลอดว่ายุนโฮยอดเยี่ยมในเรื่องนี้มาก ถึงแม้เขาจะไม่ได้เจนจัดกับมันเท่าไหร่แต่ว่าในแต่ละครั้งที่เขาสัมผัสต้องตัวและมีสัมพันธ์อันลึกซึ้งเช่นนี้ทีไรแจจุงอยากจะขอบคุณสวรรค์เหลือเกินที่ให้เกียรติตนได้รับสิทธิ์นี้
เป็นเกียรติอย่างยิ่งจริงๆที่ได้มีอะไรแบบนี้กับผู้ชายที่ดีที่สุดในโลกอย่างเขา
เป็นเกียรติอย่างถึงที่สุดที่ได้รักกับผู้ชายที่ดีที่สุดในโลกคนนี้
ทุกครั้งที่มีปฏิสัมพันธ์เช่นนี้พวกเขาทำมันด้วยอารมณ์และความรักอันลึกซึ้งจากใจ
ยุนโฮโถมร่าง หอบ คราง จูบและขบกัดอย่างบ้าคลั่งด้วยอารมณ์และความรักจากใจ
แจจุงก็เช่นกัน... แม่มดยอมให้ เป็นเบื้องล่าง เป็นผู้รองรับ เป็นทุ่งความรักและความใคร่ เป็นโลกเวทมนตร์อันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา แม่มดมักจะปลดปล่อยสุ้มเสียงแห่งความทรมานอันแสนหวานไปในเวลาเดียวกับที่ปล่อยให้หัวใจโบยบิน สัมผัสไออากาศความรักอยู่รอบๆบริเวณ
บางจังหวะพวกเขาจะมองหน้ากัน
จ้องตา... และมักจะมองเห็นความรักอยู่ในนั้น ความรักที่ต่างคนต่างมีให้กัน เวลาที่พวกเขายิ้มให้กัน...มันออกมาจากใจและส่งไปถึงฝ่ายตรงข้ามเพียงแค่มองเห็น
ทุกสัมผัสแนบแน่น อบอุ่น จวบจนร้อนรุ่ม รุนแรง
ไม่มีใครรับประกันได้เลยว่ายุนโฮจะเอาชนะใจตัวเองได้... ไม่มีทางหรอก!
ยุนโฮไม่เคยทนได้เลยเมื่อเห็นแจจุงเปลือยร่างศิโรราบให้เขา โลกเวทมนตร์ที่ว่าหมุนคว้าง ไม่มีอะไรวิ่งผ่านหัวเขาเลยนอกจากความคิดลามก บางทีเขาก็พูดไม่ออก บอกความรู้สึกใดๆไม่ได้นอกจากการครางต่ำราวกับสัตว์ป่ากำลังคำราม เขาอาจจะเป็นเสือตัวใหญ่ที่หมายจะแหวกอกแม่มดตัวตัวน้อยที่สิ้นเวทมนตร์จะสาปกันในคราแรก หากเมื่อโลกเวทมนตร์ที่หมุนคว้างนั้นทำการหมุมรอบตัวเองไปเรื่อยๆ เสือร้ายก็หมอบให้แม่มดจนได้...
เมื่อกี้ยุนโฮกระซิบ เขาโถมร่างใหญ่โตของตัวเองเข้าหาแจจุงอย่างไม่ลืมหูลืมตา กระแทกอย่างหนักหน่วงจนแม่มดอ้าปากค้าง
ถ้อยคำที่เขากระซิบฟังดูง่ายดาย แต่มีความหมายเหลือเกิน
“รัก...รักมาก”
แล้วจะต้องการอะไรอีก... แม่มดให้ไปหมดแล้ว ในขณะนี้ที่ให้จนหมดก็พยายามจะสรรหาหลายๆสิ่งหลายๆอย่างมาให้อีกไม่รู้จบ
พอคำว่ารักเข้ามาชโลมจิตใจที่ผ่านร้อนผ่านหนาวด้วยตัวเองมาพักใหญ่แจจุงก็พ่ายแพ้ มองตายุนโฮ...บอกด้วยภาษาของสายตาที่อาจเข้าใจกันอยู่สองคน
เอาไปเลย...ให้.....ให้หมดทุกอย่าง
ร่างกายก็ร้อนรุ่ม แจจุงเหนื่อย เผลอหายใจตามจังหวะของยุนโฮไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ เสียงร้องก็ขาดห้วงไปบ้าง
เหนื่อย...ใจจะขาดรอนด้วยความเหนื่อยอยู่แล้วแต่เมื่อใดที่รู้สึกว่ากำลังจะหลับลงในความมืดยุนโฮก็จะฉุดขึ้นไปด้วยสัมผัสทุกที
แม่มดกัดริมฝีปากจนซีดเซียวไปหมด เสียงร้องที่เปล่งออกมาอย่างเหนือการควบคุมหวานราวน้ำผึ้งป่า ไม่มีเคมีเจือปน... ก็คือเสียงที่ออกจากความรู้สึกจริง ไม่มีการเสแสร้งแกล้งทำเจือปนนั่นเอง
“อ๊า...เจ็บ.....ช้าๆหน่อย.....พี่ยุนโฮ...อ๊ะ....”
ร่างที่ตอบสนองมาตลอดทางกำลังบิดส่ายด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าหวานเกินกว่าจะเป็นใบหน้าของผู้ชายก็กำลังบูดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดตามที่ร้องบอก
ตุ๊กตาแก้วอย่างแจจุงอาจจะแตกสลายเพราะแรงรักที่สะสมของยุนโฮก็เป็นได้
เมื่อมาถึงจุดหนึ่งที่ความรักและอารมณ์ผสมผสานกันลงตัว ทุกอย่างที่ดำเนินอยู่ก็จะทวีคูณ แรงรักผลักดันกับแรงอารมณ์จนชายหนุ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ไปชั่วขณะ
เขาตาบอด หูอื้อ ทุกอย่างไร้ชีวิตไร้ตัวตนไปแล้วสำหรับเขา แม้คนรักที่กำลังบอบบางลงเรื่อยๆก็จวนเจียนจะหมดแรง
หากแต่... เสียงร้องและอาการต่อต้านที่เกิดขึ้นนั้นกลับยิ่งปลุกปั่น ซาตานกระซิบอยู่ข้างๆชายหนุ่มว่าอย่าหยุด
และเขาเชื่อซาตาน...
พาแจจุงลงนรกไปกับเขาในชั่วนาที
สองมือของชายหนุ่มดันต้นขาขาวไร้ร่องรอยมลทินใดๆให้ค้างไว้อย่างกว้างๆและทุกอย่างก็ยังเป็นไปเช่นนั้น
แม่มดยังคงบิดส่ายร่างกายเหมือนจะหนี แต่มือสองข้างก็ยังแตะอยู่กับมือของเขาไม่ไปไหน
แจจุงสวยมากตอนที่กำลังมาถึงทางตัน หาทางไปไม่เจอ จะย้อนกลับก็ไม่ทันแล้ว
เสียงสะอึกสะอื้นเบาๆดังออกมาจากแม่มด น้ำใสๆไหลอาบแก้มที่ยังคงมีรอยแผลเล็กๆอยู่ประปราย ปากก็ร้องเรียกชื่อยุนโฮไม่หยุด...
ไม่กี่วินาทีเท่านั้นที่ยุนโฮหยุดเมื่อมาถึงปลายทาง เขาขบกรามและคำรามอีกครั้งในตอนที่ส่งทุกหยาดหยดแห่งความรู้สึกสู่ร่างกายของแจจุง พากลับโลกใบเก่าหลังจากที่พาไปลงนรกมาหมาดๆ
ชายหนุ่มถอดถอนร่างกายออกมาจากโลกเวทมนตร์ทั้งที่ยังนึกเสียดาย เขาคว้ากล่องทิชชูที่หัวเตียง หยิบมันออกมาเช็ดร่องรอยแห่งความสุขที่พุ่งพล่านออกมาเปรอะทั้งร่างของเขาและแจจุงจนสะอาดหมดจดพลางมองดูแม่มดค่อยๆหายใจเป็นจังหวะปกติและผ่อนคลายดังเก่าก่อนจะยิ้มให้เมื่อแม่มดลืมตาขึ้นมาสบมองเขาตรงๆ
“พี่ยุนโฮ...”
“หืม?”
“เรารักพี่....”
ยุนโฮดึงเอาร่างที่โรยแรงนั้นมากอดแนบชิด เสียงหัวใจของพวกเขาเต้นปะทะกันจนรู้สึกได้อย่างดี
พวกเขาไม่เคยเบื่อในคำบอกรักของกันและกัน
ยุนโฮคิดว่าต่อให้พูดคำเดียวกันเหมือนๆกันทุกครั้งมันก็ยังมีจุดแตกต่างอยู่ดี เพราะฉะนั้นเขาจึงชอบฟังคำว่ารักจากปากแจจุง...ตราบใดที่ฟังแล้วไม่รู้สึกว่ามันจอมปลอม เขายินดีฟังไม่ต่างจากเพลงกล่อมเลยเชียว
ส่วนหนึ่งของเขาอยู่ในร่างกายของแจจุง ส่วนที่กลั่นออกมาจากอารมณ์รักที่มากมาย มันหนาแน่นและเอ่อล้นออกมาบางส่วน ทว่าเขาก็ไม่เคยส่งมันไว้ในร่างของใครแบบนี้... ก็มีแจจุงแค่คนเดียว
ตอนที่เขาขอโทษและบอกรักแม่มดอีกครั้ง เขาสังเกตเปลือกตาอันหนักอึ้งของแม่มดแล้วก็นึกเอ็นดู...
ต่อให้เป็นเด็กที่ก๋ากั่นและเป็นแม่มดที่ร้ายกาจแค่ไหนก็หนีความเหนื่อยล้าไม่ได้สินะ
เขาพูดเบาๆว่า “มานี่” และดึงร่างนั้นเข้ามากอดอีกครั้ง
เขาไม่แน่ใจว่าแจจุงพูดอะไรอยู่ในคอแต่ก็ไม่คิดจะถามเพราะรู้ว่าคงไม่ได้คำตอบที่เข้าใจกว่าเดิมสักเท่าไหร่
ยุนโฮให้แจจุงหนุนแขน โอบร่างที่เจ้าตัวเคยบอกว่ายกให้เขาแล้วอย่างอ่อนโยนและจริงใจด้วยความรักของผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่ง
ผู้ชายคนที่เอามือบังดวงอาทิตย์...แล้วก็บอกว่าจะปกป้องแม่มดจากแสงอาทิตย์ที่แผดเผา เขาจะปกป้องแม่มดเต็มที่ ปกป้องทุกทีที่แม่มดร้องขอ ผู้ชายอย่างเขานี่แหละที่ถูกไล่ไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ริบลีย์ครั้งแล้วครั้งเล่า...
เขาฮัมเพลงsafe & soundของเทย์เลอร์ สวิฟท์ที่จริงๆแล้วก็ไม่เคยตั้งใจฟังสักรอบไม่ว่าแจจุงจะชอบมันแค่ไหนแต่ทำนองและเสียงร้องหวิวๆนั่นกลับฝังอยู่ในหัวของเขาไปแล้วโดยไม่รู้ตัว
เขาฮัมเพลงเสียงต่ำของผู้ชายออกมาให้ได้ยินกันแค่สองคน... กล่อมแจจุงที่กำลังไร้เรี่ยวแรงด้วยเสียงของเขาที่ไม่เคยมีใครสักคนชมว่าเพราะ ไม่มีสักคน....นอกจากแจจุงที่พูดตอนที่พวกเขาหลบโลกที่วุ่นวายไปอยู่ที่อพาร์ทเมนต์เก่าของยุนโฮ นอนเบียดกันบนเตียงเดี่ยวที่มีที่นอนไฟฟ้าแค่ผืนเดียวเช่นกันในหน้าหนาว
แม้หิมะจะตกหนาทึบในตอนนั้น...
แต่แจจุงก็อบอุ่นและปลอดภัยอยู่ในอ้อมแขนของยุนโฮไม่ต่างจากนาทีนี้เลย
“หลับซะนะ...แม่มด”
xxxxxxxxxxxxxxxxxx
ทะเลที่เคยเห็นอยู่ในทุกคืนก่อนนอนและในทุกเช้าที่ตื่นยังสวยเหมือนเดิม บ้านหลังย่อมที่เพรียบพร้อมตามความต้องการที่เคยบอกเอาไว้อย่างคนเรื่องมากก็ยังน่าอยู่ไม่ต่างจากครั้งแรกที่มา
การตื่นขึ้นมาคนเดียวและเจอบรรยากาศเหล่านี้คือสิ่งที่แจจุงคุ้นชินไปแล้ว... บางทีการอยู่คนเดียวก็ทำให้คิดอะไรขึ้นมาได้อย่างที่ใครบางคนเคยบอกเอาไว้จริงๆ
สองปีหลังจากที่มีเรื่องราววุ่นวาย มีความผิดพลาดเกิดขึ้นระหว่างทาง...แจจุงกลับมาอยู่ยาวที่นี่อีกครั้งเพียงลำพัง
คราวนี้ไม่มีใครหาตั๋วเครื่องบินให้ ไม่มีแม้แต่คนมาส่งที่สนามบิน
แต่ก็จากมาโดยไม่มีน้ำตา ไม่มีแม้แต่ความเสียใจหรือเสียดายในการเดินทางข้ามประเทศเพียงลำพัง
แจจุงไม่เหลือความว้าเหว่และความรู้สึกอับจนหมดสิ้นหนทางเหมือนเมื่อสองปีที่แล้ว
มือที่ไม่ได้ถูกใครอื่นจับมาสักพักแล้วเสยผมสีทองของตัวเองขึ้นอย่างลวกๆก่อนที่ความขี้เกียจจะพาให้นอนกลิ้งอยู่กับเตียงหลังใหญ่ที่นอนคนเดียวเหมือนเดิม แจจุงกลับมานอนตะแคง มองออกไปยังชายหาดนอกบ้าน...เงียบสงบ มีความเป็นส่วนตัว เหมือนในฝันทุกอย่าง ยกเว้นใครอีกคนที่ควรจะนอนกอดกันอยู่บนเตียง เราควรจะมองชายหาดยามเช้าด้วยกัน เดินเล่นให้น้ำทะเลอาบเท้า เดินจับมือกันลงไปในน้ำอย่างกล้าๆกลัวๆแต่ก็มีที่พึ่งหนึ่งเดียวอย่างเขาคอยให้กำลังใจอยู่อย่างในฝัน
แต่แล้วมันก็กลายเป็นเรื่องน่าขำ...เป็นแค่จินตนาการอันเบาบาง
เป็นฟองสบู่...สวยงาม แต่กลับบอบบางเหลือเกิน
เพราะมันไม่อาจเป็นจริงได้แล้วในนาทีนี้...
เพราะในขณะนี้....ไม่มีใคร...
แม่มดของใครสักคนหลับตา น้ำตาไหลออกมาจากหางตายาวไปถึงหูแต่ก็ไม่คิดจะกำจัดมันออก
ในบ้านนี้ไม่มีใครที่จะมองเห็นน้ำตาหยดนี้นอกจากตัวเองอีกแล้ว ดังนั้นก็เลยร้องไห้อย่างไม่นึกอาย ร้องไห้แต่ก็ไม่ได้เสียใจอะไรถึงแม้นาทีนี้จะมีแต่ตัวเองที่ยังอยู่ก็ตาม
พอทำให้น้ำตาแห้งไปได้แม่มดที่โตเป็นผู้ใหญ่ทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิแล้วก็ลุกจากเตียง เจ้าตัวหัวเสียเล็กน้อยที่ในที่สุดก็ตื่นสายจนได้... ถ้าไม่ใช่เพราะงานแปลที่ต้องแก้อย่างเร่งด่วนเมื่อคืนล่ะก็ป่านนี้คงได้ออกไปขี่ม้าเล่นอย่างที่ตั้งใจไว้แล้ว
และทันทีที่ล้างหน้าแปรงฟันแล้วเดินออกมาจากห้องนอนก็มุ่งตรงไปคว้าเอาแลปทอปบนโต๊ะรับแขกตั้งใจจะออกไปนั่งทำงานที่ค้างเอาไว้ที่ริมสระว่ายน้ำเสียหน่อยแต่พอจมูกได้รับกลิ่นบางอย่างที่แปลกไปในบรรยากาศก็ต้องชะงักและยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น...
ไม่รู้ว่าในบ้านที่ควรจะอยู่คนเดียวหลังนี้มีใครลอบเข้ามาหรือเปล่า แม่มดรวบรวมความกล้าก้าวไปยังประตูที่เป็นทางหลักสำหรับเข้าบ้านก็พบว่ามันยังปกติดี เมื่อคืนล็อคไว้ยังไงก็ยังคงเป็นเช่นนั้น ประตูกระจกห้องนอนที่ติดกับสระว่ายน้ำก็ยังมีสภาพปกติดีจากที่มองเห็นเมื่อครู่ ไม่มีร่องรอยการงัดแงะเช่นกัน ทีนี้ก็เหลืออีกที่คือประตูห้องครัวที่สามารถเปิดออกไปนอกบ้านได้
เดี๋ยวก่อน...
หยุดคิดอีกที...
นี่มันกลิ่นอาหาร...โจรจะงัดประตูครัวเข้ามาเพื่อทำอาหารกินงั้นเหรอ?
ไม่มั้ง...
“พี่นายอง...”
“.............”
“พี่นายองหรือเปล่าฮะ?”
“............”
“พี่นายองตอบผมหน่อยสิ!”
ไม่มีเสียงใครตอบ...แต่แจจุงได้ยินเสียงกุกกักมาจากในครัว
หัวใจเต้นแรงมากเมื่อความหวาดกลัวมาเยือน อยู่ตัวคนเดียวแถมยังแปลกที่แปลกทางแบบนี้จะทำยังไงดี
แม่มดวางแลปท็อปในมือลงที่เก่า แล้วหันซ้ายหันขวา... คว้าเอาแจกันที่ปักก้านซานาดูขึ้นมา โยนใบไม้เขียวๆนั่นทิ้งกับพื้น เทน้ำในแจกันลงในอ่างที่ลอยดอกไม้สีขาวเอาไว้โดยไม่ต้องคิดมาก
เพราะไม่เห็นที่พึ่งอื่นใดแล้วนอกจากตัวเองแจจุงก็เลยพยายามจะทำใจสู้ แม้มือจะสั่นก็จะแกล้งทำไม่สนก็แล้วกัน
บ้านนี้มีคนยกให้เป็นของขวัญ ยังไงก็ต้องปกป้องเอาไว้สุดชีวิต...
คงจะดีถ้าตอนนี้มีคนที่เคยเอามือบังดวงอาทิตย์ให้อยู่ข้างๆเหมือนที่เคย
แต่ละก้าวย่างไปที่ห้องครัวนั้นช่างไม่มั่นคง ทั้งมือและขาสั่นจนน่ากลัวว่าจะล้มไม่เป็นท่าตั้งแต่ก้าวแรกแล้ว แต่ในที่สุดแม่มดก็ก้าวผ่านกรอบประตูไป มือขาวจับแจกันแน่นกะว่าถ้ามีอะไรหรือใครไม่ชอบมาพากลก็จะฟาดให้แหลกเลย
กลิ่นหอมๆเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆว่าเป็นเมนูที่คุ้นเคย แต่จะวางใจไม่ได้เลยถ้ายังหาต้นเหตุของมันไม่ได้
มือที่ถือแจกันอ่อนแรงจนเกือบทำมันหล่นแต่แม่มดก็หาที่วางที่เคาน์เตอร์ข้างๆได้ ขณะนั้นแข้งขาก็อ่อนยวบเหมือนเป็นวุ้นใสๆจนต้องหาหลักเกาะซึ่งนั่นก็ได้แก่ตู้เย็นหลังใหญ่
แม่มดเอามือกุมอกซ้ายเอาไว้ราวกับต้องการจะเชคว่ามันยังอยู่ดีหรือเปล่าเมื่อเห็นแผ่นหลังของผู้บุกรุกที่ทำให้สิ้นฤทธิ์ได้ขนาดนี้เข้าเต็มๆแล้ว
“ทำไมมาแบบนี้ล่ะ”
“หืม?” ผู้บุกรุกว่าเช่นนั้นแล้วก็ยื่นมือไปปิดแก้ส ก่อนะหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเจ้าของบ้านตรงๆ เขายิ้มให้แล้วก็เอ่ยทักทายอย่างผิดเวล่ำเวลา
“อรุณสวัสดิ์ครับ”
“..............”
“อีกเดี๋ยวซุปก็เสร็จแล้ว ไปนั่งรอที่โต๊ะได้เลย”
“พี่ยุนโฮบ้า!”
“เอ๊ะ?”
“ถามว่าทำไมมาแบบนี้ เป็นผีหรือไง!!? จะมาหากันก็มาดีๆสิ เมื่อกี้กลัวจนจะคลั่งอยู่แล้วรู้หรือเปล่า!? ทำไมทำแบบนี้!! ทำไมพี่เป็นคนแบบนี้นะ!!!!” ปากว่ามือก็ชกอกอีกฝ่ายผลัวะๆอย่างนึกโมโห เมื่อกี้เกือบจะตายจริงๆแล้วนะนั่น
“โอ๊ย! โอ๊ย..! หยุดตีพี่ก่อนนะแม่มด...อย่า...โอ๊ย!”
“จะตีให้ตายเลยคอยดู!”
สุดท้ายแม่มดก็ถูกรวบมือเอาไว้ทั้งสองข้าง ไม่สามารถจะตีได้ตามใจตัวเองอีกต่อไปแล้ว
“ก่อนขึ้นเครื่องพี่ก็ทวีตแล้วนะว่ากำลังมาเมืองไทยน่ะ”
“ใครจะเชคทวิตเตอน์ทั้ง24ชั่วโมงกันเล่า!? เรางานเยอะจะตายไม่มีเวลาหรอก!! แล้วทำไมพี่ไม่โทรบอกกันดีๆเล่า หา!!!?”
“อ้าว...ก็ตั้งใจให้เซอร์ไพรส์นี่ แบบว่ากว่าแม่มดจะรู้ว่าพี่มาหาพี่ก็อยู่บนเครื่องบินแล้ว อะไรแบบนี้” ชายหนุ่มอธิบายเหมือนเด็กถูกคุณครูดุอะไรแบบนั้น เขาจับมือแม่มดที่กำลังเป็นแม่มดเต็มขั้นเพื่อให้ใจเย็นลงหน่อย “โกรธเหรอ? พี่ขอโทษ...”
ผ่านมาตั้งสองปีแล้ว อะไรๆก็เปลี่ยนไปอย่างที่มันควรจะเป็น แจจุงเรียนจบ รับงานแปลหนังสือนิดๆหน่อยๆไม่ได้หวังค่าจ้างในอัตราสูงลิ่วไปมากกว่าประสบการณ์เลย
การกลับมาที่บ้านพักตากอากาศในไทยคนเดียวครั้งนี้ก็เพื่อจะเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานทั้งสิ้น... เพราะถ้ายังอยู่ที่เก่า เจอกับยุนโฮทุกวันมีอะไรให้ทำกันทุกวันและทุกคืนทำให้งานไม่กระเตื้องเลยสักนิด ดังนั้นแม่มดก็เลยคิดที่จะหักดิบ ตัดใจพักทุกอย่างที่เกาหลีเอาไว้แล้วมุ่งหน้าสู่ประเทศที่มีทะเลและบ้านพักตากอากาศที่สวยและคุ้นเคยและหวังว่างานจะเสร็จเป็นรูปเป็นร่างสักที ถึงแม้จะต้องคิดถึงใครบางคนจนต้องร้องไห้ออกมาอย่างเมื่อกี้ก็ตาม
จริงๆก็ดีใจอยู่หรอกนะที่เขามาหาถึงที่...
แต่ช่วยมาดีๆกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง แบบนี้หัวใจจะวายเอา
“มาถึงตั้งแต่กี่โมง”
“7โมงเช้า...มีกุญแจเข้าบ้าน เข้ามาถึงก็เห็นแม่มดยังนอนสบายอยู่ก็เลยนอนที่โซฟาไปก่อน เก้าโมงพี่ก็ตื่น...หาของในตู้เย็นมาทำอะไรให้กินนี่ไง”
โถ...เสียงอ่อยเชียว
“............”
“จองอาให้มาตามกลับด้วย...เขาเตรียมรับปริญญากันแล้ว”
“รู้น่าว่าต้องทำอะไร แล้วกระเป๋าพี่ล่ะ”
“นี่ไง” แม่มดถอนหายใจอีกเฮือก
“ถ้าพี่เอาไปวางไว้ข้างนอกเราก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นโจรขนาดนั้นแล้ว!! รู้มั๊ยว่าน่ากลัวน่ะ แล้วเมื่อกี้เรียกพี่นายองทำไมไม่ขานล่ะว่าใช่หรือไม่ใช่น่ะ เงียบแบบนี้น่ะฆ่ากันได้เลยรู้มั๊ย!!?”
“พี่ใส่หูฟังอยู่...” เขาชูหูฟังที่พาดไว้บนบ่าให้แม่มดดู “เพลงใหม่ของคานเย่ เวสท์...”
“............”
“แม่มดโกรธพี่จริงๆเหรอ? โธ่...พี่ขอโทษจริงๆคนดี...พี่ไม่ได้ตั้งใจทำให้กลัวเลยนะ ไม่รู้จะอธิบายยังไงจริงๆ อย่าโกรธกันเลยนะครับ น๊า~~” เขาเข้าไปใกล้ๆแม่มด หยิกแก้มพองๆเพื่อหยอกเล่นแล้วก็กอดแน่นๆเป็นการง้อ
“รู้แล้ว~”
“แล้วหายโกรธด้วยมั๊ยล่ะ”
“ชิ!!” ทำท่ากางเล็บออกมาเท่านั้นก็เดินนำไปที่ห้องนั่งเล่น แน่นอนว่าคนผิดโดยไม่เจตนาก็ตามไปติด เขานั่งติดกันจนแทบไม่มีช่องว่างในขณะที่บนโซฟายังว่างจนพอจะนอนได้สบายๆก็ตาม
“หายโกรธเถอะ...นะครับ...นะ...”
“พี่ก็รู้ว่าเราอยู่คนเดียว...เมื่อกี้เรากลัวมากว่าจะเป็นโจร....กลัวโดนปล้น กลัวโดนฆ่า เราไม่มีพี่อยู่...เรากลัวจนสั่นไปหมดแล้ว พี่ก็ยังขยันจะเล่นแบบนี้อีก ให้ตายเถอะ!!”
“พี่ขอโทษ~~ อย่าโกรธเลย...ไม่คิดถึงกันหรือไงครับ”
“...........”
“พี่คิดถึงแม่มดนะก็เลยกะจะมารับกลับเลยเนี่ย”
“รับกลับเลยเหรอ?”
“ใช่ครับ พี่คิดถึงแม่มดมากๆ นอนคนเดียวแล้วอย่างเหงาเลย ไม่รู้จะทำกับข้าวให้ใครกินด้วยก็ ไม่ไหวแล้ว...อยากเล่นหางแมวของแม่มดด้วย”
“...ว่าแล้ว..........”
“ก็คิดถึงหมดทุกอย่างเลยนะครับ ไม่ได้เฉพาะหางแมวซะหน่อย พี่รู้นะว่าแม่มดชอบทะเลมาก ทะเลทำให้ใจเย็นมีสมาธิ แต่การที่แม่มดไม่อยู่กับพี่น่ะ พี่ทั้งใจร้อน ทั้งไม่มีสมาธิเลยนะ เพราะฉะนั้นอีกสองวันกลับบ้านด้วยกันเถอะนะ”
“แต่นี่ก็บ้านเรา...”
“ถ้าพี่อยู่นี่กับแม่มดได้ทั้งชีวิตพี่ก็จะอยู่นะ ที่นี่ก็เหมือนทุกทีไง เรากลับมา5วันบ้าง7วันบ้าง แต่แม่มดมาอยู่นานเกินไปแล้วนะ พี่จะขาดใจตาย”
“พูดเกินไปแล้วมั๊ง?”
“ไม่เกิน~ โธ่....ทำไมแม่มดทำเหมือนไม่เข้าใจงั้นล่ะ งั้นพี่ถามคำเดียว คิดถึงพี่หรือเปล่า”
“คิดถึงสิ”
“งั้นอีกสองวันกลับบ้านนะ”
“อืม...ก็ได้”
แจจุงยอมตั้งแต่ที่อ้อนครั้งแรกแล้ว ยุนโฮไม่เคยเป็นแบบนี้กับใครถึงแม้จะเป็นเพื่อนหรือคนสนิท เท่าที่เห็นยุนโฮจะทำตัวแบบนี้กับแจจุงคนเดียวนี่ล่ะ
แม่มดทนให้ยุนโฮจับมือเฉยๆไม่ได้แล้ว เจ้าตัวหันไปกอดผู้ชายแสนดีคนข้างๆด้วยความคิดถึง สูดกลิ่นความเป็นพี่ยุนโฮเอาไว้เต็มปอด คาดว่าอีกสองวันที่เหลือก็คงทำงานไม่เสร็จอีกแน่ๆ แต่พอมาถึงนาทีนี้อะไรก็ยอมทั้งนั้นถ้าได้อยู่ใกล้ๆ ได้รู้สึกถึงไออุ่นของผู้ชายแสนดีคนนี้
“คิดถึงจะแย่แล้ว...แม่มดคนดีของพี่”
“ที่รักของเรา...คิดถึงจะแย่เหมือนกัน”
.
.
คืนนั้นยุนโฮทวีต...
‘เพิ่งจะมีช่วงเวลาที่ดีที่สุดในรอบเกือบ2อาทิตย์ไป ...เหนื่อยมากเลย ผมคงแก่แล้วสินะ’
แล้วก็อัพโหลดรูปใบหน้าของแม่มดตอนหลับลงไปด้วยเป็นทวีตที่สอง

‘ แม่มดคนดี…’
END
.......................
TALK
เวลา 6.18
สวัสดีทุกคนนะคะ
ในที่สุดก็มาลงตอนจบแล้ว~
ใจหายเล็กๆเหมือนกัน แต่ยังไงก็จะถือว่าเราเดินทางด้วยกันมาจนถึงตอนนี้แล้วเนาะ
เราจับมือกันมา อะไรแบบนี้~~~
ต้องขอบคุณจริงๆนะคะ สำหรับทุกคนที่ติดตาม
หรือไม่ติดตามก็ได้ ใครที่เข้ามาอ่านเวลาไม่มีเรื่องไหนที่อยาก่อาน
มาผ่านๆตาบ้างก็ขอบคุณเช่นกันค่ะ
เดิมทีแ้ล้วYOUYOUYOUเป็นฟิควูบมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
วูบโคตรของที่สุดจะวูบ
แต่งไปตามที่เพลงบิ๊วเท่านั้น
แล้วมันก็งอกเงยตามการบิ๊ว ตามเสียงเรียกร้องจนมาถึงจุดนี้จนได้
ขอบคุณทุกคนจริงๆนะคะ
สำหรับตอนนี้คงต้องบอกลาแล้วจริงๆสำหรับแม่มดและพี่ริบลีย์
นี่เศร้าเล็กๆเลยนะเนี่ย TT
ขอบคุณทุกคนที่รักแม่มด รักพี่ยุนโฮนะคะ
หวังว่าจะเป็นตัวละครในความทรงจำของทุกคนไปนานๆเลย
บีดิวก็ซึ้งเหมือนกันนะที่เห็นคนตั้งชื่อทวิตเตอร์ว่า แม่มด*หัวใจ*พี่ยุนโฮ
น่ารักมาก แล้วก็ซึ้งพอๆกับที่อ่านแท็ก #YOUx3
ปลื้มมากที่มีคนรักฟิคหวานๆเรื่องนี้ด้วย ><
ซึ้งโคตรๆเลยก็ตอนช่วงที่ฟิคเข้าสู่แนวทางการดราม่า
เป็นหลุมดำของยูดาวัน 555555555555
คนเขียนก็แทบลงหลุมเหมือนกันนะคะนั่น
ดีใจมากเลยที่หลายคนอินกับดราม่าเล็กๆในเรื่องนี้
ดีใจที่อินในความอีโรติค
ดีใจที่อินในความโรเเมนติค
ดีใจ และ ขอบคุณมากๆเลยค่ะ
| QUOTE |
| รบกวนทวีตเม้ามอยโดยการใส่hashtag #YOUx3 หน่อยนะคะ ไหนๆก็ตอนจบแล้ว มาคุยกันให้เยอะกว่าที่เคยเถอะน๊าาา *ส่งแม่มดและพี่ยุนไปอ้อน* ^^ |
ปล. พี่ยุนกับแม่มดยังไม่ไปไหนนะคะ เร็วๆนี้จะมีSFน่ารักๆสักตอนสองตอน บีดิวจะจับเอาเบ๊บและบูมาพัวพันกับแม่มดและพี่ยุนด้วย รออ่านกันนะจ๊ะ จริงๆแอบเอาไปอวดนิดนึงแล้วใน hashtag #YJyouinbed ฝากติดตามด้วยจ้า
ขอบคุณและสวัสดีค่ะ
No comments:
Post a Comment